Google Algorithm: Panda, Penguin และ Hummingbird

 

What is an algorithm change?

เราจะเริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงความหมายของ Google algorithm เป็นเป็นสิ่งที่ซับซ้อนละยุ่งยากแต่ Google ก็พยายามหาขั้นตอนและวิธีการต่างๆเพื่อให้ง่ายขึ้น Google algorithm ทำหน้าที่ในการจัดอันดับในหน้า SERP เมื่อมีการพิมพ์คำค้นหาลงไป ซึ่งเงื่อนไขในการจัดอันดับการค้นหา Google ไม่เปิดเผยว่าใช้อะไรเป็นปัจจัย ในการจัดอันดับแต่ Google ได้จัดทำ “คู่มือเริ่มต้น SEO” ว่าควรจัดทำหน้าเว็บไซต์อย่างไรให้ง่ายสำหรับการเก็บข้อมูล และแสดงผลการค้นหาที่สอดคล้องกับ “คำค้นหา”

Meta keyword tag เป็นส่งที่จะบอก search engine ว่าเพจ/เว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร

Google algorithm

 

Google ได้เริ่มพัฒนานักพัฒนาระบบของส่วนที่สร้างผลลัพธ์ของ Google search engine และหาวิธีการกำจัดเว็บไซต์ที่ใช้การโกงใน SEO ให้ได้ติดอันดับต้นๆของ search engine ตอนนี้ algorithm จะตัวสอบหลายประการของแต่ละหน้าในเว็บไซต์หรือบล็อก เช่น title, title tag, meta tag, meta description ฯลฯ

 

ที่ผ่านมา Google algorithm ไม่ค่อยได้มีการเปลี่ยนแปลงสมมุติว่าเว็บไซต์ของคุณติดอยู่ในอันดับที่ #1 ของ SERPs นั้นแสดงว่าเว็บไซต์จะครองตำแหน่งนั้นไว้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของ Google algorithm แต่ก็ไม่ใช่ว่าตำแหน่งของเว็บไซต์คุณจะเปลี่ยนทันทีอาจจะใช้เวลาหลายอาทิตย์ตามอัพเดทใหม่ของ algorithm แล้ว Google จะทำอัพเดทใหม่อันดับของแต่ละเว็บไซต์ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลง

 

การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดของ Google algorithm ในช่วงปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ 3 อย่าง คือ Panda algorithm, the Penguin algorithm และ Hummingbird algorithm

 

What is the Panda algorithm?

panda algorithm

Panda algorithm ได้อัพเดทขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2011 ที่ได้สร้างผลกระทบอย่างมากให้กับนักพัฒนาเว็บไซต์ จุดประสงค์ของ Panda อัพเดทคือ จะพยายามทำให้เว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาจัดอยู่ในอันดับต้นๆของ SERPs ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อ content ในเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก

ตอนแรกที่มีการอัพเดท Panda นักพัฒนาด้าน SEO ส่วนมากคิดว่าระบบนี้จะตรวจสอบเว็บไซต์ที่มี backlink ที่เป็นสายดำที่โกงมาใส่เว็บไซต์แต่จริงๆแล้ว Panda ตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ในหลายกรณี เว็บไซต์ได้รับผลกระทบที่รุนแรงจนทำให้เว็บไซต์ตกอันดับลงมาเยอะมาก ดังนั้น Google จึงได้ตั้งคำถามว่าต้องการให้แก้ไขอะไรใน Panda algorithm บ้าง ด้วยคำถามต่อไปนี้:

  • บทความนั้นเขียนขึ้นมาโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่รู้จักหัวข้อนั้นดีพอหรือไม่
  • เว็บไซต์นั้นมีเนื้อหาที่เหมือนกัน ซ้ำกัน ใช้คำซ้ำซากในเนื้อหาของหัวข้อเดียวหรือไม่
  • คุณจะสะดวกให้ข้อมูลบัตรเครดิตกับเว็บไซต์นี้หรือไม่
  • เนื้อหาในเว็บไซต์มีคำที่สะกดผิดมากน้อยแค่ไหน
  • หัวของของเนื้อหามีความน่าสนใจที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้เยื่ยมชมได้มากแค่ไหน
  • บทความหรือเนื้อหามีความดังเดิมที่เขียนขึ้นมาใหม่หรือลอก (copy) มาจากเว็บไซต์อื่นหรือเปล่า
  • หน้าเพจให้ค่าเฉลี่ยของเนื้อหาที่เป็นดั้งเดิมและ organic ในผลลัพธ์ของการค้นหามากเท่าไร
  • เนื้อหามีประสิทธิภาพมากแค่ไหน
  • ในบทความได้อธิบายรายละเอียดของข้อมูลครบไหม
  • บทความถูกสร้างขึ้นโดยนักเขียนคนเดียวด้วยเนื้อหาที่กว้างหรือจากนักเขียนหลายๆคนแล้วนำมาประกอบกันเป็นบทความ
  • บทความนั้นมีคำอธิบายของหัวข้อไหม (description)
  • บทความนั้นมีส่วนประกอบที่เป็นเชิงวิเคราะห์หรือเนื้อที่เกินความเป็นจริงหรือไม่
  • เป็นเพจ/เว็บไซต์ที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมสนใจและแชร์หรือทำเป็น Bookmark หรือไม่
  • เว็บไซต์มีโฆษณามากไปจนทำให้ผู้เยี่ยมชมเกิดความรำคาญหรือไม่
  • คุณคาดหวังให้บทความในเว็บไซต์มีการตีพิมพ์เป็นนิตยสารหรือหนังสือไหม
  • บทความในเว็บไซต์สั้นและครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดไหม
  • ผู้ใช้งานจะแสดงความไม่พอใจไหมเมื่อเห็นเพจจากเว็บไซต์ของคุณ

 

มันมีปัจจัยอยู่บางอย่างที่ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงและผู้พัฒนาด้าน SEO ยอมทำตามเงื่อนไขของ Panda ในหัวข้อย่อยต่อไปนี้

 

Thin content (เนื้อหาที่สั้น)

          การมีเพจที่ “thin” ไม่ได้หมายความว่าหน้าเพจของคุณจะมีตัวอักษรเป็นจำนวนที่น้อยแต่หมายความว่าเพจของคุณมีเนื้อหาที่ไม่มากหรืออธิบายความหมายด้วยวิธีอื่น เช่นการใช้ภาพ infographic อธิบายหรือตั้งจุดประสงค์ที่เป็นประเด็นประมาณหนึ่งถึงสองบรรทัดและหน้าเพจนั้นอยู่ใน Google index เพราะ Panda algorithm จะตรวจสอบให้ได้ว่าเพจของคุณมีประสิทธิภาพที่ต่ำหรือไม่

 

Duplicate content (เนื้อหาที่เหมือนกัน)

          มันมีหลายเหตุผลที่จะทำให้เนื้อหาที่เหมือนกันหรือซ้ำกันทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่ต่ำสำหรับ Panda algorithm สิ่งแรกของการมีเนื้อหาที่เหมือนกันคือเว็บไซต์นั้นมีเนื้อหาที่เยอะและถูกคัดลอกแล้วเอามาวางไว้ ที่ผ่านมา Google ได้แนะนำให้นัก SEO เขียนบทความที่อัพเดทอย่างสม่ำเสมอและเพิ่มบทความใน Google index บอทของ Google จะตรวจสอบเนื้อหาและวิเคราะห์เนื้อหาได้ว่าเป็นเนื้อหาที่คัดลอกมาหรือไม่ เราจะยกตัวอย่างที่จะทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพต่ำได้ คือ การที่เว็บไซต์คุณเว็บขายสินค้าที่มีขนาดใหญ่และมีลิงค์ของแต่ล่ะสินค้าจะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีลิงค์ของสินค้ามากจนเกินไปและ Google index จะไม่รับ คุณควรจะใช้ canonical tag แทน

 

 Low-quality content (เนื้อหาที่มีประสิทธิภาพต่ำ)

          เวลาเราเขียนบทความเราก็ต้องการให้ Google ตรวจสอบเจอแต่บทความหรือเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพสูง ที่ผ่านมานักออกแบบ SEO ได้ให้คำแนะนำเว็บไซต์ที่เป็นธุรกิจต่างๆเขียนเนื้อหาให้มีความน่าเชื่อถือเพื่อเป็นประสิทธิภาพที่สูงเวลาเพิ่มใน Google Index จะไม่ได้ถูกวิเคราะห์ให้เป็นเนื้อหาที่คุณภาพต่ำเพราะมันจะทำให้คุณตกอันดับใน SERPs ได้ง่าย

 

How to recover from a Panda hit (วิธีแก้ไขการเสียหายจาก Panda)

          Google จะอัพเดท Panda algorithm เกือบทุกๆเดือน แต่ก่อนเขาจะประกาศบอกทุกครั้งที่จะมีการอัพเดทแต่ตอนนี้เขาจะประกาศบอกถ้ามีการอัพเดทใหญ่ๆของ Panda algorithm สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการอัพเดท Panda algorithm แล้ว Google จะไปตรวจสอบเว็บไซต์ใหม่และถ้าคุณอยากแก้ไขอันดับใน SERPs คุณก็ต้องไปลบเนื้อหาที่เหมือนกันหรือซ้ำกันออกเพื่อให้ระบบได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์ได้แต่บางเว็บไซต์อาจจะถูก Panda ตรวจสอบและเห็นการเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์ได้ในการอัพเดทครั้งทัดไป

ทุกวันนี้เวลา Google จะ refresh algorithm ระบบจะเปลี่ยนเป็นการอัพเดทและเมื่อมีการอัพเดทนั้นแสดงว่า Google ได้ทำการเปลี่ยนแปลงในกฏเกณฑ์ของการตรวจสอบประสิทธิภาพ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2014 Google ได้ทำการอัพเดทหลักแล้วตั้งชื่อให้ว่า Panda 4.0 ซึ่งทำให้หลายเว็บไซต์ได้รับผลกระทบที่หนักกว่าเดิม

