Off Page SEO Checklist, Techniques & Optimization Tips

Off Page SEO Checklist, Techniques & Optimization Tips (เทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Off-page SEO ของเว็บไซต์)

Off Page SEO Checklist, Techniques & Optimization Tips
off page SEO.png

 

What is SEO Off Page Optimization? ( SEO Off Page มีความหมายว่าอย่างไร?)

          SEO Off Page คือ การทำ SEO รูปแบบหนึ่งที่มุ่งเน้นทำ SEO ด้านนอกเว็บไซต์ที่ทำให้เว็บไซต์ของเราดีขึ้น เช่นการสร้างลิงค์จากเว็บอื่นมาเชื่อม/เข้าสู่เว็บเราหรือที่เขาเรียกกันว่า backlink

ในบทความนี้เราจะให้เทคนิคการทำ SEO Off Page ด้วยรายการดังต่อไปนี้

Off Page SEO Checklist 2015

  1. Search engine submission
  2. Social Bookmarking
  3. Directory Submission Sites
  4. Article Submission Sites
  5. Blog Commenting
  6. Guest Posting
  7. Forums
  8. Infographic Submission
  9. Image Submission
  10. Slide Sharing
  11. Video Marketing
  12. Web 2.0
  13. Social Networking
  14. PDF Submission
  15. Questions & Answers

 

เทคนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ SEO Off Page

1) Search engine submission – Search engine submission เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้เว็บไซต์หรือบล็อกให้ search engine ค้นหาและพบเจอได้ง่าย เช่นใน Google, Yahoo และ Bing ดั้งนั้นคุณต้องลงทะเบียนเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้ได้อัตราการเข้าชมเว็บไซต์ (traffic) และคุณควรจะทำให้เว็บไซต์เป็น organic ด้วยเพื่อให้ได้อัตราเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้น

 

2) Social Bookmarking Social Bookmarking คือ เว็บที่ให้บริการเก้บเว็บไชต์ที่เราชื่อชอบ เหมือนกับ favourite’s ที่เราชื่นชอบ ซึ่งเป็นอีกส่วนที่จะทำให้เว็บไซต์มีอัตราการเข้าชม (traffic) เพิ่มขึ้นและจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ off-page SEO ของเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเว็บไซต์ social bookmarking เช่น Delicious, Digg ฯลฯ

 

3) Directory Submission Directory Submission คือ ระบบที่เก็บรวบรวมเว็บไซต์ไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มออกเป็นหมวดหมู่ย่อยๆ และนำไปช่วยสร้าง backlink ให้กับเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่เป็น Directory submission เช่น Dmoz, Technoriti, Alltop ฯลฯ

 

4) Article Submission – Article submission คือ การสร้างลิงค์ไว้ในเนื้อหาที่จะส่งออกไปที่ลิงค์นั้นเมื่อผู้เข้าชมคลิกที่ลิงค์เป็นเหมือนการสร้าง backlink ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มอันดับเว็บไซต์ได้ดีกว่าวิธีอื่น นอกจากนี้คุณสามารถมั่นใจได้ว่า traffic ที่จะมาจากการ ซับมิต Article ที่มีการกำหนดเป้าหมายด้วยการคอนโทรลคีย์เวิร์ด การซับมิต Article จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของเว็บอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเว็บไซต์ Article submission เช่น Ezine, Geoarticles, Hubpages ฯลฯ

 

5) Blog Commenting – Blog commenting คือการที่มีผู้เยี่ยมชมมาแสดงความคิดเห็นต่างๆในบล็อกของคุณและการที่มีคนมาแสดงความคิดเห็นในเนื้อหานั้นเยอะๆจะช่วยทำให้อัตราการเยี่ยมชม (traffic) เพิ่มขึ้น สามารถอ่านวิธีการทำได้เพิ่มเติมที่ (http://www.bloggingtipsandtricks.com/2014/08/blog-commenting-for-traffic-seo.html)

 

6) Guest Posting – Guest posting คือ การเขียนบทความหรือเนื้อหาใน blog ของคนอื่นและมีผู้เยี่ยมชมเข้ามาโพสต์ที่บล็อกของคุณ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ backlink และเพิ่ม traffic ให้กับ blog ของคุณอย่างแน่นอน คุณสามารถอ่านวิธีการทำ Guest Blogging ได้ที่ (http://www.bloggingtipsandtricks.com/2014/06/matt-cutts-on-guest-blogging.html) และสามารถฟังการบรรยายของหัวข้อได้โดย Matt (https://youtu.be/IMxC3wQZOyc)

 

7) Forums – Forums คือ บอร์ดคำอภิปรายแบบออนไลน์โดยที่บุคคลสามารถ ถามคำถาม, แบ่งใช้ประสบการณ์ของตนเองและกล่าวถึงหัวข้อที่น่าสนใจร่วมกันได้ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เพราะมันจะช่วยสร้าง backlink ให้กับเว็บไซต์ได้มากขึ้น ยกตัวอย่างการตลาดทางอินเตอร์เน็ตของ SEO forums เช่น  Digital point, Site Ground, Black hat World ฯลฯ

 

8) Infographic Submission – การใช้ภาพ infographic กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ในการทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน SERPs เพราะ Infographic เป็นภาพหรือกราฟิกที่บ่งชี้ถึงข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ความรู้ สถิติ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ search engine ค้นพบ SEO ของเว็บไซต์และนำไปทำให้ติดอันดับได้ ยกตัวอย่างภาพ Infographic:

Infographic.jpg

Infographic 2.jpg

ภาพจาก (http://www.oknation.net/blog/digitalmarketing/2013/01/01/entry-2)

 

9) Image Submission – เพิ่มรูปภาพในเว็บไซต์เพราะเราเชื่อว่าผู้เยี่ยมชมหลายคนคงต้องการที่จะเห็นภาพสวยๆในหน้าเว็บไซต์หรือใช้ภาพเพื่ออธบายในส่วนของเนื้อหา ดังนั้นคุณควรจะ Submit รูปภาพในบล็อก/เว็บไซต์หรือโซเชียลต่างๆของเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เนื้อหา (content) ของเว็บไซต์

 

10) Slide sharing – Slide sharing เป็นเทคนิคอีกวิธีหนึ่งที่ดีในการทำ off-page SEO ซึ่งคุณสามารถใช้กลยุทธ์ในการสร้างลิงค์ให้กับเว็บไซต์และยังมีเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงของ slideshare ดังนั้นถ้าคุณมีประสบการในการทำ slides คุณควรจะสร้างภาพ slide ของคุณแล้วส่งไปที่เว็บไซต์ slidesharing ต่างๆๆ

