Title Tag Length Guidelines: 2016 Edition (แนวทางการเขียนหัวข้อเรื่องในปี 2016)

แนวทางการเขียนหัวข้อเรื่องในปี 2016 

          เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา Google ได้ทำการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับความกว้างของคอเลิมที่เพิ่มขึ้นจาก 512 พิกเซล เป็น 600 พิกเซล( เพิ่มขึ้น 17%) พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ Google ได้เพิ่มความยาวของชื่อเรื่องในผลการค้นหา

Title Length

จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า หัวข้อเรื่อง (Title Tag) จะแสดงผลของตัวอักษรได้จำนวนเท่าไร? ตอนที่ Google ได้ออกแบบ SERPs ในปี 2014 เราได้แนะนำให้ ใช้ชื่อเรื่องด้วยอักขระไม่เกิน 55 ตัว แต่เมื่อเพิ่มอีก 17% นั้นหมายความว่าเราจะทำงานกับ 9 อักขระที่ต้องเพิ่มอีกด้วย

 

Not so fast, my friend…   (อย่าเพิ่งรีบทำ,ให้ใจเย็นไว้ก่อน)

นี้เป็นจุดเริ่มต้นของความยุงยากทั้งหลายเพราะการหาคำมาเติมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คุณคิดเอาไว้เพราะมันไม่ใช่แค่นับตัวอักษรใส่ให้ครบจำนวน แต่คุณต้องพิจารณาสามสิ่งที่จะเป็นปัญหาได้ ดังต่อไปนี้

(1) Character widths vary. (ความกว้างของอักขระที่แตกต่างกัน)

          Google จะใช้รูปแบบตัวอักษร Arial เพื่อแสดงผลของผลลัพธ์การค้นหาเพราะ Arial เป็นรูปแบบตัวอักษรที่เป็นสัดส่วนที่สุด ในแต่ละคำจะมีขนาดความกว้างที่แตกต่างกันออกไป เช่น ตัว “W” ใหญ่จะกินพื้นที่มากกว่า ตัว “l” ความกว้างในการแสดงผลนั้นจะวัดเป็นพิกเซลไม่ใช่จำนวนของตัวอักษรที่มีอยู่ในคำ ดังนั้นคุณควรจะหาคำที่จะสื่อถึงเว็บไซต์ด้วยตัวอักษรที่ไม่ยาวมากเพื่อให้หัวข้อเรื่องของเว็บไซต์แสดงผลครบในผลการค้นหา

title vary

(ตัวอย่างของการตั้งชื่อเรื่องของเว็บไซต์)

ในหัวข้อชื่อเรื่องนี้มีตัวอักษร “I” 14 ตัว, ตัวอักษร “t” เล็ก 10 ตัว และเครื่องหมายวรรคตอน 3 จุด เวลาสร้างตัวอักษรให้นับตัวอักขระด้วยและถ้าคุณตั้งหัวข้อเว็บไซต์คุณได้ไม่เกิน 77 อักขระจะสามารถช่วยทำให้คุณนำหน้าอันดับได้อย่างแน่นอน

(2) Titles break at whole words. (การถูกตัดคำในหัวข้อเรื่อง)

ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ Google ได้ตัดคำที่ยาวเกินออกให้สั้นลงทันทีโดยที่ Google จะตัดตรงกลางของคำๆ เช่นคำในรูปข้างล่างนี้ที่ไม่สมควรจะมาตั้งเป็นหัวข้อเรื่องตั้งแต่แรกเพราะมีความยาวมากไปและจะไม่สามารถแสดงผลชื่อซ้ำได้อีกครั้งเนื่องจากพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะแสดง

Title breaks

(ตัวอย่างการตั้งหัวข้อเรื่องที่ผิด)

(3) Google is appending brands. (Google จะเพิ่มชื่อแบรนด์ในหัวข้อเรื่อง)

ในบางกรณีที่ Google กำลังตัวหัวข้อเรื่องของเว็บไซต์ที่มีแบรนด์ Google จะทำการตัวหัวข้อเรื่องให้สั้นและเพิ่มชื่อแบรนด์ลงตรงท้าย แต่น่าเสียดายที่การต่อท้ายชื่อแบรนด์แบบอัตโนมัติใช้พื้นที่มากซึ่งจะทำให้นับพลาดจากจำนวนของคุณ ยกตัวอย่างเช่น ผลลัพธ์หัวข้อเรื่องของเว็บไซต์ด้านล่างนี้ที่มีจำนวนอักขระที่น้อยที่สุดในฐานข้อมูลของเราซึ่งมีอักขระแค่ 34 ตัว

google brands.png

(ตัวอย่างหัวข้อเรื่อง เว็บไซต์แบบเติมชื่อแบรนด์ตรงท้าย)