Panda 4.0

 

What is the Penguin algorithm? (Penguin algorithm คืออะไร?)

google-penguin.jpg

Google Penguin algorithm ได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2012 เป้าหมายของ Penguin algorithm คือ โดยเน้นการจัดการกับ Low Quality เว็บไซต์ที่ใช้วิธีการซื้อ Backlinks ที่เน้น Spam Anchor text เพื่อสร้างอันดับบนผลการค้นหาและสิ้งที่ถูกตรวจสอบที่สำคัญที่สุดใน Penguin คือ links นั้นเอง

Why are links important? (ทำไม links ถึงเป็นส่วนที่สำคัญ)

ลิงค์ คือ หัวข้อต่างๆ ที่สามารถโยงหรือว่าคลิกไปยังเวบไซต์หรือรายละเอียดที่ระบุเอาไว้โดยการใช้เมาส์เลื่อนไปคลิกยังลิงค์เหล่านี้แล้วการที่คุณใส่ link ในบทความหรือเนื้อหาไว้จะเป็นผลดีให้กับเว็บไซต์ซึ่งเป็นเหตุผลที่นัก SEO จึงสร้าง link ในเว็บไซต์ให้ได้มากที่สุด

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญใน Google algorithm คือ anchor text ที่เป็นลิงค์ที่ขีดเส้นใต้เอาไว้ Anchor Text หมายถึงข้อความที่เป็น Link เชื่อมโยงซึ่ง Bot ของ Search Engine จะให้ความสำคัญกับข้อความชนิดนี้มากกว่าข้อความปกติ หรือถูกให้ความสำคัญกว่าลิงค์ปกติ

เราไม่ค่อยแน่ใจว่า Penguin algorithm ตรวจสอบปัจจัยไหนเป็นหลักแต่เรารู้ว่า Penguin algorithm จะค้นหาและตรวจสอบลิงค์ที่มีประสิทธิภาพต่ำในเว็บไซต์ Penguin algorithm เปรียบเสมือนเครื่องวัดความจริงของลิงค์

 

How to recover from a Penguin hit? (วิธีแก้ไขผลกระทบจาก Penguin)

          Penguin algorithm เป็นเครื่องกรองคล้ายกับ Panda algorithm ที่มีการอัพเดทเป็นประจำเกือบทุกเดือน อัพเดทครั้งสุดท้ายของ Penguin เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2013 ซึ่งหมายความว่านักออกแบบ SEO แต่ละคนรอเวลาแปดเดือนในการอัพเดทครั้งนี้เพื่อแก้ไขเว็บไซต์และให้ระบบของ Penguin มาตรวจสอบและแก้ไขอันดับให้ใหม่และการที่คุณจะแก้ไขเว็บไซต์หรือหลีกเลี่ยงผลกระทบจาก Penguin นั้นคือการแก้ไขหรือลบลิงค์ในเว็บไซต์ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือออก คุณสามารถให้ Google มาช่วยตรวจสอบลิงค์ที่ไม่น่าเชื่อถือได้ด้วยเครื่องมือ disavow tool (https://support.google.com/webmasters/answer/2648487?hl=en)

ถ้าคุณแก้ไขลิงค์ที่เสียออกจากเว็บไซต์จนหมดในการอัพเดทของ Penguin ครั้งหน้าอาจจะทำให้เว็บไซต์ของคุณได้อันดับที่ดีขึ้นและได้ความน่าเชื่อถือกลับมาได้

เราแนะนำให้คุณใช้เครื่องมือ disavow tool ในการช่วยเหลือให้เว็บไซต์คุณตรวจสอบลิงค์ที่ไม่น่าเชื่อถือและลบออกให้ คุณสามารถอ่านรายละเอียดในการใช้เครื่องมือ disavow tool ได้แก่

 

นอกจาก Penguin algorithm จะทำงานไม่เหมือนกับ manual unnatural links แล้ว คุณยังไม่ต้องส่งไฟล์หรือเอกสารเพื่อรายงานการแก้ไขของเว็บไซต์เพราะ Google ไม่มีพนักงานมาตรวจสอบเว็บไซต์คุณในทุกรายละเอียดทุกอย่างจะถูกบอทตรวจสอบโดยอัตโนมัติในระบบ Google Penguin algorithm

 

What is Hummingbird? (Google Hummingbird คืออะไร?)

google hummingbird

     Google Hummingbird เป็น algorithm อันล่าสุดที่ Google ได้อัพเดพละใช้งานเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2013 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลต่อการทำ SEO โดยตรง มีการพูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกันต่างๆ มากมาย บ้างก็ว่าจะทำให้การจัดอันดับสำหรับ content ที่มีคุณภาพนั้นดีขึ้น แต่ในเบื้องหลังของ algorithm แล้วไม่มีใครทราบได้ว่าจริงๆว่ามันทำงานอย่างไรกันแน่ Hummingbird algorithm แตกต่างจาก Panda และ Penguin algorithm เพราะ Hummingbird algorithm นี้เน้นการปรับปรุงความสามารถของระบบในการเข้าใจสิ่งที่ User ต้องการค้นหาจริงๆ เช่นการตั้งคำถามยาวๆให้กับ content ของว็บไซต์ เพื่อตามความต้องการของผู้ที่ค้นหาเนื้อนั้นๆได้ตามที่ต้องการ

 

So how do I recover or improve in the eyes of Hummingbird? เราจะแก้หรือปรับปรุงเว็บไซต์เรายังไงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน Hummingbird?

จากข้อมูลของ Hummingbird algorithm ที่เราทราบกันแล้วเราควรจะสร้างหรือเขียน content ให้ตอบคำถามตามความต้องการของผู้ใช้งานให้ได้เมื่อเขาค้นหารายละเอียดต่างๆใร Google เพราะเป้าหมายหลักของ Hummingbird algorithm คือให้ผู้ดูแลเว็บไซต์สร้างเนื้อหาให้มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้คำตอบในความต้องการของผู้ที่ค้นหาใน Google

เรารู้ว่าการปรับปรุงของเว็บไซต์จากการเสียหายที่ได้จาก Hummingbird algorithm มันแก้ไขไม่ง่ายเหมือนกับใน Panda และ Penguin algorithm ที่ผ่านมา เพราะว่าในสองอย่างนั้น Google แค่ต้องการให้ปรับปรุ่งประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ถ้าคุณปรับปรุ่งและแก้ไขตามที่ Google ต้องการได้แล้วคุณจะได้อันดับเดิมกลับมาหรืออาจจะจัดอันดับให้สูงกว่าตอนแรกด้วย แต่ถ้าคุณได้รับผลกระทบจาก Hummingbird อัพเดทนี้คุณไม่สามารถไปแก้ไข keyword หรือ keyword ranking ต่างๆของเว็บไซต์เพื่อให้ได้อันดับที่ดีกลับมาแต่คุณสามารถทำให้อันดับเหมือนเดิมได้จากการสร้าง traffic เข้าเว็บไซต์

 

Cr. https://moz.com/blog/google-algorithm-cheat-sheet-panda-penguin-hummingbird ็็้็็้้้

 

 

 

 

On-Page SEO in 2016: The 8 Principles for Success – Whiteboard Friday

 

          การทำ On-Page SEO ไม่ได้มีขั้นตอนแค่ตรวจสอบรายการที่เราได้ทำไป เพราะตั้งแต่ 2016 เป็นต้นไปมันจะเพิ่มความยุ่งยากขึ้นมาด้วยการแก้ไขของส่วนที่เป็ฯ on-page ให้เหมาะสมที่สุด บทควงามนี้เป็นบทความใน Whiteboard Friday ที่จะอธิบายถึงสอ่งสำตัญ 8 อย่างที่จะทำให้ SEO ประสบความสำเร็จ

One page SEO.jpg

Video Transcription

สามารถชมการบรรยายของบทความนี้ได้พร้อมคำอธิบาย (video transcription) ได้ที่เว

บไซต์ (https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday) ต่อไปนี้เราจะมาพูดถึง 8 ข้อที่สำคัญในการทำ on-page SEO

 SEO 1.jpg

  1. Fulfill the searcher’s goal and satisfy their intent (สนองความต้องการกลุ่มเป้าหมายของผู้ค้นหา)

      ก่อนอื่นคุณควรจะค้นหาเป้าหมายของกลุ่มผู้ค้นหาว่าต้องการอะไรแล้วผลการค้นหาที่ได้มีความพึ่งพอใจหรือเปล่า แล้วความพึ่งพอใจของผู้ค้นหาเป็นสิ่งที่นักออกเว็บไซต์เพราะส่วนมากผู้ค้นหาจะเลือกแล้วคลิกที่เว็บไซต์ที่หัวข้อ/ชื่อเรื่องตรงตามเป้าหมายที่เขาต้องการ

เราจะยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาเสื้อผ้า/ชุดที่เป็นทางการ และผู้ค้นหาเหล่านั้นต้องการชุดใส่ไปงานแต่ที่ไม่ใช่ชุดเจ้าบ่าวหรือชุดเจ้าสาวแล้วผลลัพธ์ที่ได้มาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่เขาต้องการ ในกรณีของผู้ค้นหากลุ่มนี้จะทำให้เรารู้ว่าผู้ค้นหายังต้องการอย่างอื่นอีกด้วย

จึงมีคนคิดขึ้นมาว่าทำไมเราไม่ทำเพจหรือเว็บไซต์ให้ rank แล้วติดอันดับที่สามารถบอกคำแนะนำหรือออกแบบและจัดชุดไว้ให้คุณเลือก และการจะสร้างเว็บไซต์แบบนี้ขึ้นมาได้จะต้อนค้นหาข้อมูลชองกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลเนื้อหาสำหรับการเลือกชุดใส่ไปงานแต่งงาน

ดังนั้นเราจึงได้สร้างเว็บไซต์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชายและเขียนเนื้อหาพร้อมคำแนะนำในเว็บไซต์เพื่อใส่ keyword ที่เป็นทั้งคำถามด้วยแล้วยิ่งเราตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้เป็นผู้ชายแล้วมี content ที่เขากำลังค้นหาอยู่เรามีโอกาศที่จะติดอันดับของการค้นหาสูงอย่างแน่นอน