 

11) Video Marketing – Video Marketing เป็นสิ่งสำคัญต่อองค์กรต่างๆเพื่อแสดงถึงภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้าและบริการ ซึ่งจุดเด่นของวีดีโอนั้นสามารถสื่อสารแทนคำพูดได้มากมาย ดังนั้นคุณควรจะไม่ลืมการตลาดผ่านทางวิดีโอด้วย

 

12) Web 2.0 – เว็บ 2.0 คือเวอร์ชั่นของเทคโนโลยีเวิลด์ไวด์เว็บ มันคือรูปแบบที่พัฒนาขึ้นจากเดิมในด้านการออกแบบเว็บไซต์ การใช้เว็บเวอร์ชั่น 2.0 เป็นวิธีที่ดีในการสร้างโปรไฟล์ลิงค์ให้กับเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ SEO ของเว็บไซต์

 

13) Social Networking – Social Networking เป็นการตลาดอีกรูปแบบหนึ่งที่นำโซเชียลมาช่วยในการเผยแพร่เว็บไซต์ให้ผู้ใช้งานในอินเตอร์เน็ต์รู้ เช่นการใช้ Facebook, Twitter และ Google plus เพื่อแชร์เว็บไซต์ของคุณกับเพื่อนๆและครอบครัว ดังนั้นคุณควรจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ SEO และคุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้สูงได้ด้วยการให้ Facebook โปรโมทให้อาจจะมีค่าใช้จ่ายบ้างแต่มันก็คุ้มเพราะจะได้ traffic เข้าบล็อกหรือเว้บไซต์เพิ่นขึ้นอย่างแน่นอน

 

14) PDF Submissions – คุณสามารถสร้างไฟล์ pdf และส่งไฟล์ของคุณไปที่เว็บไซต์ Pdf submissions ได้ฟรี การทำแบบนี้จะช่วยให้ได้ link เข้าบล็อก/เว็บไซต์ และเทคนิคที่จะทำให้ traffic เพิ่มขึ้นได้จริงๆคือการใส่ link ไว้ในเนื้อหาหรือบทความที่สำคัญที่โพสต์ในบล็อก

 

15) Question & Answers – คำถามและคำตอบ การสร้างคำถามที่ผู้เยี่ยมชมถามไว้บ่อยที่สุดด้วยคำตอบและสร้างหน้า Question & Answers ไว้ในเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

ทั้งหมดในบทความนี้เป็นรายการเทคนิคของการทำ off-page SEO ให้กับเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์และคุณสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับปรุงเว็บไซต์คุณได้

Cr. (http://www.bloggingtipsandtricks.com/2015/05/off-page-seo-techniques-checklist-optimization.html)

็็็็็็

 

 

 

 

 

Advertisements

On-Page SEO in 2016: The 8 Principles for Success – Whiteboard Friday

 

          การทำ On-Page SEO ไม่ได้มีขั้นตอนแค่ตรวจสอบรายการที่เราได้ทำไป เพราะตั้งแต่ 2016 เป็นต้นไปมันจะเพิ่มความยุ่งยากขึ้นมาด้วยการแก้ไขของส่วนที่เป็ฯ on-page ให้เหมาะสมที่สุด บทควงามนี้เป็นบทความใน Whiteboard Friday ที่จะอธิบายถึงสอ่งสำตัญ 8 อย่างที่จะทำให้ SEO ประสบความสำเร็จ

One page SEO.jpg

Video Transcription

สามารถชมการบรรยายของบทความนี้ได้พร้อมคำอธิบาย (video transcription) ได้ที่เว

บไซต์ (https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday) ต่อไปนี้เราจะมาพูดถึง 8 ข้อที่สำคัญในการทำ on-page SEO

 SEO 1.jpg

  1. Fulfill the searcher’s goal and satisfy their intent (สนองความต้องการกลุ่มเป้าหมายของผู้ค้นหา)

      ก่อนอื่นคุณควรจะค้นหาเป้าหมายของกลุ่มผู้ค้นหาว่าต้องการอะไรแล้วผลการค้นหาที่ได้มีความพึ่งพอใจหรือเปล่า แล้วความพึ่งพอใจของผู้ค้นหาเป็นสิ่งที่นักออกเว็บไซต์เพราะส่วนมากผู้ค้นหาจะเลือกแล้วคลิกที่เว็บไซต์ที่หัวข้อ/ชื่อเรื่องตรงตามเป้าหมายที่เขาต้องการ

เราจะยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาเสื้อผ้า/ชุดที่เป็นทางการ และผู้ค้นหาเหล่านั้นต้องการชุดใส่ไปงานแต่ที่ไม่ใช่ชุดเจ้าบ่าวหรือชุดเจ้าสาวแล้วผลลัพธ์ที่ได้มาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่เขาต้องการ ในกรณีของผู้ค้นหากลุ่มนี้จะทำให้เรารู้ว่าผู้ค้นหายังต้องการอย่างอื่นอีกด้วย

จึงมีคนคิดขึ้นมาว่าทำไมเราไม่ทำเพจหรือเว็บไซต์ให้ rank แล้วติดอันดับที่สามารถบอกคำแนะนำหรือออกแบบและจัดชุดไว้ให้คุณเลือก และการจะสร้างเว็บไซต์แบบนี้ขึ้นมาได้จะต้อนค้นหาข้อมูลชองกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลเนื้อหาสำหรับการเลือกชุดใส่ไปงานแต่งงาน

ดังนั้นเราจึงได้สร้างเว็บไซต์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชายและเขียนเนื้อหาพร้อมคำแนะนำในเว็บไซต์เพื่อใส่ keyword ที่เป็นทั้งคำถามด้วยแล้วยิ่งเราตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้เป็นผู้ชายแล้วมี content ที่เขากำลังค้นหาอยู่เรามีโอกาศที่จะติดอันดับของการค้นหาสูงอย่างแน่นอน

 