ชื่อแบรนด์ของเว็บไซต์นี้คือ “The Homestead” ที่ถูก Google เพิ่มชื่อแบรนด์ใส่ตรงท้ายของหัวข้อเรื่องโดยอัตโนมัติแม้จะไม่ได้อยู่ใน <TITLE>tag. ของเว็บไซต์ก็ตาม คำต่อไปในหัวข้อเรื่องคือ “Accommodations” ดังนั้นการรวมกันของคำบรรยายที่ยาวและการเพิ่มชื่อของแบรนด์มีความเหมาะสมสำหรับหัวข้อเรื่องเมื่อถูกตัดแล้ว

 

Data from 10,000 searches. (ข้อมูลจากการค้นหา 10,000 ครั้ง)

 

          ตัวอย่างต่างๆอาจจะแนะนำคุณไปในทางที่ผิด ดังนั้นเราอยากจะพาคุณเจาะลงลึกในหัวข้อการค้นหานี้ ซึ่งเราได้ดึงข้อมูลในส่วนหัวข้อเรื่องที่ค้นหาด้วย Keyword ด้วยผลลัพธ์ของ 10,000 เว็บไซต์ แล้วต่อไปนี้เราจะให้ความสนใจกับหัวข้อเรื่อง (Title) ที่ถูกตัด

Title Lengths after cut

ในภาพกราฟข้างบนนี้มีการแจกแจงอย่างเป็นปกติที่มีค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานที่ประมาณ 63 แล้ว 63 จะเป็นตัวเลขที่เราจะใช้ในการตรวจสอบหัวข้อเรื่องของข้อมูลที่ได้มาจากกราฟผลลัพธ์นี้

เคล็ดลับง่ายๆในการเขียนหัวข้อเรื่อง (Title Tag) คือการเลือกจำนวนตัวเลขที่คุณคิดว่าหัวข้อเรื่องของคุณจะไม่ถูก Google ตัดหัวข้อเรื่อง (Title) ออกจากผลลัพธ์ นี้เป็นเปอร์เซ็นของหัวข้อเรื่องที่ถูกตัดออกเมื่อมีจำนวนอักขระเกินกำหนดที่ได้ตั้งไว้

– 55% ของหัวข้อเรื่องที่ถูกตัด >= 63 (+2) อักขระ

– 91% ของหัวข้อเรื่องที่ถูกตัด >= 57 (+2) อักขระ

– 95% ของหัวข้อเรื่องที่ถูกตัด >= 55 (+2) อักขระ

– 99% ของหัวข้อเรื่องที่ถูกตัด >= 48 (+2) อักขระ

ในการวิจัยเราอาจจะยึดติดอยู่กับระดับความเชื่อมั่น 95% หรือ 99% แต่ในการวิจัยเพื่อเลือกจำนวนอักขระในครั้งนี้คุณจะต้องเลือกที่ 90% เพราะมันยังให้เราเพิ่ม +2 อักขระ ดังนั้นเราขอแนะนำให้คุณเขียนหัวข้อเรื่อง (Title) ของคุณไม่เกิน 60 อักขระ (57+2 = 59)

ให้คุณนึกไว้เสมอว่าการถูกตัดคำจาก Google ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายและเสียหายเพราะบางที่การถูกตัดคำจาก Google อาจจะช่วยให้เว็บไซต์คุณได้อัตรา click-through เพิ่มขึ้นก็ได้ แต่มันก็ขึ้นกับว่าคุณจะโชคดีหรือไม่ เช่น

cut-off.png

ในตัวอย่าง หัวข้อเรื่องนี้ได้ตัดคำออกไปหนึ่งคำแล้วเรายังไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้อความจะถูกตัดออกในตำแหน่งที่จะทำให้สับสนได้ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์รายงานสถานการณ์ที่เป็นอันตรายของ The International Association of Assemblages of Assassin Assets.