 

SEO speed

  1. Speed, speed, & more speed (เพิ่มความรวดเร็วในผลลัพธ์)

          ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรเพราะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดเพราะผู้ใช้งานทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่า Google ต้องการคำอธิบายอย่างไรบ้าง ที่เรารู้คือเว็บไซต์ที่มีหน้าเพจยาวเกินไปจะโหลดช้าแล้วถ้าค้นหาจากโทรศัพท์ยิ่งจะช้ากว่าเดิมอีก ดังนั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงการสร้างเพจที่มีความยาวมากเกินไป ควรจะทำตามกฏเกณฑ์ที่ Google ได้ตั้งไว้เพื่อให้เว็บไซต์มีการโหลดที่เร็วตามที่เราต้องการ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนเล็กน้อยก็ตาม เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้

 

SEO design.jpg

  1. Create trust & engagement through UI, UX, and branding (ใช้ UI และ UX ออกแบบสัญลักษณ์ให้กับแบรนด์)

UI หรือ User Interface คือ ส่วนที่ใช้ติดต่อกับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น เมนู ปุ่ม ฟอร์มต่างๆ หรือการจัดวางภาพ ขนาดตัวอักษร ของแต่ละหน้า เป็นต้น

UX หรือ User Experience คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน จากระบบที่ได้พัฒนา ว่าใช้งานง่ายไหม พอใจไหม เปรียบเหมือน การทดลองขับรถ หรือใช้รถไปในช่วงเวลาหนึ่งแล้วรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจในรถยี่ห้อนั้น ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์หรือแบรนด์ของคุณด้วย การออบแบบด้วย UI, UX จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบรนด์ของคุณ

ก่อนที่จะออกแบบสัญลักษณ์ให้กับเว็บไซต์หรือแบรนด์ คุณต้องเขียนคำถามให้กับเว็บไซต์ตัวเองก่อนแล้วมาดูว่าในแต่ละข้อนั้นคุณทำได้หรือยัง

–  มีคนรู้จักโดเมนของคุณหรือไหม

– คุณมีการออกแบบด้วย UI แล้วนำไปใส่ในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มความน่าเชิ่อได้หรือไม่ เช่นกับการใส่รูปภาพ/ภาพพื้นหลังให้กับเว็บไซต์ หรือ การออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ด้วย UI ล้วนทั้งหมดนี้ก็อยู่ในคำถามว่า “เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือมากพอไหม”

–  คุณสามารถเข้าถึงได้หรือไม่? เราหมายถึง การใช้งานจาก navigation และจากมุมมองจาก content ของเว็บไซต์ด้วย

– หวังว่าแบรนด์/เว็บไซต์ของคุณได้รับสัญญาณที่บงบอกว่ามีผู้คนเริ่มรู้จักทากขึ้นจากการออกแบบด้วย UI ถ้าคุณมีลัญลักษณ์ที่สามารถทำให้คนจดจำได้ง่ายจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือแบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

avoid pop-ups

  1. Avoid elements that dissuade visitors (หลีกเลี่ยงองค์ประกอบที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมถูกห้ามเข้า)

คุณต้องหลีกเลี่ยงการใส่องค์ประกอบที่จะห้ามหรือดึงดูดความสนใจจากผู้เยี่ยมชมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต องค์ประกอบที่จะดึงดูดความสนใจของผู้เยี่ยมชมได้คือ การที่ pop-up ที่ขึ้นมาตอนที่ผู้เยี่ยมชมกำลังจะคลิกเข้าที่เว็บ เช่น การมี pop-up ขึ้นมาถามว่า “คุณอยากครองชีวิตคู่ของคุณไว้ไหม” บางคนเห็นแล้วคงตอบว่าใช่แล้วต้องดาว์นโหลดฟอร์มซึ่งลิงค์จะส่งผู้เยี่มชมไปที่เว็บไซต์ของ pop-up นั้นทันที แล้วถ้าผู้เยี่ยมชมคลิกที่คำว่า “ไม่สนใจ” ก็จะมี pop-up อันใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ผู้เยี่ยมชมเลิกสนใจที่จะเข้าเว็บไซต์ของเขาทันที

Overlay (ข้อมูลทับซ้อน) มีหลายรูปแบบของการแสดงผลมีทั้งข้อมทูลทับซ้อนที่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์แต่ในบางกรณีผู้ใช้งานนำไปทำเป็นข้อมูลทับซ้อนที่เป็น pop-up ทับซ้อนข้อมูลของเว็บอื่นๆ ดังนั้นเราต้องดูแลเว็บไซต์ในทุกรายละเอียดแล้วอย่าให้ pop-ups มารบกวนและดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้

แต่เราต้องระวังการ pogo sticking มันคือสิ่งที่เสี่ยงในอันดับของ SERPs การ Pogo sticking คือการที่เราคลิกเว็บไซต์นี้แหละ คือเรากำลังค้นหาข้อมูลอะไรแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ เราก็จะไม่คลิกที่ลิงค์ในหน้านั้นแต่จะกดปุ่มกลับแทน เขาเรยว่าการ pogo sticking

 

Keyword targeting

  1. Keyword targeting (กำหนดเป้าหมายของคัย์เวิร์ด)

การกำหนดเป้าหมายของ keyword ยังเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและจำเป็นที่ต้องทำให้กับแบรนด์หรือเว็บไซต์ การกำหนดเป้าหมายของคีย์เวิร์ดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงของวิธีการใส่จากอดีตค่อนข้างมาก เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายของ keyword ของคุณได้แล้วให้คุณใส่ keyword ในเนื้อหาให้เหมาะสมอย่าอัดแน่นจนเกินไป

Title element (องค์ประกอบของชื่อเรื่อง)

สิ่งแรกที่เร่าจะเริ่มทำในการกำหนดคีย์เวิร์ดคือการชื่อเรื่องและกำหนดลักษณะการแสดงผลให้ถูกต้องตามหลักการของ SEO เริ่มต้นจากการใช่ H1 tag, H2 tag ให้กับชื่อเรื่อง/หัวเรื่อง ของ content ในเพจ/เว็บไซต์ของทั้งหมดที่มีอยู่ ควรจะใส่ตัวหนาหรือขีดเส้นใต้ให้กับชื่อเรื่องหรือ keyword ที่สำคัญในเนื้อหาของเพจ แต่คุณควรจะหลีกเลี่ยงการใส่ลิงค์ในหัวเรื่องหรือคีย์เวิร์ดที่ใส่ตัวหนาไว้เพราะเมื่อผู้เข้าเยี่ยมเว็บไซต์คลิกแล้วถูกส่งไปที่ลิงค์นั้นแล้วผู้เยี่ยมชมกดปุ่มกลับทันทีซึ่งจะทำให้มีผลกระทบต่ออันดับ

Page content, external anchor links, alt attributes, and URL (เนื้อหาในเพจ, ลิงค์ภายนอก, คำอธิบายของภาพ และ URL)

ทุกคุณต้องการสิ่งเหล่านี้ใน content ของเพจ/เว็บไซต์ อย่างแน่นอน และถ้าคุณทำได้คุณคงอยากจะให้มี anchor links ลิงค์ไปที่เพจ ยกตัวอย่างเช่น home page ของเราเกี่ยวกับงานแต่งงาน แล้วมีคลิปสัมภาษณ์ที่เราได้เพิ่มไว้ในประวัตแล้วเราจะทำให้เป็นลิงค์เพื่อลิงค์เข้ามาที่ external anchor text แล้วถ้าเราอยากจะให้ภาพในหน้าเว็บมีชื่อเหมือนกันและติดอันดับใน search engine ได้ก็เพิ่มท alt attribute ให้กับภาพ และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการใส่คีย์เวิร์ดหรือคำหลักใน URL ของคุณด้วย

Image file name (ชื่อไฟล์รูปภาพ)

การใส่ชื่อให้กับรูปภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่งถ้าคุณต้องการให้รูปภาพในเว็บไซต์ติดอันดับใน Google ได้ คุณก็ต้องตั้งชื่อไฟล์ภาพไว้ให้ทุกภาพ

Internal links (ลิงค์ภายใน)

ลิงค์ภายใน  คือ การลิงค์ไปหน้าอื่นๆ ในเว็บของคุณ ลิงค์ชนิดนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าชมย้ายไปอ่านเนื้อหาหน้าอื่นๆ ซึ่งมีเนื้อหาที่ต่อเนื่องกันและผู้เข้าชมจะถูกส่งไปที่หน้าใหม่เมื่อเขาคลิกที่ลิงค์นั้น

ให้คุณทำตามขั้นตอนในการหาและใส่คีย์เวิร์ดตามที่ได้กล่าวมาคุณจะกำเป้าหมายและทำให้คีย์เวิร์ด ติดอันดับได้

 

Related keywords

  1. Related topics targeting (กำหนดเป้าหมายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน)

Google ได้ให้ความสำคัญกับ keyword สำหรับเว็บไซต์หรือเนื้อหาต่างๆอย่างมากแล้วรองจากนั้นคือความหมายที่เหมื่อนหรือเกี่ยวข้องกับ keyword นั้นๆก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นคุณต้องกำหนดเป้าหมายของ keyword คุณให้ชัดเจนและหาคำเกี่ยวเนื่องไว้ด้วยเพื่อใส่ในเนื้อหาและชื่อเรื่องของหัวข้อจะได้ทำให้ search engine สามารถค้นพบเว็บไซต์ของเราได้เมื่อมีคนค้นหาคำเกี่ยวเนื่อง

Google ได้เพิ่มเงื่อนไขในการใส่คีย์เวิร์ดด้วยการตั้งเป็นคำถามในกาค้นหาด้วย ดังนั้นเมื่อคุณตั้ง keyword ให้กับเว็บไซต์หรือบล็อคให้คุณคิดและค้นหาข้อมูลว่าจะมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณด้วยคำถามอะไรบ้างแล้วนำไปใส่ในคีย์เวิร์ดเพื่อค้นหาได้ใน search engine