SEO speed

  1. Speed, speed, & more speed (เพิ่มความรวดเร็วในผลลัพธ์)

          ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรเพราะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดเพราะผู้ใช้งานทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่า Google ต้องการคำอธิบายอย่างไรบ้าง ที่เรารู้คือเว็บไซต์ที่มีหน้าเพจยาวเกินไปจะโหลดช้าแล้วถ้าค้นหาจากโทรศัพท์ยิ่งจะช้ากว่าเดิมอีก ดังนั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงการสร้างเพจที่มีความยาวมากเกินไป ควรจะทำตามกฏเกณฑ์ที่ Google ได้ตั้งไว้เพื่อให้เว็บไซต์มีการโหลดที่เร็วตามที่เราต้องการ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนเล็กน้อยก็ตาม เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้

 

SEO design.jpg

  1. Create trust & engagement through UI, UX, and branding (ใช้ UI และ UX ออกแบบสัญลักษณ์ให้กับแบรนด์)

UI หรือ User Interface คือ ส่วนที่ใช้ติดต่อกับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น เมนู ปุ่ม ฟอร์มต่างๆ หรือการจัดวางภาพ ขนาดตัวอักษร ของแต่ละหน้า เป็นต้น

UX หรือ User Experience คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน จากระบบที่ได้พัฒนา ว่าใช้งานง่ายไหม พอใจไหม เปรียบเหมือน การทดลองขับรถ หรือใช้รถไปในช่วงเวลาหนึ่งแล้วรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจในรถยี่ห้อนั้น ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์หรือแบรนด์ของคุณด้วย การออบแบบด้วย UI, UX จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบรนด์ของคุณ

ก่อนที่จะออกแบบสัญลักษณ์ให้กับเว็บไซต์หรือแบรนด์ คุณต้องเขียนคำถามให้กับเว็บไซต์ตัวเองก่อนแล้วมาดูว่าในแต่ละข้อนั้นคุณทำได้หรือยัง

–  มีคนรู้จักโดเมนของคุณหรือไหม

– คุณมีการออกแบบด้วย UI แล้วนำไปใส่ในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มความน่าเชิ่อได้หรือไม่ เช่นกับการใส่รูปภาพ/ภาพพื้นหลังให้กับเว็บไซต์ หรือ การออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ด้วย UI ล้วนทั้งหมดนี้ก็อยู่ในคำถามว่า “เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือมากพอไหม”

–  คุณสามารถเข้าถึงได้หรือไม่? เราหมายถึง การใช้งานจาก navigation และจากมุมมองจาก content ของเว็บไซต์ด้วย

– หวังว่าแบรนด์/เว็บไซต์ของคุณได้รับสัญญาณที่บงบอกว่ามีผู้คนเริ่มรู้จักทากขึ้นจากการออกแบบด้วย UI ถ้าคุณมีลัญลักษณ์ที่สามารถทำให้คนจดจำได้ง่ายจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือแบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

avoid pop-ups

  1. Avoid elements that dissuade visitors (หลีกเลี่ยงองค์ประกอบที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมถูกห้ามเข้า)

คุณต้องหลีกเลี่ยงการใส่องค์ประกอบที่จะห้ามหรือดึงดูดความสนใจจากผู้เยี่ยมชมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต องค์ประกอบที่จะดึงดูดความสนใจของผู้เยี่ยมชมได้คือ การที่ pop-up ที่ขึ้นมาตอนที่ผู้เยี่ยมชมกำลังจะคลิกเข้าที่เว็บ เช่น การมี pop-up ขึ้นมาถามว่า “คุณอยากครองชีวิตคู่ของคุณไว้ไหม” บางคนเห็นแล้วคงตอบว่าใช่แล้วต้องดาว์นโหลดฟอร์มซึ่งลิงค์จะส่งผู้เยี่มชมไปที่เว็บไซต์ของ pop-up นั้นทันที แล้วถ้าผู้เยี่ยมชมคลิกที่คำว่า “ไม่สนใจ” ก็จะมี pop-up อันใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ผู้เยี่ยมชมเลิกสนใจที่จะเข้าเว็บไซต์ของเขาทันที

Overlay (ข้อมูลทับซ้อน) มีหลายรูปแบบของการแสดงผลมีทั้งข้อมทูลทับซ้อนที่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์แต่ในบางกรณีผู้ใช้งานนำไปทำเป็นข้อมูลทับซ้อนที่เป็น pop-up ทับซ้อนข้อมูลของเว็บอื่นๆ ดังนั้นเราต้องดูแลเว็บไซต์ในทุกรายละเอียดแล้วอย่าให้ pop-ups มารบกวนและดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้

แต่เราต้องระวังการ pogo sticking มันคือสิ่งที่เสี่ยงในอันดับของ SERPs การ Pogo sticking คือการที่เราคลิกเว็บไซต์นี้แหละ คือเรากำลังค้นหาข้อมูลอะไรแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ เราก็จะไม่คลิกที่ลิงค์ในหน้านั้นแต่จะกดปุ่มกลับแทน เขาเรยว่าการ pogo sticking

 

Keyword targeting

  1. Keyword targeting (กำหนดเป้าหมายของคัย์เวิร์ด)

การกำหนดเป้าหมายของ keyword ยังเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและจำเป็นที่ต้องทำให้กับแบรนด์หรือเว็บไซต์ การกำหนดเป้าหมายของคีย์เวิร์ดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงของวิธีการใส่จากอดีตค่อนข้างมาก เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายของ keyword ของคุณได้แล้วให้คุณใส่ keyword ในเนื้อหาให้เหมาะสมอย่าอัดแน่นจนเกินไป

Title element (องค์ประกอบของชื่อเรื่อง)

สิ่งแรกที่เร่าจะเริ่มทำในการกำหนดคีย์เวิร์ดคือการชื่อเรื่องและกำหนดลักษณะการแสดงผลให้ถูกต้องตามหลักการของ SEO เริ่มต้นจากการใช่ H1 tag, H2 tag ให้กับชื่อเรื่อง/หัวเรื่อง ของ content ในเพจ/เว็บไซต์ของทั้งหมดที่มีอยู่ ควรจะใส่ตัวหนาหรือขีดเส้นใต้ให้กับชื่อเรื่องหรือ keyword ที่สำคัญในเนื้อหาของเพจ แต่คุณควรจะหลีกเลี่ยงการใส่ลิงค์ในหัวเรื่องหรือคีย์เวิร์ดที่ใส่ตัวหนาไว้เพราะเมื่อผู้เข้าเยี่ยมเว็บไซต์คลิกแล้วถูกส่งไปที่ลิงค์นั้นแล้วผู้เยี่ยมชมกดปุ่มกลับทันทีซึ่งจะทำให้มีผลกระทบต่ออันดับ