ก่อนที่จะออกแบบใหม่ เขาควรจะเริ่มที่การเปลี่ยนหัวข้อเรื่องก่อน เพราะมันไม่ได้ช่วยส่งเสริมอะไรให้กับโพสต์เลย แต่เมือเราเริ่มที่จะไปแก้ไข้มันก็สายเกินไปแล้ว ดังนั้นให้คุณคิดและออกแบบหัวข้อเรื่องให้ดีก่อนที่จะนำไปใช้กับเว็บไซต์จริงๆ

 

So, that’s it then, right? (ดังนั้น เราจะเสร็จแค่นี้ ใช่ไหม?)

ไม่ เรายังไม่เสร็จเพราะคุณจะต้องหาข้อมูลและรายละเอียดของการเขียนหัวข้อเรื่องเป็นประจำ การที่ Google มีวิวัฒนาการเพิ่นขึ้นและได้มีการปรับให้เข้ากับอุปกรณ์ที่กว้างขึ้น เราสามารถคาดหวังให้พวกเขาปรับและทดสอบขนาดการแสดงผลของหัวข้อเรื่องได้อย่างต่อเนื่อง ในความเป็นจริงแล้วพวกเขากำลังทดสอบรูปแบบ card-style ใหม่สำหรับเดสก์ท็อป SERPs ที่ผลลัพธ์จะแสดงผลเป็นกล่องเหมือนในรูปตัวอย่างด้านล่างนี้

boxed format

แต่เราก็ไม่แน่ใจหรอกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถาวรหรือไม่เพราะยังมีรูปแบบแคบมาปรากฏขึ้นในเครื่องของผู้ใช้งานจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าการออกแบบให้มีกล่องหัวข้อเรื่องแบบนี้ถูกนำมาใช้งานอย่างถาวรคุณก็เตรียมตั้งหัวข้อเรื่องเว็บไซต์ให้มีอักขระไม่เกิน 60 ตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดคำ

(Cr. https://moz.com/blog/title-tag-length-guidelines-2016-edition)

Advertisements

How to do Keyword Research in 90 Minutes

วิธีการค้นหาและวิเคราะห์ Keyword ใน 90 นาที

ทุกคนคงเคยมีช่วงเวลาที่ต้องทำงานอะไรหลายๆอย่างพร้อมกันจนไม่มีเวลาว่างที่จะมานั่งค้นหาข้อมูลหรือเทรนด์เกี่ยวกับ keyword และคุณไม่อยากเสียเวลาในการนั่งอ่านบทความต่างๆ ที่มีผลลัพธ์การค้นหามากถึง 15.4 ล้านเว็บไซต์ที่จะทำให้คุณแม่นยำในด้าน keyword ได้อย่างแน่นอนถ้าคุณอ่านครบทุกเว็บไซต์

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครมีเวลามาเปิดดู 15.4 ล้านเว็บไซต์ของผลลัพธ์และระบุว่าเว็บไซต์ไหนโพตส์เนื้อหาเป็นประจำ, เข้าประเด็น, หรือถูกต้อง จึงเป็นเหตุผลที่ผมตั้งข้อจำกัดให้แบ่งหมวดหมู่โดยเฉพาะและตารางระบุประสิทธิภาพเพื่อนำเสนอ keyword ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับ organic search

Keyword Research

เราจะเริ่มต้นศึกษาด้วยการตั้งลูกค้านามสมมุติขึ้น  Joey Antipodean เป็นชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ใน แมนฮัตตันและชอบจิงโจ้มาก เขาชอบจิงโจ้มากจนตัดสินใจทำเว็บไซต์ www.kangaroosnyc.com ขึ้นมาสำหรับคนที่ชื่นชมและชอบจิงโจ้เหมื่อนกันมาสอบถามหรือเล่าประสบการณ์และมี community ที่สือสัตย์และมีชีวิตชีวา

 

การใช้ชุดเครื่องมือของ Google

          อันดับแรก Joey ต้องติดตั้ง Google Analytics (GA) และ Google Webmaster Tools (GWT) และตั้งแต่ Google เลิกแสดงผลลัพธ์ของ keyword ใน GA เราจึงต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. เข้าไปที่ GA account ของ Joey แล้วคลิกตรงคำว่า “Acquisition” ในเมนูแถบตรงซ้ายมือ

2.ให้คลิกที่ “Source/Medium” ตรงใต้คำ “Acquisition”