เพราะฉะนั้นการเป็นนัการตลาดการค้นหา ผู้สร้าง content เราต้องนึกถึงเสมอว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างแล้วมีประโยคคำถามที่คลายเคียงของเรามากแค่ไหน

 

Snippet optimizinng

  1. Snippet optimization (ตัวเลือกของการมช้ snippet)

          การมีเพจหรือบล็อคเราไม่ได้ต้องการแค่ให้ติดอันดับแต่เราต้องการให้ผู้ที่เข้าชมคลิกเข้าบล็อคเราในหน้าการค้นหาด้วย แล้วถ้าเราติดในอันดับที่สี่เรามีอัตรา click-through 6% ไม่ใช่ผลที่ดีเลยแม้จะอยู่ในอันดับที่สี่ก็ตามเพราะอัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์น้อยเกินไป แต่ถ้ามีอัตราคลิกถึง 11% แสดงว่าเว็บเราเพิ่งได้อัตราคลิกครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเราต้องเขียน description ใน snippet ให้มีความสนใจที่จะสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้คลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ให้ได้

เราต้องการที่จะมี snippet ที่เหมาะสมและดีที่สุดใน SERP เพื่อให้ได้อัตราคลิกที่ดีของเว็บไซต์หรือเพจของเนื้อหาที่ติดอยู่ในอันดับ SERP ได้ เราได้เอาเทคนิคในการเขียน snippet ของ “what to wear to a formal wedding,” จาก randsfashion.com และยังเป็น mobile-friendly ด้วย

On-page elements

          ส่วนประกอบในเว็บไซต์ที่ต้องใส่ในเพจเสมอคือ ชื่อเรื่อง/หัวข้อ (title) และคำอธิบาย (meta description) เว็บ randsfashion.com  มีรูปแบบ URL ที่ง่ายในโฮมเพจของเว็บที่ทำให้มีผลดีต่อ Google เพราะเว็บไซต์ของคุณไม่มีความยุ่งยากและง่ายในการจดจำ

Publication date (วันที่เผยแพร่)

          วันเวลาที่เผยแพร่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง การที่เราอัพเดทวันที่ให้ใกล้กับปัจจุบันที่สุดยิ่งดีเพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่จะค้นหาสิ่งที่ใหม่ๆเช่นกับตัวอย่างที่ตั้งไว้คือ จะค้นหาว่าควรใส่ชุดไรไปงานแต่งวใน 2016 “types of wedding formalwear 2016” ดังนั้นคุณควรจะอัพเดทเนื้อหาในเว็บไซต์ให้เป็นประจำ เพราะ Google จะให้คะแนนและเอาเว็บไซต์ที่อัพเดทวันที่ล่าสุดให้ติดในอันดับที่ดีกว่า

Use of schema (การใช้โครงสร้างของรูปแบบ)

          การใช้โครงสร้างและรูปแบบให้กับเว็บไซต์เป็นขั้นตอนในการทำเว็บไซต์ที่สำคัญมากในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำเว็บเกี่ยวกับข่าวคุณก็เลือกรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อข่าวโดยเฉพาะหรือเว็บไซต์แสดงภาพก็ควรเลือกรูปแบบที่ออกแบบมาให้ แต่เว็บไซต์ที่มีแค่วิดีโอ Google ไม่นิยมให้ใช้เว็บอื่นนอกจาก YouTube ดังนั้นคุณควรจะเลือกรูปแบบของโครงสร้างให้เหมาะสมกับแนวเว็บ

Domain name (ชื่อโดเมน)

          การตั้งชื่อโดเมนเป็นขั้นตอนแรกของการสร้างเว็บไซต์ ดังนั้นคุณต้องพยายามตั้งชื่อเว็บไซต์ให้เรียบง่ายและสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้เยี่ยมชมแล้วคลิกเข้าเว็บไซต์ของคุณได้

Content format (รูปแบบเนื้อ)

          รูปแบบของการวางเนื้อหาในเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ แล้วถ้าคุณตั้งคำถามในเนื้อหาคุณแล้วตั้ง keyword ให้กับคำถามนั้นด้วยจะเป็นผลดีในการติดอันดับใน SERPs เพราะบอทของ Google จะตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์เป็นอันดับแรกและตรวจสอบเป็นประจำ ดังนั้นคุณจะต้องวางรูปของเนื้อหาตามหลักการของ SEO เพื่อให้ติดอันดับใน SERPs ได้

ข้อแนะนำในการวางรูปแบบของเนื้อหาคือ วางเนื้อหาให้เป็นรายการ ตาราง หรือใส่ลำดับขั้นตอน และใส่ชื่อเรื่อง/คำอธิบายของภาพต่างๆที่ใส่ไว้ในเนื้อหาด้วยเพื่อให้บอทของ Google ตรวจสอบได้แล้วนำไปใส่ในการค้นหาของ SERPs ได้

 

Unique value

  1. Unique value + amplification (ทำให้มีค่าเฉพาะและขยายความ)

          ทั้งหมดในบทความนี้ก็เป็นคำแนะนำในการทำ on-page ให้เหมาะสมที่สุดในปี 2016 นี้ แล้วสิ่งที่นักออกแบบเว็บไซต์จะคิดคือ เราต้องการให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้อย่างไรและมีโอกาสที่จะติดในอันอัดมากแค่ไหน

สำหรับเราการทำให้เซ็บไซต์ติดอันดับได้ไม่ใช่สิ่งที่ยากแต่เราต้องการทำให้เว็บไซต์ติดในอันดับที่สูงๆ เช่นในตำแหน่งที่ดี ดีมาก หรือ พิเศษที่เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับในภาพข้างบนหัวข้อที่แสดงการาฟของอัตราการติดอันดับของเว็บไซต์

ถ้าคุณทำตามหลักเกณฑ์ของ SEO ตาม Whiteboard Friday ใน Moz.com คุณอาจจะมีโอกาศทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับได้เร็วกว่าทำตามเทคนิคต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์อื่นๆ

การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับไม่ใช่แค่ต้องมีชื่อโดเมนที่ดึงดูดความสนใจของผู้ที่เข้าชมได้แต่ยังมีส่วนประกอบต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์ ไดแก่ โครงสร้างเว็บไซต์ รูปแบบของโครงสร้าง รูปแบบการวางเนื้อหา ชื่อเรื่อง คำอธิบาย ชื่อของวิดีโอที่ใส่ในเว็บไซต์ และ รายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน SERPs ได้

 

(CR. https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday)

 

 

         

 

         

 

 

 

 

 

     

         

Optimizing for Accessibility + SEO: Images, Video and Non-Text Elements

ตัวเลือกสำหรับการออกแบบ SEO ในส่วนของ รูปภาพ วิดีโอ และข้อความ 

 

Images and non-text elements (รูปภาพ และ ส่วนประกอบที่ไม่ได้เป็นข้อความ)

         

          การใส่รูปภาพในเว้บไซต์หรือเพจอาจจะทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นในหลายด้านแต่โชคดีที่เรามีเครื่องมือเข้ามาช่วยในส่วนของการใส่และลงรูปภาพให้เป็น SEO ที่มีการใส่โค้ดผิด รูปภำที่เป็นวงกลม และในส่วนที่ไม่ได้เป็นข้อความ

ตัวอย่างของรูปภาพและ non-text elements คือ

– รูปภาพ, กราฟ, ชาร์ต, อักษรศิลป์ (word art), ส่วนตกแต่งและภาพพื้นหลัง, รูปภาพจากเว็บแคม, รูปถ่าย

– Infographics

– Image maps (ภาพแผนที่)

– Animations (แอนิเมชั่น)

– Graphic Buttons (ปุ่มกดกราฟฟิก)

– Captchas

ต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบของ non-text ที่คุณจะสามารถปรับเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นได้

 

Alt attributes       

          ภาพ alt attributes ใน SEO จะใช้เพื่อตั้งชื่อรูปภาพหรืออธิบายถึงรูปภาพและหารตั้งชื่อให้รูปภาพที่เราใส่ในเว็บไซต์จะช่วยให้บอทของ Google ค้นเจอรูปของเราได้ง่ายขึ้นแล้วเรายังสามารถเพิ่มตัวอักศรศิลป์ให้กับรูปภาพเพื่ให้ผู้ที่เข้าถึงเว็บเห็นชื่อรูปได้ชัดเจน เช่นในรูปต่อไปนี้:

Alt attribute.PNG

การเพิ่ม alt attributes เป็นสิ่งที่ดีสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับ SEO แต่มันก็ยังมีบางอย่างที่คุณจะต้องนึกถึงและตรวจสอบขั้นตอนต่อไปนี้ก่อนที่จะตั้ง alt attributes สำหรับผู้ที่ใช้งาน

 

Alt attribute do’s and don’ts:

ไม่ใส่ alt attribute ให้กับรูปภาพที่ใช้ตกแต่ง: Decorative images (รูปภาพที่ใช้ตกแต่ง) เช่นเมฆที่ใช้ตกแต่งในเว็บไซต์ประกันภัยไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อเพื่อเรียก traffic เข้าเว็บไซต์ การใส่รูปตกแต่งเว็บไซต์บางที่ไม่จำเป็นต้องใส่ alt attribute สำหรับทุกรูปให้ทำเป็น alt=”” (null)

ไม่ใช้ alt เมื่อมี link ที่เป็นข้อความ: ถ้ารูปภาพเป็น link และมันมี link ข้อความที่ติดอยูข้างรูปภาพให้ใช้ alt=”” (null) สำหรับรูปภาพ แล้วให้ link ที่เป็นข้อความส่งตรงไปยังเว็บไซต์ที่ได้ตั้งไว้หรือส่งไปที่หัวข้อ การทำแบบนี้จะช่วยให้ SEO ติดอันดับได้ง่ายขึ้นแต่ในกรณืแบบนี้เราแนะนำให้ใช้ alt attributes สำหรับรูปภาพที่จะส่ง link ไปยังเพจของเว็บไซต์ที่คุณต้องการให้ SERPs เจอคุณ