Page content, external anchor links, alt attributes, and URL (เนื้อหาในเพจ, ลิงค์ภายนอก, คำอธิบายของภาพ และ URL)

ทุกคุณต้องการสิ่งเหล่านี้ใน content ของเพจ/เว็บไซต์ อย่างแน่นอน และถ้าคุณทำได้คุณคงอยากจะให้มี anchor links ลิงค์ไปที่เพจ ยกตัวอย่างเช่น home page ของเราเกี่ยวกับงานแต่งงาน แล้วมีคลิปสัมภาษณ์ที่เราได้เพิ่มไว้ในประวัตแล้วเราจะทำให้เป็นลิงค์เพื่อลิงค์เข้ามาที่ external anchor text แล้วถ้าเราอยากจะให้ภาพในหน้าเว็บมีชื่อเหมือนกันและติดอันดับใน search engine ได้ก็เพิ่มท alt attribute ให้กับภาพ และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการใส่คีย์เวิร์ดหรือคำหลักใน URL ของคุณด้วย

Image file name (ชื่อไฟล์รูปภาพ)

การใส่ชื่อให้กับรูปภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่งถ้าคุณต้องการให้รูปภาพในเว็บไซต์ติดอันดับใน Google ได้ คุณก็ต้องตั้งชื่อไฟล์ภาพไว้ให้ทุกภาพ

Internal links (ลิงค์ภายใน)

ลิงค์ภายใน  คือ การลิงค์ไปหน้าอื่นๆ ในเว็บของคุณ ลิงค์ชนิดนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าชมย้ายไปอ่านเนื้อหาหน้าอื่นๆ ซึ่งมีเนื้อหาที่ต่อเนื่องกันและผู้เข้าชมจะถูกส่งไปที่หน้าใหม่เมื่อเขาคลิกที่ลิงค์นั้น

ให้คุณทำตามขั้นตอนในการหาและใส่คีย์เวิร์ดตามที่ได้กล่าวมาคุณจะกำเป้าหมายและทำให้คีย์เวิร์ด ติดอันดับได้

 

Related keywords

  1. Related topics targeting (กำหนดเป้าหมายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน)

Google ได้ให้ความสำคัญกับ keyword สำหรับเว็บไซต์หรือเนื้อหาต่างๆอย่างมากแล้วรองจากนั้นคือความหมายที่เหมื่อนหรือเกี่ยวข้องกับ keyword นั้นๆก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นคุณต้องกำหนดเป้าหมายของ keyword คุณให้ชัดเจนและหาคำเกี่ยวเนื่องไว้ด้วยเพื่อใส่ในเนื้อหาและชื่อเรื่องของหัวข้อจะได้ทำให้ search engine สามารถค้นพบเว็บไซต์ของเราได้เมื่อมีคนค้นหาคำเกี่ยวเนื่อง

Google ได้เพิ่มเงื่อนไขในการใส่คีย์เวิร์ดด้วยการตั้งเป็นคำถามในกาค้นหาด้วย ดังนั้นเมื่อคุณตั้ง keyword ให้กับเว็บไซต์หรือบล็อคให้คุณคิดและค้นหาข้อมูลว่าจะมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณด้วยคำถามอะไรบ้างแล้วนำไปใส่ในคีย์เวิร์ดเพื่อค้นหาได้ใน search engine

เพราะฉะนั้นการเป็นนัการตลาดการค้นหา ผู้สร้าง content เราต้องนึกถึงเสมอว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างแล้วมีประโยคคำถามที่คลายเคียงของเรามากแค่ไหน

 

Snippet optimizinng

  1. Snippet optimization (ตัวเลือกของการมช้ snippet)

          การมีเพจหรือบล็อคเราไม่ได้ต้องการแค่ให้ติดอันดับแต่เราต้องการให้ผู้ที่เข้าชมคลิกเข้าบล็อคเราในหน้าการค้นหาด้วย แล้วถ้าเราติดในอันดับที่สี่เรามีอัตรา click-through 6% ไม่ใช่ผลที่ดีเลยแม้จะอยู่ในอันดับที่สี่ก็ตามเพราะอัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์น้อยเกินไป แต่ถ้ามีอัตราคลิกถึง 11% แสดงว่าเว็บเราเพิ่งได้อัตราคลิกครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเราต้องเขียน description ใน snippet ให้มีความสนใจที่จะสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้คลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ให้ได้

เราต้องการที่จะมี snippet ที่เหมาะสมและดีที่สุดใน SERP เพื่อให้ได้อัตราคลิกที่ดีของเว็บไซต์หรือเพจของเนื้อหาที่ติดอยู่ในอันดับ SERP ได้ เราได้เอาเทคนิคในการเขียน snippet ของ “what to wear to a formal wedding,” จาก randsfashion.com และยังเป็น mobile-friendly ด้วย

On-page elements

          ส่วนประกอบในเว็บไซต์ที่ต้องใส่ในเพจเสมอคือ ชื่อเรื่อง/หัวข้อ (title) และคำอธิบาย (meta description) เว็บ randsfashion.com  มีรูปแบบ URL ที่ง่ายในโฮมเพจของเว็บที่ทำให้มีผลดีต่อ Google เพราะเว็บไซต์ของคุณไม่มีความยุ่งยากและง่ายในการจดจำ

Publication date (วันที่เผยแพร่)

          วันเวลาที่เผยแพร่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง การที่เราอัพเดทวันที่ให้ใกล้กับปัจจุบันที่สุดยิ่งดีเพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่จะค้นหาสิ่งที่ใหม่ๆเช่นกับตัวอย่างที่ตั้งไว้คือ จะค้นหาว่าควรใส่ชุดไรไปงานแต่งวใน 2016 “types of wedding formalwear 2016” ดังนั้นคุณควรจะอัพเดทเนื้อหาในเว็บไซต์ให้เป็นประจำ เพราะ Google จะให้คะแนนและเอาเว็บไซต์ที่อัพเดทวันที่ล่าสุดให้ติดในอันดับที่ดีกว่า

Use of schema (การใช้โครงสร้างของรูปแบบ)

          การใช้โครงสร้างและรูปแบบให้กับเว็บไซต์เป็นขั้นตอนในการทำเว็บไซต์ที่สำคัญมากในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำเว็บเกี่ยวกับข่าวคุณก็เลือกรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อข่าวโดยเฉพาะหรือเว็บไซต์แสดงภาพก็ควรเลือกรูปแบบที่ออกแบบมาให้ แต่เว็บไซต์ที่มีแค่วิดีโอ Google ไม่นิยมให้ใช้เว็บอื่นนอกจาก YouTube ดังนั้นคุณควรจะเลือกรูปแบบของโครงสร้างให้เหมาะสมกับแนวเว็บ