  1. ในหน้าข้อมูลหลักให้คลิกตรงคำว่า “google/organic” (รูปภาพที่ 1)
  2. แล้วคลิกที่ “Secondary Dimension” ตรงใต้คำว่า “Behavior” แล้วคุณจะเจอ “Landing Page” (รูปภาพที่ 2)

1

(รูปภาพที่ 1)

keyword 2

(รูปภาพที่ 2)

แล้วคุณก็จะได้ตารางผลลัพธ์ของเว็บไซต์ที่ติดอันดับแรกๆ ที่จะช่วยให้คุณหา keyword ที่คุณต้องการได้จากการดูว่าเว็บไซต์นั้นมี traffic ที่ดีไหมและให้ดูว่าเนื้อหาของคุณคล้ายกับของเขาหรือเปล่าแล้วค่อยเลือกเอา keyword มาใส่ของเรา

keyword

 

แต่คุณสามารถหา keyword ที่เฉพาะและเจาะจงได้ด้วยการใช้ GWT เพราะ GWT จะช่วยให้คุณค้นหาและดูข้อมูลที่เฉพาะ, ความประทับใจ, อัตราคลิก, CTR และตำแหน่งเฉลี่ยบนหน้าเว็บ หลังจากนั้นในคลิกที่ “Search Traffic” ตรงซ้ายมือซึ่งแสดงข้อความสำหรับการค้นหาที่สามารถใช้ตัวกรองในการเอา traffic ของเว็บไซต์ที่มีแบรนด์ออกแล้วแสดงให้เห็นเฉพาะเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานคลิกเข้าไปดูจริงๆ แล้วทำให้ SERPs เห็นเว็บไซต์ http://www.kagaroosnyc.com ได้

Search

คุณสามารถเลือกตรงแถบว่าต้องการให้แสดงผลลับอันไหนได้ระว่างเว็บไซต์ยอดนิยมกับคำที่ค้นหายอดนิยม GWT มีการใช้งานที่แตกต่างจาก GA ตรงที่ GA จะแสดงผลให้เห็นแค่ URLs ของเว็บไซต์ต่างๆ แต่ GWT จะแสดงตาราง keyword ที่ใช้ละอัตราคลิกของคำนั้นๆ

3.png

 

เรามาเริ่มต้นด้วยการใส่ keyword ที่หาได้ใน GA และ GWA ลงใน Google Docs spreadsheet ก่อนแล้วค่อยมาเพิ่มจำนวนครั้งที่ถูกค้นหา ตอนนี้เราได้ข้อมูลมาแล้วและเราสามารถนำไปปรับปรุงคีย์เวิร์ดให้ดีขึ้นได้ ด้วยการใชเครื่องมือ Google Keyword Planner (GKP) เมื่อเข้าไปที่ GKP แล้วให้คลิกที่ “Search for new keyword and ad group ideas” และ ใส่คำว่า “kangaroos” ในช่องเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณและปล่อยช่องใส่ข้อความอื่นๆให้ว่างไปก่อนตอนนี้

GKP

GKP step

แล้วคลิกที่ “Get Ideas” ในด้านล่างของเพจ เมื่อได้ผลลัพธ์ให้คลิกที่ Click on “Avg. Monthly searches” เพื่อให้เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย

GPK 3

เมื่อคุณคลิกที่กลุ่ม Ad “Kangaroo” คุณก็จะได้ keyword ทีเป็นคำสั้นๆแต่ผลลัพธ์หลังจากนั้นจะเริ่มมี keyword ที่ยาวขึ้นและเป็นคำถามเช่น “Where do kangaroos live” ถูกค้นหาถึง 1,000 ครั้งต่อเดือน ดังนั้นคุณควรจะใส่ใจในเรื่องของคีย์เวิร์ดที่เป็นคำถามด้วย เพราะมันจะช่วยให้เราติดอันดับได้ใน SERPs โดยไม่ต้องไปแข่งแข่นกับเว็บไซต์ของ National Geographic, Wikipedia, และ zoos ได้

อีกเครื่องมืออันหนึ่งที่คนไม่ค่อยจะรู้จักกันคือ Google Instant ที่จะช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดได้โดยพิมพ์คำขึ้นต้นก่อนแล้วในการค้นหาจะเติมคำให้เอง เหมือนตัวอย่างในรูปภาพข้างล่างนี้

Google Instant

ให้รวบรวม keyword ที่คุณหามาได้ทั้งหมดและใส่ลงใน GKP ที่จะช่วยให้คุณหา traffic ในการค้นหานั้นโดยเฉพาะแล้วให้คลิกที่ “modify search” และคลิกตรกตัวเลือกให้ “Get search volume for a list of keywords or group them into ad groups” ก่อนที่จะโหลดกล่องขึ้นด้วย keyword ที่ต้องการ

 

ประเมินความเป็นจริง: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ที่มีอยู่แล้วหรือสร้างขึ้นมาใหม่?