ให้ตั้งชื่อ alt สั้น หรือ เพิ่มคำอธิบายภาพ (captions): เราแนะนำให้คุณตั้ง alt attribute สั้นและมีความหมายตรงกับรูปให้พอเข้าใจก็พอแล้วเราะไม่แนะนำให้คุณตั้ง alt attribute เกิน 125 ตัวอักษร แต่ถ้าคุณมีรายละเอียดที่ยาวเกี่ยวกับรูปภาพที่ใส่ลงในเว็บไซต์ให้คุณเขียนเป็นข้อความและใส่ลงในเพจเลยไม่ตั้งไปตั้งเป็น alt

อย่าอัด keyword ใส่มากจนเกินไป-เขียนให้เป็นธรรมชาติ: ไม่ควรใส keyword ใน alt attribute มากจนเกินไป เพราะมันจะทำให้ SEO ของเว็บไซต์คุณดูมีความสับสนเพราะคุณยัด keyword ใส่กับรูปภาพตกแต่งมากเกินเพราะจะทำให้บอทของ Google สับสนว่าคุณต้องการเอารูปให้ติดอันดับหรือต้องการให้เว็บไซต์ติดอันดับมากกว่ากัน

 

Image captioning (การเพิ่มคำอธิบายของภาพ)

          Google สามารถจับกลุ่มข้อความที่อยู่ใกล้รูปภาพเพื่อให้ attribute ข้อความเหล่านั้นเป็นคำบรรยายของรูปภาพได้โดยการเพิ่มคำอธิบายภาพ (captions) ขึ้นให้เอง ดังนั้นการมีข้อความใกลฃ้กับรูปภาพอาจมีผลกระทบในอันดับได้

Image captioning do’s and don’ts:

ไม่ใส่ alt attribute ถ้ารูปภาพมีคำบรรยาย: ถ้ารูปภาพของคุณมีคำบรรยายให้หลีกเลี่ยงการใส่ alt attribute ให้กับรูปภาพนั้นแม้ว่าการทำแบบนี้จะช่วยในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์แต่มันจะมีผลกระทบต่อการติดอันดับของ SERPs ได้

ให้บรรยายเพิ่มเติมในคำอธิบาย (captions) 

ตัวเลือกเพิ่มเติม: ใช้ <figcaption> tag: <figure> และ <figcaption> tags สามารถใช้สำหรับรูปภาพหรือในส่วนต่างๆของเพจ <figure> ตามหลักการของภาษา HTML แล้ว หมายถึง การแสดงให้เห็นเป็นภาพ ส่วน <figcaption> นั้น คือ การอธิภายสิ่งที่เป็นภาพนั้นเพิ่มเติม ดังนั้นการใส่รายละเอียดเพิ่มเติมพวกนี้อาจจะช่วยในอันดับของเว็ฐไซต์ได้

 

Text-as-images

            เหตุผลเดียวกันกับการเข้าถึงข้อมูลของ SEO คือต้องหลีกเลี่ยงการใช้ข้อความเป็นภาพ ควรจะหลีกเลี่ยงให้ภาพมีคำบรรยายติดอยู่บนภาพเพราะจะทำให้บอทของ Google อ่านข้อมูลไม่ได้ เพราะการมีข้อความในรูปภาพอาจจะทำให้ข้อความเล็กมากแล้วผู้ใช้งานต้องใช้การขยายเพื่อให้อ่านได้ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานอ่านได้ยาก

 

Text-as-images do’s and don’ts:

– ไม่ใส่ข้อความที่สำคัญในรูปภาพ: แต่ถ้าคุณต้องการอธิบายความสำคัญของรูปภาพให้ตั้ง alt attribute แทนการใส่ข้อความนรูปภาพ

พิจราณาข้อความที่แท้จริงให้เป็นทางเลือก: สำหรับข้อความที่คุณต้องการให้แสดงผลตามที่คุณได้วางไว้ให้ใช้ HTML + CSS หรือใช้ SVG (Scalable Vector Graphics)

 

Infographics

          การใช้ Infographic เป็นสิ่งที่มีความยอดนิยมในการทำ SEO เพื่อให้ link ของเว็บไซต์มีความสนใจมากขึ้น

สำหรับการเข้าถึงข้อมูลและแสดงผลเพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจข้อมูล/เนื้อหาได้ง่ายขึ้น Infographic ย่อมาจาก Information Graphic คือ ภาพหรือกราฟิกซึ่งบ่งชี้ถึงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ ตัวเลข ฯลฯ เรียกว่าเป็นการย่นย่อข้อมูลเพื่อให้ประมวลผลได้ง่ายเพียงแค่กวาดตามอง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้คนในยุคไอทีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลซับซ้อนมหาศาลในเวลาอันจำกัด และให้คุณพิจราณาการใช้สีสำหรับผู้ที่ตาบอดสีด้วยจะได้ไม่มีปัญหาเมื่อมีผู้ใช้งานที่ตาบอดสีเข้ามาอ่านหรือใช้งานบนเว็บไซต์

การใส่และตั้งชื่อของ <Infographic> tag จะช่วยให้คุณเพิ่มคำอธิบายได้ยาวมากขึ้นจะได้มีคำอธิบายอย่างละเอียด (คุณสามารถพิจราณาการเพิ่ม Infographic ได้ตามข้อในด้านล่างนี้)

 

Infographic do’s and don’ts: ื

– ไม่อธิบายรายละเอียดทั้งหมดใน alt attribute: ใช้ alt attribute ตามหลักเกณที่ควรใช้ไม่งั้นก็ให้ตั้งรายละเอียดที่ยาวเป็น description เลย

ปฏิบัติไปตามความต้องการในความคมชัดของสี: ให้คิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าสำหรับสีที่จะใช้ใน infographic ที่จะใส่ไว้บนเว็บไซต์

พิจราณาการเพิ่มคำอธิบายด้วย ARIA: ARIA (Accessible Rich Internet Application) attribute เป็นการเพิ่มคำอธิบายสำหรับรูปภาพที่เป็น alt attribute ให้บันทึกส่วนนี้ไว้เพราะบางทีรูปภาพ alt ที่มีข้อความอาจจะเกิดการอธิบายซ้ำได้

การใช้ longdesc attribute: การตั้งชื่อภาพด้วย longdesc attribute นี้ จะช่วยส่ง link ให้กับบอทเพื่อที่จะอ่านคำอธิบาย (description) ที่ยาวสำหรับภาพต่างๆได้ (แม้ว่าจะอยู่ในเพจหรือในเพจอื่น) แต่ longdesc attribute ไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีและไม่ได้อยู่ในเทคนิคของการทำ SEO

–  พิจราณาการเลือกซ่อนข้อความ: สามารถดูตัวอย่างการซ่อนข้อความได้ที่ (https://developer.yahoo.com/blogs/ydn/clip-hidden-content-better-accessibility-53456.html) ที่ซ่อนไว้เป็น CSS clip ใน  iFrame HTML

ใช้โปรแกรม CSS สร้าง infographic ของคุณ: ถ้าใช้โปรแกรมนี้สร้างจะเป็นทางออกที่ดี ด้านล่างนี้เป็นภาพ infographic 2  ภาพที่แสดงผลใน Google ภาพแรกเป็นไฟล์ภาพที่มีข้อความและมีลิงค์ในด้านล่างของภาพ ส่วนอีกภาพเป็น infographic ที่ข้อความมี index และมี links ที่สร้างผ่าน HTML+CSS

ภาพด้านซ้าย: Infographic เป็นภาพ (ในหน้าเพจยังให้ข้อมูลของข้อความใน infographic ในเพจด้วย)

ภาพด้านขวา: ภาพ infographic เป็น HTML ที่ออกแบบโดย CSS (http://throup.org.uk/infographic/)

Infographic by CSS

คุณจะเห็นได้ว่าภาพเหมือนกันมากจนแยกความแตกต่างไม่ได้เลย

เราจะมาดู code ของภาพ infographic ที่แสดงผลใน Google cache ว่าจะออกมาในรูแปบบไหนในภาพด้านล่างนี้

ภาพด้านบน: Google cache (บางส่วน) ข้อความของภาพ infographic จะปรากฏขึ้นที่เพจของภาพ infographic

ภาพด้านล่าง: Google cache (บางส่วน) ของข้อความ infographic ในภาพ infographic จะอยู่ที่ CSS infographic page

infographic

infographic css.jpg

ทั้งสองแบบนี้เป็นผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาที่สามารถอ่านได้เลย รูปแบบที่ทำโดย CSS ไม่ได้ทำสำเนาของข้อความไปใส่เป็นเนื้อหาในเว็บไซต์ให้กับผู้ที่มาเข้าชมได้อ่าน

ส่วนในเวอร์ชั่น CSS รูปแบบ ขนาดของหัวข้อ และขนาดของตัวอักษร จะจัดวางได้ดีกว่า เพื่อให้ผู้ที่ใช้งานหรือผู้เยี่ยมชมอ่านได้ง่ายขึ้น สามารถดูตัวอย่างของ hidden text ได้ที่ https://moz.com/blog/seo-accessibility-formatting-and-links

 

Image & non-text element tools & resources (เนื้อหาและข้อมูลเพิ่มเติ่มสำหรับองค์ประกอบภาพและเครืองมือเพื่อใช้ในส่วนที่ไม่ใช่ข้อความ)

 

Video transcription, subtitling, and captioning

 

Video transcription (คำอธิบายของวิดีโอ)