Domain name (ชื่อโดเมน)

          การตั้งชื่อโดเมนเป็นขั้นตอนแรกของการสร้างเว็บไซต์ ดังนั้นคุณต้องพยายามตั้งชื่อเว็บไซต์ให้เรียบง่ายและสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้เยี่ยมชมแล้วคลิกเข้าเว็บไซต์ของคุณได้

Content format (รูปแบบเนื้อ)

          รูปแบบของการวางเนื้อหาในเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ แล้วถ้าคุณตั้งคำถามในเนื้อหาคุณแล้วตั้ง keyword ให้กับคำถามนั้นด้วยจะเป็นผลดีในการติดอันดับใน SERPs เพราะบอทของ Google จะตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์เป็นอันดับแรกและตรวจสอบเป็นประจำ ดังนั้นคุณจะต้องวางรูปของเนื้อหาตามหลักการของ SEO เพื่อให้ติดอันดับใน SERPs ได้

ข้อแนะนำในการวางรูปแบบของเนื้อหาคือ วางเนื้อหาให้เป็นรายการ ตาราง หรือใส่ลำดับขั้นตอน และใส่ชื่อเรื่อง/คำอธิบายของภาพต่างๆที่ใส่ไว้ในเนื้อหาด้วยเพื่อให้บอทของ Google ตรวจสอบได้แล้วนำไปใส่ในการค้นหาของ SERPs ได้

 

Unique value

  1. Unique value + amplification (ทำให้มีค่าเฉพาะและขยายความ)

          ทั้งหมดในบทความนี้ก็เป็นคำแนะนำในการทำ on-page ให้เหมาะสมที่สุดในปี 2016 นี้ แล้วสิ่งที่นักออกแบบเว็บไซต์จะคิดคือ เราต้องการให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้อย่างไรและมีโอกาสที่จะติดในอันอัดมากแค่ไหน

สำหรับเราการทำให้เซ็บไซต์ติดอันดับได้ไม่ใช่สิ่งที่ยากแต่เราต้องการทำให้เว็บไซต์ติดในอันดับที่สูงๆ เช่นในตำแหน่งที่ดี ดีมาก หรือ พิเศษที่เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับในภาพข้างบนหัวข้อที่แสดงการาฟของอัตราการติดอันดับของเว็บไซต์

ถ้าคุณทำตามหลักเกณฑ์ของ SEO ตาม Whiteboard Friday ใน Moz.com คุณอาจจะมีโอกาศทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับได้เร็วกว่าทำตามเทคนิคต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์อื่นๆ

การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับไม่ใช่แค่ต้องมีชื่อโดเมนที่ดึงดูดความสนใจของผู้ที่เข้าชมได้แต่ยังมีส่วนประกอบต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์ ไดแก่ โครงสร้างเว็บไซต์ รูปแบบของโครงสร้าง รูปแบบการวางเนื้อหา ชื่อเรื่อง คำอธิบาย ชื่อของวิดีโอที่ใส่ในเว็บไซต์ และ รายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน SERPs ได้

 

(CR. https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday)

 

 

         

 

         

 

 

 

 

 

     

         

SEO Basic Tips: สิ่งสำคัญ 8 อย่างทีจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณ

SEO Basic Tips: สิ่งสำคัญ 8 อย่างทีจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณ

 

SEO คืออะไรกันแน่?

การทำ SEO คือการใส่ keyword ต่างๆให้กับเพจแล้ะเว็บไซต์เพื่อให้ค้นเจอได้หน้าแรกๆ ของ Google แต่นอกจากนั้นคุณก็ต้องออกแบบและวางเนื้อหาให้ถูกวิธีของหลัก SEO ต่อไปนี้คือ 8 สิ่งสำคัญของการออกแบบเว็บไซต์ตามหลักของ SEO เพื่อให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่ดี

  1. สมมุติว่าเว็บไซต์ของคุณคือเค้ก

Link สื่อโซเชียวต่างๆ และพื้นที่โฆษณาที่ซื้อในเสิร์ชเอนจินเปรียบเหมือนไอซิ่งบนหน้าเค้ก ส่วนเนื้อหา รูปแบบข้อมูล ระบบการจัดการการเนื้อหาและโครงสร้างพื้นฐานเปรียบเหมือนน้ำตาลที่ทำเค้ก ถ้าไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลเค้กก็จะไร้รสชาติแล้วคุณก็จะทิ้งมันลงขยะ เหมือนในรูปด่านล่างที่ทั้งสองเป็นเค้กแต่อันที่คุณภาพดีและน่ากินก็ต้องถูกเลือก เหมือนกับ SEO นี้แหละคะเว็บไซต์ไหนที่ทำตามขั้นตอนของ SEO ได้ก็จะติดอันดับได้ดีกว่า

think-of-your-site-like-a-cake

  1. สิ่งที่ Search Engine กำลังมองหา

           ระบบของ Search Engine ต้องการทำงานให้มีคุณภาพที่ดีที่สุดโดยจะตรวจสอบว่าผู้ใช้งานจะค้นหาหัวข้อหรือ content ไหนมากที่สุด ดังนั้นคุณควรตรวจสอบรายละเอียดของขั้นตอนต่อไปนี้ว่าเป็นไปตามวิธีของ SEO หรือไม่

  • Content: เลือกธีมเพจให้เรียบง่ายด้วยตัวอักษรที่อ่านออกได้ง่าย ใส่หัวข้อและรายละเอียดของหัวข้อให้ถูกตามหลัก SEO ด้วย
  • การแสดงผล: ตรวจสอบความเร็วของการโหลดเพจบนเว็บไซต์ของคุณ
  • ฝ่ายบริหารเว็บไซต์: ให้ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหามากพอที่จะ link ไปที่เว็บไซต์ที่เป็นทางการหรือไม่ และให้ใส่อ้างอิงของเว็บไซต์ด้วย
  • ประสบการณ์ของผู้ใช้: ตรวจสอบว่าการออกเว็บไซต์สามารถดึงดูดคนเข้ามาชมได้ไหม ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ง่ายต่อการเข้าถึงไหม ตรวจสอบความปลอดภัยของเว็บไซต์ และตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณมี bounce rate หรือไม่