คุณสามารถวิเคราะคีย์เวิร์ดของคุณได้ว่าจะสามารถแข่งขันในอันดับ SERPs ได้หรือไม่ มี Domain ที่มีความแข็งแกร็จหรือค่อนข้างอ่อนแอและไม่เป็นที่รู้จัก? คุณสามารถวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ได้โดย Moz’s Open Site Explorer ที่จะช่วยคุณตรวจสอบเว็บไซต์คุณได้ว่าจะสามารถแข่งขันใน SERPs และมีโอกาศติดอันดับในหน้าแรกได้ไหม ส่วนการค้นหายอดนิยม “what do kangaroos eat” ที่ถูกค้นหามากถึง 2,400 ครั้งต่อเดือน

What do kangaroos eat

what do kangaroos eat 2.png

ต่อไปนี้ให้คุณนำ keyword ที่สะสมมาใน Google Doc  มาเรียงจัดอันดับของปริมาณการค้นหาต่อเดือนและหา keyword ที่มีประสิทธิภาพสูงหรือ keyword ที่ใกล้เคียง หลังจากนั้นให้นำ keyword ที่ได้มาตรวจสอบความแปรปรวนในอันดับของ SERPs หากเราเห็นหน้าเดียวกันแสดงขึ้นซ้ำๆสำหรับการค้นหา แสดงว่าคุณไม่จำเป็นต้องใส่คำสั่งที่แตกต่างกันในหน้าอื่นๆของเว็บ คุณสามารถตัดบางส่วนออกเพราะคุณจะได้รับ traffic ที่เป็น organic ได้

สุดท้ายแล้วให้เลือก keyword ที่มียอดนิยมที่สุดและเลือกจากตาราง keyword ที่คุณเขียนเอาไว้ว่าคีย์เวิร์ดไหนจะนำ traffic มาให้เว็บไซต์คุณมากที่สุดที่มี title tag ประสิทธิภาพ แต่คุณยังไม่ได้ได้สร้างเพจหรือเว็บไซต์ให้ keyword เหล่านั้นดังนั้นให้อ่านในขั้นตอนต่อไป

 

Listen to the ideal audience (ค้นหากลุ่มเป้าหมาย

จากที่คุณได้ทำมาทั้งหมดยังเป็นแค่การหา keyword และประโยคที่คุณคิดว่าผู้ใช้งานจะค้นหาใน Google แต่คุณกำงลำเอียงเพราะคุณก็ต้องฟังความต้องการของผู้ใช้งานด้วย โดยการหาจากเพจโซเชียลต่างๆ ด้วยการใช้ hashtag และ keyword เพื่อค้นหาสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังสนใจและพูดถึงมากที่สุด

เช่น พิมพ์คำว่า “kangaroo pet” ในช่องการค้นหาใน Twitter แล้วคุณก็จะได้ผลลัพธ์ที่กว้างและหลากหลายที่ไม่ใช่แค่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการแต่อาจจะมีผลลัพธ์ของสิ่งอื่นๆที่คล้ายกัน การที่คุณค้นหาใน Twitter คงจะให้ไอเดียในการคิด keyword และเพิ่มใส่ใน GKP อย่างไรก็ตามการใช้คีย์เวิร์ดที่เป็นประโยคหรือยาวคงจะไม่ช่วยให้คุณมี traffic เข้าเพจได้มาก แต่ถ้ามันเป็นที่นิยมและพูดถึงมากในโซเชียลอาจจะทำให้มี traffic เข้ามามากก็ได้ ดังนั้นคุณควรจะเลือก keyword ที่เหมาะกับผลิตภันณ์/บริการของคุณ