          Video transcription คือข้อความที่เป็นคำอธิบายที่มาพร้อมกับวิดีโอ การใส่ Video transcription มีประโยชน์สำหรับวีดีโอคุณอย่างแน่นอน เพราะจะสามารถช่วยให้คนที่หูหนวกหรือใบ้เข้าใจถึงความหมายของวีดีโอได้เพราะคนที่ไม่ได้ยินเสียงหรือไม่ถนัดในการฟังสำเนียงการพูดของต่างถิ่นจะไม่มีทางเข้าใจถ้าดูแค่วิดีโอเฉยๆ เราจึงต้องเพิ่มคำอธิบายที่เป็นประเด็นสำคัญของวิดีโอแนบไปด้วย

Search engine มีความคล้ายคลึงกันกับ video transcription เพราะมันเป็นการเพิ่มคำอธิบายของวิดีโอให้เป็นข้อความ/content

 

Video subtitling and captioning (การใส่ซับไทเทิลและคำบรรยายภาพในวิดีโอ)

          การใส่ซับไทเทิลและคำอธิบายไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันง่ายๆ เพราะมันเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาพอสมควร ซับไทเทิลจะบรรยายในส่วนของบทสนทนา ส่วน captioning (คำบรรยายภาพ) จะบรรยายเสียงอื่นๆที่ไม่ใช่บทสนทนา เช่น เสียงเพลง เสียงเอฟเฟค และเสียงตรวจสอบระบบลำโพง

ตัวเลือกสำหรับเนื้อหาที่จะเพิ่มในวิดีโอของคุณ:

–  ให้เพิ่ม transcript ของวิดีโอเป็นเนื้อในเพจ: คุณสามารถเพิ่ม transcript ของวิดีโอใส่ในหน้าเว็บเพจเดียวกันได้เหมือนในตัวอย่างในลิงค์ต่อไปนี้ (http://www.manythings.org/b/e/5000/) ซึ่งคุณสามารถพิมพ์ transcript ด้วยตนเองหรือใช้เครื่องมือมาช่วยก็ได้

การใช้ HTML5 <video> and <track>: ใช้ HTML5 เพิ่มองค์ประกอบของ <track> tag on a <video> หรือ <audio> จะช่วยให้คุณเพิ่มวิดีโอในหน้าเว็บเพจได้พร้อมกำหนดคำอธิบาย (transcription) ของวิดีโอให้เป็นไฟล์ a .vtt และข้อดีของการมีไฟล์ a .vtt คือ google จะสามารถนำข้อความ/คำบรรยายของวิดีโอไป index ได้

–  เพิ่ม interactive transcription ให้กับวิดีโอ: ลองใช้บริการที่จะสร้าง interactive transcription ให้กับวิดีโอดู เพราะทันคือการถอดเอาคำพูดทุกคำมาบรรยายแล้วบอกเวลาคร่าวๆของประโยคเหล่านั้นและเมื่อเราคลิกที่ประโยคในสคริปวิดีโอจะเล่นตรงนาทีของประโยคนั้น สามารถดูตัวอย่าง timed transcript ได้ในลิงค์ต่อไปนี้ (http://www.ted.com/talks/amit_sood_every_piece_of_art_you_ve_ever_wanted_to_see_up_close_and_searchable/transcript?language=en)

YouTube transcripts, subtitles และ closed captions: YouTube จะจัดการในการตั้งหัวข้อหรือเพิ่มคำบรรยายต่างๆโดยอัตโนมัติและ transcript ที่ได้เขียนขึ้นมาโดยอัตโนมัติจะต้องผ่านการตรวจสอบเป็นประจำแล้วการที่คำอธิบายของคุณมีลิงค์หรือคลิปเสียงต่างๆมาแทรกจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดแล้ว search engine จะเห็นเป็นแค่ตัวอักษรที่ไม่มีความหมาย

 

Video accessibility do’s and don’ts:

ให้เพิ่มวิดีโอ transcript: เวลาและความพยายามจะทำให้ได้ transcript (คำอธิบาย) ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าและจะช่วยให้ search engine กับผู้ที่เข้าชมวิดีโอเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะมีข้อความหรือคำอธิบายของวิดีโอนั้น

ให้อัพโหลดแล้วแก้ไข transcript และ captions ใน YouTube: การที่ YouTube ได้ตั้งคำบรรยายภาพให้โดยอัตโนมัติจะเป็นตัวอักษรที่ไม่เป็นภาษาเขีนน ดังนั้นคุณจึงต้องตามไปตรวจสอบแล้วแก้ไขให้ถูกต้องทุกครั้งเมื่อได้อัพโหลดวิดีโอ เพื่อให้ search engine ค้นพบวิดีโอของคุณได้

– ให้ขยายความในคำอธิบาย: อธิบายเพิ่มเติ่มในเนื้อหาหรือข้อความที่เราได้ตั้งไว้กับวิด๊โอ เช่น เพิ่มชื่อของผู้ที่บรรยาย ชื่อเพลง และเสียงประกอบในวิดีโอด้วย

ไม่สแปม: อย่าใส่ keyword ใน transcript ของวิดีโอมากเกินไป มันไม่ดีต่อประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้และถ้าอัดคีย์เวิร์ดแบบนั้นอาจจะทำให้ search engine มองข้าม transcript ของคุณได้เลย ดังนั้นให้เขียนคำอธิบายตามความเหมาะสมหรือเสมือนจริงที่สุด

 

Video accessibility tools & resources (เครื่องมือสำหรับวิดีโอ และ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม)

  • คำแนะนำสำหรับการสร้างไฟล์ Transcript (https://support.google.com/youtube/answer/2734799?hl=en)
  • วิธีเพิ่ม captions ในวิดีโอบนหน้าเว็บเพจ (http://www.washington.edu/accessibility/videos/web/)
  • การเพิ่ม transcript ในเว็บไซต์: ทำให้ผู้ใช้งานคนอื่นรู้จักวิดีโอและการถ่ายทอดของคุณ (http://www.uiaccess.com/transcripts/transcripts_on_the_web.html#justdoit)
  • Media Accessibility Checklist: รายการของการเข้าถึงมิเดียที่คุณต้องตรวจสอบ (https://www.w3.org/WAI/PF/HTML/wiki/Media_Accessibility_Checklist)
  • Deafness and the User Experience: ตัวเลือกสำหรับผู้ใช้งานและผู้ที่หูหนวก (http://alistapart.com/article/deafnessandtheuserexperience)
  • เครื่องมือสำหรับทำ transcript และ บริการอื่นๆอีกมากมาย:
    • Amara volunteer or paid transcription services
    • Wistia captioning
    • 3Play interactive captioning
    • ProTranscript basic or interactive transcription
    • CaptionBox interactive transcripts (has WordPress plugin)
    • SubPLY embeddable, customizable, interactive transcripts
    • Dotsub captioning & translation
    • YouTube: อัพโหลดวิดีโอของคุณ ดาวน์โหลด transcript วิดีโดโดยอัตโนมัติ และคุณสามารถมาแก้ไขหรือเปลี่ยนคำอธิบายของคุณได้ในภายหลัง
    • ซอฟต์แวร์การจดจำเสียง. ซึ่งมีตัวเลือกให้เลือกเป็นจำนวนมาก เราควรจะจำไว้ว่าการจดจำเสียงของคุณหรือฟังเสียงแล้วซอฟต์แวร์สามารถบรรยายเป็นอักษรออกมาได้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในขั้นตอนนี้

 

Cr. (https://moz.com/blog/seo-accessibility-images-video)

 

I Can’t Drive 155: Meta Descriptions in 2015

หลายปีที่ผ่านมานี้พวกเราได้แนะนำให้ผู้ทำ SEO เขียน Meta Description สั้นๆที่มีตัวอักขระไม่เกิน 155-160 ตัวอักษร แต่หลายเดือนที่ผ่านมานี้มีผู้ใช้งานจำนวนมากส่งตัวอย่างของ search snippets ที่ทำผิกกฎเหมือนในภาพด้านล่างนี้

search snippets1

ในภาพนี้คุณจะเห็นได้ว่าเว็บไซต์นี้มี meta description ที่ยาวเกินจำนวนที่เราเคยแนะนำไว้และมีมากถึง 317 ตัวอักษร ดังนั้นเราจึงไปค้นหาข้อมูลแล้วตรวจสอบว่า search snippets ของเว็บไซต์ต่างๆจำนวน 92,669 เว็บไซต์ในเดือนเมษายน 2015

 

The Basic Data (ข้อมูลเบื้องต้น)

          ความยาวของ snippets เคยอยู่ที่ 0 อักขระ เคยมี 69 zero-length snippets แต่ส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของกล่องคำตอบที่เป็น organic แต่ไม่มี snippet ในอีกทางหนึ่งการค้นหาเหล่านี้ถูกแยแยะผิดแล้วเป็น organic ได้โดยโค้ดของเรา ยกตัวอย่าง zero-length snippets ที่เป็น organic แต่ไม่มีการ snippet เช่นเว็บไซต์ข้างล่างนี้ “chichen itza”

chichen itza

Zero-length snippets เหล่านี้ถูกถอดออกจากการวิเคราะห์ต่อเนื่องแต่พิจารณาให้มี 0.07% ของข้อมูลแต่มันได้ส่งผลกระทบต่อข้อสรุปทั้งสองวิธี non-zero snippet ที่สั้นที่สุดและถูกต้องตามกฏมีแค่ 7 ตัวอักษรที่แสดงถึงชื่อเว็บไซต์ตาม meta description ของเว็บไซต์นั้น ตามรูปภาพในด้านล่างนี้

shortest snipper

Snippet length ที่ยาวที่สุดในการค้นหาวันนั้นมี 372 ตัวอักษรที่เว็บไซต์แสดงขึ้นในการค้นหาของ “benefits of apple cider vinegar” ตามรูปภาพด้านล่างนี้

maximum snippet

 

ความยาวปกติของ snippets เคยอยู่ที่ 143.5 ตัวอักขระและความยาวเฉลี่ยอยู่ที่ 152 ตัวอักษร แต่มันก็สั้นกว่า snippets อื่นๆที่อยู่ในหน้าการค้นหาของ Google ดังนั้นเราจะพาเจาะลึกลงไปอีกในหัวข้อนี้

 

The Bigger Picture (เจาะลึกในหัวข้อ)