 

  1. สิ่งที่ Search Engine ไม่ได้ค้นหาและตรวจสอบ

          Spider ของ search engine มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนหนึ่งดังนั้นถ้าคุณใช้วิธีเพื่อหลอกบอทคุณคิดผิดแล้วเพราะจะทำให้คุณเสียโอกาศในการติดอันดับได้สูงมาก สิ่งที่ search engine ไม่ต้องการ คือ

  • การใช้คีย์เวิร์ด ซ้ำๆ (Keyword Stuffing): บอทจะไม่ตรวจเว็บไซต์คุณถ้าในเนื้อหาและหัวข้อต่างๆมีคีย์เวิร์ดมากเกินไป
  • การซื้อ link ต่างๆ: การซื้อ link จะไม่ช่วยให้ SEO บนเว็บไซต์ของคุณติดอันดับได้เลย
  • การเข้าถึงเว็บไซต์ที่ยุ่งยาก: สร้างและออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณให้เข้าถึงได้ง่าย ให้หลีกเลี่ยงจำนวนของป้ายโฆษณาบนเว็บไซต์ไซต์มากเกินไป ไม่งั้น spider ของ search engine จะไม่ตรวจเว็บไซต์ของคุณเลย
  1. รู้จักโครงสร้างธุรกิจของคุณให้ดี

คุณควรจะทำความเข้าใจกับโครงสร้างของธุรกิจคุณให้ดีแล้วถามคำถามต่อไปนี้กับตัวเองว่าคุณต้องการอะไร

  • อะไรคือสิ่งที่กำหนดแปลงสำหรับคุณ?
  • คุณต้องการแค่ให้คนดูหรือคลิกเข้าที่เว็บไซต์ของคุณมากกว่ากัน?
  • เป้าหมายของคุณคืออะไร?
  • คุณรู้สินทรัพย์และหนี้สินของคุณไหม?

 

  1. เพิ่มความหลากหลายให้กับเว็บไซต์ของคุณ

multichannel-optimization

การใส่ Keyword ไม่ได้สำคัญแค่ใน on-site แต่สำคัญใน off-site ต่างๆของเว็บไซต์ด้วยดังนั้นคุณควรจะใช้สือโชเซียลต่างๆเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีช่องทางที่หลากหลายด้วย เช่น

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Email
  • แบบออฟไลน์เช่นโฆษณาในวิทยุหรือโทรทัศน์

การที่เขียนประโยคหรือใช้คำที่สอดคล้องกับคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์จะช่วยสร้างตราสินค้าหรือบริการของคุณได้และยังช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพด้วย

 

  1. ใช้ Domain name ที่สอดคล้องกัน

Domain name เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตั้งเว็บไซต์ของคุณ เพราะ Domain name เป็นชื่อเว็บไซต์และชื่อบล็อคต่างๆของคุณ ดังนั้นคุณควรจะตั้งชื่อโดเมนของเว็บไซต์คุณให้เรียบง่ายและจดจำง่าย

ตั้งชื่อโดเมนสั้นๆที่ไม่มีตัวเลขหรืออักศรเพิ่มต่างๆแบบตัวอย่างนี้(example.com/awesome) ให้จดชื่อโดมเมนง่าย เช่น (www.example.com)  แล้วถ้าคุณทำ SEO ของคุณตามหลักแล้วให้มี inbound link ด้วย คุณก็จะสามารถค้นหาเว็บไซต์โดยไม่ต้องใส่ www. และ ถ้า URL ของคุณมี keyword ในชื่อจะยิ่งดีเพราะจะช่วยในการได้อันดับของ SEO ง่ายขึ้น

 

  1. เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับชนิดของการค้นหา

นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในเดสก์ท็อปแล้วคุณควรจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ค้นหาได้ผ่านโทรศัพท์แท็บแล็ตและสื่ออื่นๆด้วย ในหน้าหลักของคุณควรมีเนื้อหาที่เป็นวีดีโอเพื่อสื่อถึงสินค้าหรือธุรกิจของคุณ ซึ่งจะสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่ใช้งานมากว่าแค่เนื้อหาที่มีแค่ตัวอักษร แต่ถ้าหน้าเว็บของคุณมีแค่ตัวอักษรให้เพิ่ม Flash เข้าด้วยแล้วใช้ตัวอักษรที่เรียบและอ่านได้ชัดเจนเพื่อให้ search engine ค้นพบแล้วตรวจสอบได้

 

  1. อย่าลืมใส่ Meta Data ให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วย

ใส่ title tag และ meta description ให้กับเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณ

  • ทุกวันนี้บอท Google ไม่ได้สนใจ meta keyword มากหนักแต่ถ้าคุณใส่ meta keyword ให้ใช้คีย์เวิร์ดที่จะอธิบายถึงเว็บไซต์ของคุณด้วยรูปแบบที่ถูกต้อง
  • เขียน meta description ให้มีลักษณะเฉพาะและอธบายถึงเว็บไซต์ได้ชัดเจน แต่การใช้ meta description ที่ซ้ำกันจะไม่ช่วยให้คุณติดอันดับได้เลย

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคํญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือการใส่ title tag ของเนื้อหาให้มีความโดดเด่นที่จะสามารถทำให้ผู้ใช้งานคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ได้

 

Cr. (https://searchenginewatch.com/sew/how-to/2259693/seo-basics-8-essentials-when-optimizing-your-site)

 

 

 

 

 

 

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 13: Link Building (การสร้างลิงค์)

Part 13: Link Building (การสร้างลิงค์)

 

  1. สร้างลิงค์ (Link Building)

คุณควรสร้างลิงค์ให้เชื่อมโยงกับเว็บไซต์หรือเพจอื่นๆ เพราะใน SEO การสร้างลิงค์เป็นสิ่งที่สำคํญสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ติดอันดับใน Google ได้

  1. ลิงค์กับเว็บไซต์ที่โดเมนมีความน่าเชื่อถือสูง

ถ้าเว็บไซต์ของคุณลิงค์กับเว็บไซต์ที่โดเมนมีความน่าเชื่อถือสูงมันจะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถติดอันดับได้ดีกว่า คุณสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบค่าโดเมน (Domain Rating DR) ของเว็บไซต์ได้ง่ายๆ ที่ https://ahrefs.com/site-explorer  และยังสามารถใช้เครื่องมือ DA ของ Moz หรือ Trust Flow ของ Majestic ตรวจสอบค่าโดเมนก็ได้