นอกจากการใช้ Twitter และโซเซียลมิเดียต่างๆแล้วคุณสามารถใช้ฟอรั่มที่จำนำไปสู่คำถามและคำตอบที่ตอบโดยมนุษย์ไม่ใช่บอทที่ทำตามอัลกอริทึ่มที่ได้วางไว้ ปกติการโต้ตอบในฟอรั่มจะมีรายละเอียดสูงในการตอบคำถาม แต่ถ้าคำถามที่อยู่ในบล็คต่างๆนั้นมีผู้ใช้งานสนใจมากและถูกแชร์ไปในเพจต่างๆคุณก็ควรจะพิจราณาการใช้ keyword แบบ long-tail มากกว่า keyword แบบ short-tail

 

Demonstrate room for growth

คุณควรจะภูมิใจกับการได้ keyword จากการค้นหาในโปรแกรมต่างๆ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Joey Antipodean จะดูแลหรือแม้กระทั้งให้ความสนใจกับเว็บไซต์ของเขา ดังนั้นเราควรจะบอกให้เข้าใส่ใจในเรื่องของการอัพเดทเนื้อหาและรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่อยู่ในเว็บไซต์เพราะ SEO ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มาก บางที่เมื่อบอทไปตรวจเว็บไซต์แล้วพบว่าคุณได้อัพเดทสิ่งเหล่านั้นเป็นประจำอาจจะทำให้ติดอันดับขึ้นมาก็ได้

เว็บไซต์ที่เป็น e-commerce ควรจะสามารถให้ค่าเฉลี่ยของการสั่งซื้อ (AOV) สำหรับรายการ แต่ไม่ใช่ทุกเว็บไซต์ที่ Joey เป็นส่วนร่วมด้วยมารตการเปลี่ยนแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์ สมมุติว่าเว็บไซต์ www.kangaroosnyc.com ต้องการให้ผู้ใช้งานมาลงชื่อใช้อีเมล์และเข้าชมในอัตรา 3% และมีอีกมีห้าเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีทำคีย์เวิริดเฉพาะให้แต่ติดอยู่ในอันดับของ SERPs

เราจะใช้การประมาณค่าของอัตราคลิกเข้าข้อมูลเหมือนในกรณีศึกษาจากกราฟของ Advanced Web Ranking เราจะเห็นได้ว่าอัตราการคลิกในจุดที่สี่มีค่า 6.97% และมีการแสดงผลในเว็บไซต์ที่ติดในห้าอันดับนั้น 10,000  ครั้งต่อเดือน 697 จะเข้าไปถึงเว็บไซต์และจาก 697 นั้นจะมีแค่ 3% หรือ 21 คนจะลงทะเบียนแล้วให้อีเมล์ของเขา

Google Organic Click-Through Rates

สามารถอ่านรายล่ะเอียดเกี่ยวกับ Google Organic Click-Through Rates in 2014 ได้ที่ http://www.advancedwebranking.com/blog/google-organic-click-through-rates-2014/

 

แต่มันก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการหา keyword เราจะคาดหวังให้ keyword นั้นติดอยู่ในอันดับสูงๆจนมาหยุดอยู่ที่ตำแหน่งคงที่ ให้ทำตามขั้นตอนเดิมแต่ Google ให้ อัตราคลิกเป็น 31.24% ก็จะได้ย้ายไปอีกจุดหนึ่งจะได้อัตราคลิกถึง 3,124 คลิกด้วยการแสดงผล 10,000 ที่จะมีผู้ใช้งานมาลงทะเบียนอีเมล์เกือบ 94 หรืออาจมีเพิ่มถึง 74 คนถ้าคุณทำกระบวน keyword ให้ แต่สำหรับลูกค้าที่ทำเว็บไซต์ e-commerce เราจะสนใจเกี่ยวกับรายได้ของเว็บไซต์มากกว่าการนำคนมาลงทะเบียนในอีเมล์

Google Organic Click-through Rates 2

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างการหา keywords ให้กับเว็บไซต์ Kangaroos NYC เพื่อนำ traffic และอัตราการคลิกเข้าชมให้กับเว็บไซต์ แต่คุณก็ต้องหาข้อมูลและดูว่าลูกค้าของคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรก่อนแล้วค่อยลงมือเริ่มทำ และอย่าลืมเหตุผลที่คุณตั้งไว้ว่าจะทำให้เว็บไซต์ติดในอันดับที่สูงที่สุดของ SERPs ใน Google ดังนั้นคุณควรจะให้ความสำคัญกับข้อมูลและรายละเอียดต่างๆแล้วนำไปทำเว็บไซต์ของคุณ

 

Cr. https://moz.com/blog/keyword-research-in-90-minutes

 

SEO Basic Tips: สิ่งสำคัญ 8 อย่างทีจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณ

SEO Basic Tips: สิ่งสำคัญ 8 อย่างทีจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณ

 

SEO คืออะไรกันแน่?