 

          เพื่อที่จะมองเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ลองมาดูการแสดงผลความยาวของ snippets ทั้งหมด 92,600 snippet (ที่มี non-zero length) ให้ดูในรูปกราฟต่อไปนี้ที่แบ่งเป็น 20 อักขระต่อช่อง (0-20, 21-40,ฯลฯ):

SERP Snippet

61.1% เปอร์เซ็นต์ของ snippets ที่ถูกตัดจะอยู่ในกลุ่มอักขระที่ 141-160 ส่วน snippets ที่สั้นกว่ากลุ่มนี้จะไม่ถูกตัดอย่างแน่นนอน และมีบางกลุ่มที่ทำผิดกฎด้วย ประมาณ 1% (1,010) ของ snippets ที่อยู่ในชุดข้อมูลของเราวัดค่าเฉลี่ยความยาวได้ที่ 200 อักขระขึ้นไป แม้จำนวนอาจจะไม่ได้มากแต่มันมีความสำคัญมากพอที่จะนำมาใช้อย่างจริงจัง

 

ที่เห็นตอนนี้คือช่องอักขระที่ 141-160 จะเด่นและบังอย่างอื่น ดังนั้นเราจะซูมเข้าอีกเพื่อดูข้อมูลในช่วงที่ตัด (cut-off range) และให้ดู snippets ในกลุ่มอักขระที่ 120-200 ให้ดูในรูปกราฟต่อไปนี้ที่แบ่งเป็น 5 อักขระต่อช่อง (120-125, 130-135,ฯลฯ):

snippet cut length 120-200

ซูมเข้ากลุ่มอักขระเพื่อดูค่าเฉลี่ยความยาวของ snippets จะเห็นได้ว่าส่วนมากความยาวจะอยู่ที่ 146-165 อักขระ มีข้อยกเว้นหลายอย่างสำหรับการเขียนด้วย 155-160 ตัวอักษร แต่ส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้น

 

สุดท้ายนี้เราจะซูมเพื่อดูพวกที่แหกกฏ ต่อไปนี้จะเป็นแจกแจงการแสดงผลของ snippets ที่แสดงผลมากกว่า 191+ อักขระ ให้ดูในรูปกราฟต่อไปนี้ที่แบ่งเป็น 10 ตัวอักษรต่อช่อง  (191-200, 201-210, ฯลฯ):

Snippet broken rules

ในกราฟนี้จะเห็นได้ว่าแกน Y จะเล็กกว่าสองกราฟที่ผ่านมาแต่ในการฟนี้มีการกระจายข้อมูลที่เหมาะสมที่สามารถแสดงข้อมูลมากกว่า 300 อักขระ

มันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะบอกว่าเราถูกตัดอักขระของ snippets กี่ตัวโดย Google ถ้าเราไม่เปิดดูต้นฉบับของ meta description tag แต่เรายังมี proxy

Snippets ที่ถูกตัดคำตรงท้ายประโยคออก (…) ซึ่งมีคำอธิบายหลายเว็บไซต์จะมีจุดแสดงแทนตรงท้ายของคำอธิบาย (description) ในข้อมูลชุดนี้จะมี snippets ที่ถูกตัดคำตรงท้ายประโยคแล้วสิ้นสุดด้วยการละใส่จุด (…) มากถึง (52.8%) ดังนั้นเรายังเห็นคำอธิบาย (Meta description) ถูกตัดออกเป็นจำนวนมาก

เราควรเพิ่มคำอธิบายตรงนี้เพราะมันแตกต่างจากการใส่ชื่อเรื่อง/หัวข้อ (titles/headlines) เพราะหลักเกณฑ์การตัด snippets ของ Google ไม่มีความชัดเจนว่าจะตัดออกด้วยจำนวนความกว้างของพิกเซลหรือนับจำนวนของตัวอักษร ในหลายกรณี Google จะตัดคำออกในท้ายของบรรทัดที่สองแต่บางครั้งก็ตัดออกก่อนจะถึงท้ายและบางทีก็ตัดความหมายออกเป็นคำๆด้วย ซึ่งจะสามารถทำให้ความหมายเปลี่ยนไปได้

 

The Cutting Room Floor (การตัดคำ)

รายละเอียดของจำนวนเว็บไซต์ที่ Google ได้ตัดแล้วดัดแปรง meta descriptions มันยากที่จะบอกจำนวนที่แท้จริงเพราะ Google ได้ดัดแปงคำอธิบายของเว็บไซต์เป็นจำนวนที่มากจริงๆ บางอันก็ถูกแก้ไขเล็บน้อยและบางอันก็ถูกแก้ไขในส่วนหลัก ยกตัวอย่าง การถูกแก้ไขเล็กน้อยโดย Google คือการที่ Google จะเพิ่มคำเล็กๆหรือวันที่ของการโพสต์ใส่ เช่น snippet ของการค้นกาเรื่อง “chicken pox” ตามรูปต่อไปนี้:

chicken pox

ด้วยการเพิ่มวันที่และการตัดท้ายประโยคด้วยจุด(…) snippet นี้มีความยาวที่ 164 อักขระ ซึ่ง Google ไม่ได้นับเนื้อหาที่ถูกเพิ่มมาจาก meta description ของเว็บไซต์แค่ไม่ได้ใส่คำขึ้นต้น “Chickenpox” เพราะ Google ได้ตัด Keyword นี้ออก สำหรับมนุษย์เราจะดูออกเลยว่าเป็น meta description แต่บอทจะแยกแยะไม่ค่อยออกว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยหรือเขียนคำอธิบายใหม่

 

อีกตัวอย่างของการแก้ไข snippets และเพิ่มคำคือการเพิ่ม ผลการค้นหาขึ้นก่อน ตามภาพต่อไปนี้ :

Snippets results

ใน snippet นี้มีความยาว 172 อักขระ แล้ว Google ยังปล่อยให้คำอธิบายเว็บไซต์มีความยาวถึงสามบรรทัด  ดังนั้น Google ไม่ได้นับอักขระที่เพิ่นในการแก้ไข

 

Snippets ในชุดข้อมูลของเรามี 11.6% ที่ได้ดัดแปลงและเขียนใหม่โดย Google ดังนั้นการเพิ่มคำหรือดึงคำอธิบายมาใส่ใหม่เป็นเรื่องปกติแม้ว่า Google จะเปลี่ยน meta description แต่คุณก็จะเห็นเป็นการแก้ไขที่เล็กน้อย

รูปต่อไปนี้เป็นอีกตัวอย่างของ snippet ที่ทำผิดกฎ

552d643f2caac3.13068465

คุณอาจจะสงสัยว่าทำไม snippet มีความน่าสนใจกว่าผลการค้นหาอื่นๆ ถ้าคุณเห็นตรงข้างบนของ SERPs คุณจะรู้ว่าเป็นเพราะอะไร

SERP snippets

Google จะดึงเอาข้อมูลในเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นรายการ ในบางกรณืข้อมูลใน snippets จะถูกแก้ไขแล้วส่งไปที่ answer box แทนแต่เขายังแสดงผลการค้นหาอื่นๆในหน้านั้นเหมือนเดิม

 

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ Google ได้ทำตัวอักษรเข้มให้กับ keyword ของเว็บไซต์ที่เป็นคำตอบแล้วใส่ใน answer box นั้นให้เลย เหมือนในรูปต่อไปนี้:

blog keyword

ให้สังเกตดูคำที่เป็นตัวหน้าคุณจะเห็นได้ว่าแต่แต่คำนั้นมีความหมายที่คล้ายกัน “fatigue”, “sore throat”, “fever”, “headache”, “rash”. ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มาจาก meta description แต่มาจากรายการที่เรียงอยู่ในเพจของเว็บไซต์ Google พยายามที่จะใช้ snippet ตอบปัญหา ทุกวันนี้การติดอันดับใน SERPs มันมากกว่าแค่การใช้ keywords

 

The Final Verdict (บทสรุปของทั้งหมด)

 

ทั้งหมดที่บรรยายมาในบทความนี้อาจจะดูสับสันเป็นเพราะมันยากและมีความสับสนจริงๆ ทุกวันนี้ Google มีข้อกำหนดกับ snippets มากขึ้น เช่นการเพิ่มรายละเอียดให้มีความน่าสนใจมากขึ้นหรือมีรายละเอีดที่สามารถตอบคำถามได้

เรามาย้อนดูกันว่าสรุปแล้วเราต้องขัยน meta description ด้วยอักขระจำนวนเท่าไรถึงจะถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของ Google แต่ละ snippets ยังตรวจสอบและใช้ความยาวของอักขระอยู่ที่ระหว่าง 145-165 อักขระแล้วทำตามกฏเกณฑ์ที่เขาได้ตั้งไว้ ส่วน snippets ที่มีความยาวเกินเกณฑ์จะเป็น snippets ที่ Google เพิ่มคำหรือดึงเนื้อหาเข้ามาให้ ดังนั้นเราก็ต้องเขียนคำอธิบายของ snippets อยู่ตามหลักเกณฑ์ที่เขาได้ตั้งไว้ให้ที่มีความยาวไม่เกิน 155 อักขระ ด้วย keyword ในคำอธิบายด้วย
Google จะได้พบเว็บไซต์ของเราแล้วนำเข้าอันดับของ SERPs ได้

 

(Cr. https://moz.com/blog/i-cant-drive-155-meta-descriptions-in-2015)

 

 

 

 

 

Title Tag Length Guidelines: 2016 Edition (แนวทางการเขียนหัวข้อเรื่องในปี 2016)

แนวทางการเขียนหัวข้อเรื่องในปี 2016 

          เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา Google ได้ทำการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับความกว้างของคอเลิมที่เพิ่มขึ้นจาก 512 พิกเซล เป็น 600 พิกเซล( เพิ่มขึ้น 17%) พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ Google ได้เพิ่มความยาวของชื่อเรื่องในผลการค้นหา