  1. ลิงค์กับเว็บไซต์ที่ติดอันดับ

ให้ลิงค์กับเว็บไซต์ที่คุณสามารถจะเข้าถึงได้หรือเพจที่มีเนื้อหา (content) คล้ายกับเว็บไซต์ของคุณ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดอันดับ

  1. Links ที่อยู่ในเนื้อหามีคุณค่ามากที่สุด

Links ต่างๆ ที่อยู่ภายในเนื้อหาของคุณควรจะเป็นลิงค์ที่จะเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด ยกตัวอย่าง ให้ลิงค์ออกจากเนื้อหาเพื่อไปอีกเว็บไซต์หรือหน้าเพจตามรูปดังต่อไปนี้

link out content

  1. คัดลอก Links จากคู่แข่งของคุณ

คุณสามารถใช้เครื่องมือใน Ahrefs Site Explorer เพื่อตรวจสอบลิงค์ที่เว็บไซต์อื่นๆเชื่อมโยงด้วยแล้วเลือก Links ที่คุณต้องการมาเชื่อมดยงกับเว็บไซต์ของคุณ

  1. เชื่อมโยงกับ Links ที่คุณภาพต่ำอาจทำให้เกิดการลงโทษ

การเชื่อมโยงกับ Links ที่มีคุณภาพต่ำและลิงค์ที่เป็นอัตโนมัติอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกลงโทษโดย Google ดังนั้นให้คุณตรวจสอบ Links ก่อนที่จะนำมาเชื่อมโยงด้วยทุกครั้ง

  1. สร้างลิงค์โปรไฟล์ให้หลากหลาย

คุณควรจะกระจายรายละเอียดของโปรไฟล์ให้เป็นลิงค์ที่หลากหลายและในแต่ละลิงค์ควรมีข้อมูลที่แตกต่างกันเพื่อให้ลิงค์โปรไฟล์ของเว็บไซต์มีความแข็งแกร่ง

  1. กระจาย Anchor Text

Anchor Text เป็นข้อความที่เป็น Link เชื่อมโยง ซึ่ง Bot ของ Search Engine จะให้ความสำคัญกับข้อความชนิดนี้มากกว่าข้อความปกติ ดังนั้นให้เขียน Anchor Text ด้วยคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดย่อยต่างๆกระจายไปทั่วข้อความ

  1. หมั่นตรวจสอบโปรไฟล์ลิงค์ของคุณ

ให้หมั่นตรวจสอบโปรไฟล์ลิงค์ของคุณว่าได้เชื่อมโยงกับลิงค์คุณภาพต่ำหรือเปล่าเพราะการที่เว็บไซต์ของคุณลิงค์กับลิงค์ที่คุณภาพต่ำจะทำให้เว็บไซต์ของคุณตกอันดับได้ ดังนั้นคุณควรจะลบลิงค์ที่คุณภาพต่ำออกจากเว็บไซต์ของคุณ

(Credit: https://ahrefs.com/blog/seo-tips)

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น PART 1: Site Layout & Architecture

PART 1: Site Layout & Architecture (รูปแบบและโครงสร้างของเว็บไซต์)

 

  1. ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามี (content) เนื้อหาชัดเจน

ควรจัดเนื้อหา content ต่างๆ ให้อยู่ตรงกลางเว็บเพจหรือเว็บไซต์ด้วยขนาดตัวอักษรหัวข้อที่ใหญ่กว่าเนื้อหาและตั้งเป็นตัวอักษรหนาด้วยเพื่อให้อ่านได้อย่างชัดเจน

  1. หลีกเลี่ยงการมีโฆษณาบน header ของเพจมากเกินไป

โฆษณาเป็นองค์ประกอบของรายได้ที่สำคัญสำหรับเกือบทุกเว็บไซต์ แต่การมีป้ายโฆษณามากเกินไปอาจจะทำให้คุณตกอันดับของการทำ SEO ได้ ดังนั้นตรวจสอบให้แน่ใจว่าด้านบนของเว็บไซต์ไม่มีโฆษณามากเกินไปจนผู้เยี่ยมเว็บไซต์รำคาญ

  1. สร้างรูปแบบ content ให้เป็นลำดับชั้น

เว็บไชต์ที่มี่คุณภาพและประสิทธิภาพสูงจะจัดเนื้อหาให้เป็นลำดับชั้นจากบนลงมาล่างเพื่อให้ผู้ที่เข้ามาเยื่ยมชมเว็บไซต์อ่านได้อย่างง่ายและชัดเจน

  1. ตรวจสอบ Navigation ตำแหน่งเว็บไซต์ให้ชัดเจน

ตำแหน่งของเว็บไซต์ควรจะง่ายสำหรับการค้นหาจากผู้ใช้งานและ Search Engine

  1. No Follow ลิงค์ที่เป็นสแปม

คุณควรจะสร้างเว็บไซต์ที่มีระบบ rel-“No follow” เพราะสามารถป้องกันคนที่มาแสดงความคิดเห็นที่อาจทำให้เว็บไซต์คุณเสียหายแล้วแชร์ลิงค์คุณด้วยลิงค์ขยะแนบ

  1. ใช้ SEO Friendly URLs

ตั้งชื่อ URL ให้สอดคล้องกับธุรกิจด้วยคีย์เวิร์ดที่สื่อถึงธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณ เพื่อที่จะมีโอกาสติดอันดับได้

  1. ในหน้า Contact เว็บไซต์ต้องมีรายละเอียดเพื่อการติดต่อที่ชัดเจน

คุณควรใส่รายละเอียดเพื่อการติดต่อที่ชัดเจน เช่น ใส่ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ หรือ เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ไว้ให้ชัดเจน

  1. เพิ่มข้อมูลและนโยบายความเป็นส่วนตัวให้กับเพจ

เป็นคีย์หลักที่สามารถทำให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นทั้งด้านผู้ใช้ และ Search engine

  1. อย่าให้รูปแบบ Text ซ้ำกันมากเกินไป

พยายามทำรูปแบบหน้าตาเว็บไซต์ในแต่ละหน้าให้ซ้ำกันน้อยที่สุด ตัวอย่าง Layout เป็นดังนี้

duplicate-content

  1. ถ้าเป้าหมายคุณคือ Local SEO 

ให้ใส่รายละเอียดตำแน่งและที่อยู่การติดต่อที่ชัดเจนในโครงสร้างเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับใน SEO จาก Local keywords

  1. เราต้องใช้ www. ในเว็บหรือไม่

แม้คุณจะเลือกรูปแบบ URL ที่ใส่ www หรือไม่ คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึงได้ทั้ง 2 รูปแบบ และคุณสามารถทดลองการเข้าเว็บไซต์ได้ใน master tools

 

(Credit: https://ahrefs.com/blog/seo-tips)

On-page Optimize และ Off-page Optimize ของ SEO คืออะไร?