การทำ SEO คือการใส่ keyword ต่างๆให้กับเพจแล้ะเว็บไซต์เพื่อให้ค้นเจอได้หน้าแรกๆ ของ Google แต่นอกจากนั้นคุณก็ต้องออกแบบและวางเนื้อหาให้ถูกวิธีของหลัก SEO ต่อไปนี้คือ 8 สิ่งสำคัญของการออกแบบเว็บไซต์ตามหลักของ SEO เพื่อให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่ดี

  1. สมมุติว่าเว็บไซต์ของคุณคือเค้ก

Link สื่อโซเชียวต่างๆ และพื้นที่โฆษณาที่ซื้อในเสิร์ชเอนจินเปรียบเหมือนไอซิ่งบนหน้าเค้ก ส่วนเนื้อหา รูปแบบข้อมูล ระบบการจัดการการเนื้อหาและโครงสร้างพื้นฐานเปรียบเหมือนน้ำตาลที่ทำเค้ก ถ้าไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลเค้กก็จะไร้รสชาติแล้วคุณก็จะทิ้งมันลงขยะ เหมือนในรูปด่านล่างที่ทั้งสองเป็นเค้กแต่อันที่คุณภาพดีและน่ากินก็ต้องถูกเลือก เหมือนกับ SEO นี้แหละคะเว็บไซต์ไหนที่ทำตามขั้นตอนของ SEO ได้ก็จะติดอันดับได้ดีกว่า

think-of-your-site-like-a-cake

  1. สิ่งที่ Search Engine กำลังมองหา

           ระบบของ Search Engine ต้องการทำงานให้มีคุณภาพที่ดีที่สุดโดยจะตรวจสอบว่าผู้ใช้งานจะค้นหาหัวข้อหรือ content ไหนมากที่สุด ดังนั้นคุณควรตรวจสอบรายละเอียดของขั้นตอนต่อไปนี้ว่าเป็นไปตามวิธีของ SEO หรือไม่

  • Content: เลือกธีมเพจให้เรียบง่ายด้วยตัวอักษรที่อ่านออกได้ง่าย ใส่หัวข้อและรายละเอียดของหัวข้อให้ถูกตามหลัก SEO ด้วย
  • การแสดงผล: ตรวจสอบความเร็วของการโหลดเพจบนเว็บไซต์ของคุณ
  • ฝ่ายบริหารเว็บไซต์: ให้ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหามากพอที่จะ link ไปที่เว็บไซต์ที่เป็นทางการหรือไม่ และให้ใส่อ้างอิงของเว็บไซต์ด้วย
  • ประสบการณ์ของผู้ใช้: ตรวจสอบว่าการออกเว็บไซต์สามารถดึงดูดคนเข้ามาชมได้ไหม ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ง่ายต่อการเข้าถึงไหม ตรวจสอบความปลอดภัยของเว็บไซต์ และตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณมี bounce rate หรือไม่

 

  1. สิ่งที่ Search Engine ไม่ได้ค้นหาและตรวจสอบ

          Spider ของ search engine มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนหนึ่งดังนั้นถ้าคุณใช้วิธีเพื่อหลอกบอทคุณคิดผิดแล้วเพราะจะทำให้คุณเสียโอกาศในการติดอันดับได้สูงมาก สิ่งที่ search engine ไม่ต้องการ คือ

  • การใช้คีย์เวิร์ด ซ้ำๆ (Keyword Stuffing): บอทจะไม่ตรวจเว็บไซต์คุณถ้าในเนื้อหาและหัวข้อต่างๆมีคีย์เวิร์ดมากเกินไป
  • การซื้อ link ต่างๆ: การซื้อ link จะไม่ช่วยให้ SEO บนเว็บไซต์ของคุณติดอันดับได้เลย
  • การเข้าถึงเว็บไซต์ที่ยุ่งยาก: สร้างและออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณให้เข้าถึงได้ง่าย ให้หลีกเลี่ยงจำนวนของป้ายโฆษณาบนเว็บไซต์ไซต์มากเกินไป ไม่งั้น spider ของ search engine จะไม่ตรวจเว็บไซต์ของคุณเลย
  1. รู้จักโครงสร้างธุรกิจของคุณให้ดี