 

การปรับแต่ง SEO จะแยกเป็นสองส่วนหลักๆคือ  On-page Optimize (การปรับแต่งส่วนต่างๆ ในเว็บไซต์) และ Off-page Optimize (การโปรโมตลิงค์ของเว็บไซต์ของคุณให้เป็นที่รู้จัก) เรามาดูกระบวนการทั้งสองที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับดังต่อไปนี้

SEO Optimization

On-page Optimize

          กระบวนการทำ SEO On-page คือ การปรับแต่งบนเว็บไซต์หรือเว็บเพจ ในทุกส่วนที่สามารถควบคุมได้ไม่ว่าจะเป็น หัวข้อของเว็บ (Title Tag), การบอกรายละเอียดเนื้อหาของเว็บ (Meta description), ใส่ Tag ให้กับหัวเรื่องของเนื้อหา (Heading Tag), ส่วนของเนื้อหาภายในเว็บ (Content), การใส่ Keyword (Keyword), การใช้ลิงค์ให้เชื่อมไปที่หน้าอื่นๆ ภายในเว็บของเรา (Internal linking), ชื่อโดเมน (Domain name), ใส่ชื่อคำอธิบายรูปภาพ (alt), ใส่โครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) และอื่นๆ ที่เราจะสามารถปรับแต่งในเว็บไซต์ได้เอง

 

Off-page Optimize

          กระบวนการทำ SEO Off-page คือ การปรับแต่งรูปแบบของเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักหรือการทำโปรโมตเว็บไซต์ด้วยการลิงค์กับเว็บอื่นๆ จุดประสงค์เพื่อที่จะให้เว็บไซต์ติดอันดับ Search Engine ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Blog ให้กับเว็บไซต์เพื่อที่จะให้คนมา Comment หรือ Review สินค้า/บริการของคุณ, การแชร์หน้าเพจของเว็บไซต์ไปยัง Social Network ต่างๆ, การโฆษณาแบบ PPC (Pay Per Click) ด้วย Google AdWords หรือ Facebook Ads เป็นต้น, การโฆษณาแบบป้ายหรือ Banner ตามเว็บไซต์ต่างๆ ส่วนมากเว็บไซต์จะออกแบบเป็นรูปภาพป้ายที่จะสามารถดึงดูดเป้าหมายให้มาสนใจแล้วคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา หรือ การเพิ่ม link จากเว็บไซต์อื่นๆ ให้ link กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา (Link Building) นั้นเอง แต่ก็ต้องสร้าง link ให้ถูกต้องตามหลักที่ Search Engine ได้แนะนำไว้กันนะค่ะ

SEO คืออะไรและทำไมเราถึงต้องทำ SEO

SEO คืออะไรและทำไมเราถึงต้องทำ SEO

คำว่า SEO หรือ Search Engine Optimization คือ กระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยเทคนิควิธีต่างๆ เพื่อให้เว็บไซต์แสดงผลอยู่ในอันดับที่ดีบน Search Engine หรือโปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีหลายเจ้าด้วยกัน เช่น Google, Bing, Yahoo! เป็นต้น เป้าหมายของการทำ SEO ก็ คือ เมื่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตพิมพ์คำค้นหา หรือ Keyword เพื่อหาข้อมูล สินค้าหรือบริการ แล้วเจอเว็บไซต์ของคุณที่แสดงผลอยู่ในอันดับต้นๆ นั่นเอง ในการแข่งขันในโลกออนไลน์ ใครๆต่างก็มีเว็บไซต์และอยากให้เว็บไซต์ติดอันดับอยู่แรกๆทั้งนั้น เพราะ ผู้เข้าชมเว็บไซต์มักจะคลิกเว็บไซต์ที่อยู่อันดับแรกๆ มากกว่าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับล่างๆ หรือในหน้าถัดไปค่ะ

ทำไมเราถึงต้องทำ SEO  

ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนี้สนใจสินค้าหรือบริการอะไรก็ตาม มักจะค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต เพราะสะดวกและได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็ว เช่น ค้นหา ข้อมูล/รีวิว เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้นๆว่า ดีหรือไม่ เปรียบเทียบว่าถูกหรือแพง กว่าเจ้าอื่นๆไหม? และร้านค้า/ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ที่ใด เป็นต้น และถ้าเราทำ SEO แล้วเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับแรกๆ ของผลการค้นหาได้ นั่นหมายถึงว่าเรามีโอกาสสูงมากที่จะมียอดขายจากสินค้าหรือบริการ เหนือกว่าคู่แข่งขัน อีกทั้งยังช่วยสร้างแบรนด์ให้ดูน่าเชื่อถือ มีผู้เข้าชมเว็บตรงตามกลุ่มเป้าหมาย จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นมีผลดีโดยรวมทั้งสิ้น ถึงแม้อาจจะต้องใช้เวลาในการทำก็ตาม แต่ผลที่ตามมานั้นคุ้มค่ามากๆ

การทำ SEO ให้ได้ผลนั้นต้องเริ่มทำตั้งแต่ก่อนเปิดเว็บไซต์ เพราะต้องอาศัยเทคนิควิธีต่างๆ ที่จะช่วยทำให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่การวางแผนทำเนื้อหา การออกแบบเว็บ การเขียนโปรแกรม โดยต้องทำให้เป็นมิตรกับ Search Engine มากที่สุด เป็นมิตรที่นี้หมายความว่า ช่วยให้ Search Engine  สมารถจัดประเภทและอันดับของเว็บไซต์ให้ตรงตามความเป็นจริง ในมุมมองของ Search Engine นั่นเอง ดังนั้นสำหรับการสร้างเว็บไซต์อาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย ได้แก่ นักการตลาด, นักออกแบบ, โปรแกรมเมอร์ และผู้ดูแลเว็บไซต์ ที่จะต้องวางแผนงานร่วมกันก่อนที่จะลงมือทำค่ะ