คุณควรจะทำความเข้าใจกับโครงสร้างของธุรกิจคุณให้ดีแล้วถามคำถามต่อไปนี้กับตัวเองว่าคุณต้องการอะไร

  • อะไรคือสิ่งที่กำหนดแปลงสำหรับคุณ?
  • คุณต้องการแค่ให้คนดูหรือคลิกเข้าที่เว็บไซต์ของคุณมากกว่ากัน?
  • เป้าหมายของคุณคืออะไร?
  • คุณรู้สินทรัพย์และหนี้สินของคุณไหม?

 

  1. เพิ่มความหลากหลายให้กับเว็บไซต์ของคุณ

multichannel-optimization

การใส่ Keyword ไม่ได้สำคัญแค่ใน on-site แต่สำคัญใน off-site ต่างๆของเว็บไซต์ด้วยดังนั้นคุณควรจะใช้สือโชเซียลต่างๆเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีช่องทางที่หลากหลายด้วย เช่น

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Email
  • แบบออฟไลน์เช่นโฆษณาในวิทยุหรือโทรทัศน์

การที่เขียนประโยคหรือใช้คำที่สอดคล้องกับคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์จะช่วยสร้างตราสินค้าหรือบริการของคุณได้และยังช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพด้วย

 

  1. ใช้ Domain name ที่สอดคล้องกัน

Domain name เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตั้งเว็บไซต์ของคุณ เพราะ Domain name เป็นชื่อเว็บไซต์และชื่อบล็อคต่างๆของคุณ ดังนั้นคุณควรจะตั้งชื่อโดเมนของเว็บไซต์คุณให้เรียบง่ายและจดจำง่าย

ตั้งชื่อโดเมนสั้นๆที่ไม่มีตัวเลขหรืออักศรเพิ่มต่างๆแบบตัวอย่างนี้(example.com/awesome) ให้จดชื่อโดมเมนง่าย เช่น (www.example.com)  แล้วถ้าคุณทำ SEO ของคุณตามหลักแล้วให้มี inbound link ด้วย คุณก็จะสามารถค้นหาเว็บไซต์โดยไม่ต้องใส่ www. และ ถ้า URL ของคุณมี keyword ในชื่อจะยิ่งดีเพราะจะช่วยในการได้อันดับของ SEO ง่ายขึ้น

 

  1. เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับชนิดของการค้นหา

นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในเดสก์ท็อปแล้วคุณควรจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ค้นหาได้ผ่านโทรศัพท์แท็บแล็ตและสื่ออื่นๆด้วย ในหน้าหลักของคุณควรมีเนื้อหาที่เป็นวีดีโอเพื่อสื่อถึงสินค้าหรือธุรกิจของคุณ ซึ่งจะสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่ใช้งานมากว่าแค่เนื้อหาที่มีแค่ตัวอักษร แต่ถ้าหน้าเว็บของคุณมีแค่ตัวอักษรให้เพิ่ม Flash เข้าด้วยแล้วใช้ตัวอักษรที่เรียบและอ่านได้ชัดเจนเพื่อให้ search engine ค้นพบแล้วตรวจสอบได้

 

  1. อย่าลืมใส่ Meta Data ให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วย

ใส่ title tag และ meta description ให้กับเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณ

  • ทุกวันนี้บอท Google ไม่ได้สนใจ meta keyword มากหนักแต่ถ้าคุณใส่ meta keyword ให้ใช้คีย์เวิร์ดที่จะอธิบายถึงเว็บไซต์ของคุณด้วยรูปแบบที่ถูกต้อง
  • เขียน meta description ให้มีลักษณะเฉพาะและอธบายถึงเว็บไซต์ได้ชัดเจน แต่การใช้ meta description ที่ซ้ำกันจะไม่ช่วยให้คุณติดอันดับได้เลย

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคํญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือการใส่ title tag ของเนื้อหาให้มีความโดดเด่นที่จะสามารถทำให้ผู้ใช้งานคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ได้

 

Cr. (https://searchenginewatch.com/sew/how-to/2259693/seo-basics-8-essentials-when-optimizing-your-site)