Title Length

จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า หัวข้อเรื่อง (Title Tag) จะแสดงผลของตัวอักษรได้จำนวนเท่าไร? ตอนที่ Google ได้ออกแบบ SERPs ในปี 2014 เราได้แนะนำให้ ใช้ชื่อเรื่องด้วยอักขระไม่เกิน 55 ตัว แต่เมื่อเพิ่มอีก 17% นั้นหมายความว่าเราจะทำงานกับ 9 อักขระที่ต้องเพิ่มอีกด้วย

 

Not so fast, my friend…   (อย่าเพิ่งรีบทำ,ให้ใจเย็นไว้ก่อน)

นี้เป็นจุดเริ่มต้นของความยุงยากทั้งหลายเพราะการหาคำมาเติมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คุณคิดเอาไว้เพราะมันไม่ใช่แค่นับตัวอักษรใส่ให้ครบจำนวน แต่คุณต้องพิจารณาสามสิ่งที่จะเป็นปัญหาได้ ดังต่อไปนี้

(1) Character widths vary. (ความกว้างของอักขระที่แตกต่างกัน)

          Google จะใช้รูปแบบตัวอักษร Arial เพื่อแสดงผลของผลลัพธ์การค้นหาเพราะ Arial เป็นรูปแบบตัวอักษรที่เป็นสัดส่วนที่สุด ในแต่ละคำจะมีขนาดความกว้างที่แตกต่างกันออกไป เช่น ตัว “W” ใหญ่จะกินพื้นที่มากกว่า ตัว “l” ความกว้างในการแสดงผลนั้นจะวัดเป็นพิกเซลไม่ใช่จำนวนของตัวอักษรที่มีอยู่ในคำ ดังนั้นคุณควรจะหาคำที่จะสื่อถึงเว็บไซต์ด้วยตัวอักษรที่ไม่ยาวมากเพื่อให้หัวข้อเรื่องของเว็บไซต์แสดงผลครบในผลการค้นหา

title vary

(ตัวอย่างของการตั้งชื่อเรื่องของเว็บไซต์)

ในหัวข้อชื่อเรื่องนี้มีตัวอักษร “I” 14 ตัว, ตัวอักษร “t” เล็ก 10 ตัว และเครื่องหมายวรรคตอน 3 จุด เวลาสร้างตัวอักษรให้นับตัวอักขระด้วยและถ้าคุณตั้งหัวข้อเว็บไซต์คุณได้ไม่เกิน 77 อักขระจะสามารถช่วยทำให้คุณนำหน้าอันดับได้อย่างแน่นอน

(2) Titles break at whole words. (การถูกตัดคำในหัวข้อเรื่อง)

ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ Google ได้ตัดคำที่ยาวเกินออกให้สั้นลงทันทีโดยที่ Google จะตัดตรงกลางของคำๆ เช่นคำในรูปข้างล่างนี้ที่ไม่สมควรจะมาตั้งเป็นหัวข้อเรื่องตั้งแต่แรกเพราะมีความยาวมากไปและจะไม่สามารถแสดงผลชื่อซ้ำได้อีกครั้งเนื่องจากพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะแสดง

Title breaks

(ตัวอย่างการตั้งหัวข้อเรื่องที่ผิด)

(3) Google is appending brands. (Google จะเพิ่มชื่อแบรนด์ในหัวข้อเรื่อง)

ในบางกรณีที่ Google กำลังตัวหัวข้อเรื่องของเว็บไซต์ที่มีแบรนด์ Google จะทำการตัวหัวข้อเรื่องให้สั้นและเพิ่มชื่อแบรนด์ลงตรงท้าย แต่น่าเสียดายที่การต่อท้ายชื่อแบรนด์แบบอัตโนมัติใช้พื้นที่มากซึ่งจะทำให้นับพลาดจากจำนวนของคุณ ยกตัวอย่างเช่น ผลลัพธ์หัวข้อเรื่องของเว็บไซต์ด้านล่างนี้ที่มีจำนวนอักขระที่น้อยที่สุดในฐานข้อมูลของเราซึ่งมีอักขระแค่ 34 ตัว

google brands.png

(ตัวอย่างหัวข้อเรื่อง เว็บไซต์แบบเติมชื่อแบรนด์ตรงท้าย)

ชื่อแบรนด์ของเว็บไซต์นี้คือ “The Homestead” ที่ถูก Google เพิ่มชื่อแบรนด์ใส่ตรงท้ายของหัวข้อเรื่องโดยอัตโนมัติแม้จะไม่ได้อยู่ใน <TITLE>tag. ของเว็บไซต์ก็ตาม คำต่อไปในหัวข้อเรื่องคือ “Accommodations” ดังนั้นการรวมกันของคำบรรยายที่ยาวและการเพิ่มชื่อของแบรนด์มีความเหมาะสมสำหรับหัวข้อเรื่องเมื่อถูกตัดแล้ว

 

Data from 10,000 searches. (ข้อมูลจากการค้นหา 10,000 ครั้ง)

 

          ตัวอย่างต่างๆอาจจะแนะนำคุณไปในทางที่ผิด ดังนั้นเราอยากจะพาคุณเจาะลงลึกในหัวข้อการค้นหานี้ ซึ่งเราได้ดึงข้อมูลในส่วนหัวข้อเรื่องที่ค้นหาด้วย Keyword ด้วยผลลัพธ์ของ 10,000 เว็บไซต์ แล้วต่อไปนี้เราจะให้ความสนใจกับหัวข้อเรื่อง (Title) ที่ถูกตัด

Title Lengths after cut

ในภาพกราฟข้างบนนี้มีการแจกแจงอย่างเป็นปกติที่มีค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานที่ประมาณ 63 แล้ว 63 จะเป็นตัวเลขที่เราจะใช้ในการตรวจสอบหัวข้อเรื่องของข้อมูลที่ได้มาจากกราฟผลลัพธ์นี้

เคล็ดลับง่ายๆในการเขียนหัวข้อเรื่อง (Title Tag) คือการเลือกจำนวนตัวเลขที่คุณคิดว่าหัวข้อเรื่องของคุณจะไม่ถูก Google ตัดหัวข้อเรื่อง (Title) ออกจากผลลัพธ์ นี้เป็นเปอร์เซ็นของหัวข้อเรื่องที่ถูกตัดออกเมื่อมีจำนวนอักขระเกินกำหนดที่ได้ตั้งไว้

– 55% ของหัวข้อเรื่องที่ถูกตัด >= 63 (+2) อักขระ

– 91% ของหัวข้อเรื่องที่ถูกตัด >= 57 (+2) อักขระ

– 95% ของหัวข้อเรื่องที่ถูกตัด >= 55 (+2) อักขระ

– 99% ของหัวข้อเรื่องที่ถูกตัด >= 48 (+2) อักขระ

ในการวิจัยเราอาจจะยึดติดอยู่กับระดับความเชื่อมั่น 95% หรือ 99% แต่ในการวิจัยเพื่อเลือกจำนวนอักขระในครั้งนี้คุณจะต้องเลือกที่ 90% เพราะมันยังให้เราเพิ่ม +2 อักขระ ดังนั้นเราขอแนะนำให้คุณเขียนหัวข้อเรื่อง (Title) ของคุณไม่เกิน 60 อักขระ (57+2 = 59)

ให้คุณนึกไว้เสมอว่าการถูกตัดคำจาก Google ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายและเสียหายเพราะบางที่การถูกตัดคำจาก Google อาจจะช่วยให้เว็บไซต์คุณได้อัตรา click-through เพิ่มขึ้นก็ได้ แต่มันก็ขึ้นกับว่าคุณจะโชคดีหรือไม่ เช่น

cut-off.png

ในตัวอย่าง หัวข้อเรื่องนี้ได้ตัดคำออกไปหนึ่งคำแล้วเรายังไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้อความจะถูกตัดออกในตำแหน่งที่จะทำให้สับสนได้ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์รายงานสถานการณ์ที่เป็นอันตรายของ The International Association of Assemblages of Assassin Assets.

ก่อนที่จะออกแบบใหม่ เขาควรจะเริ่มที่การเปลี่ยนหัวข้อเรื่องก่อน เพราะมันไม่ได้ช่วยส่งเสริมอะไรให้กับโพสต์เลย แต่เมือเราเริ่มที่จะไปแก้ไข้มันก็สายเกินไปแล้ว ดังนั้นให้คุณคิดและออกแบบหัวข้อเรื่องให้ดีก่อนที่จะนำไปใช้กับเว็บไซต์จริงๆ

 

So, that’s it then, right? (ดังนั้น เราจะเสร็จแค่นี้ ใช่ไหม?)

ไม่ เรายังไม่เสร็จเพราะคุณจะต้องหาข้อมูลและรายละเอียดของการเขียนหัวข้อเรื่องเป็นประจำ การที่ Google มีวิวัฒนาการเพิ่นขึ้นและได้มีการปรับให้เข้ากับอุปกรณ์ที่กว้างขึ้น เราสามารถคาดหวังให้พวกเขาปรับและทดสอบขนาดการแสดงผลของหัวข้อเรื่องได้อย่างต่อเนื่อง ในความเป็นจริงแล้วพวกเขากำลังทดสอบรูปแบบ card-style ใหม่สำหรับเดสก์ท็อป SERPs ที่ผลลัพธ์จะแสดงผลเป็นกล่องเหมือนในรูปตัวอย่างด้านล่างนี้

boxed format

แต่เราก็ไม่แน่ใจหรอกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถาวรหรือไม่เพราะยังมีรูปแบบแคบมาปรากฏขึ้นในเครื่องของผู้ใช้งานจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าการออกแบบให้มีกล่องหัวข้อเรื่องแบบนี้ถูกนำมาใช้งานอย่างถาวรคุณก็เตรียมตั้งหัวข้อเรื่องเว็บไซต์ให้มีอักขระไม่เกิน 60 ตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดคำ

(Cr. https://moz.com/blog/title-tag-length-guidelines-2016-edition)

How to do Keyword Research in 90 Minutes

วิธีการค้นหาและวิเคราะห์ Keyword ใน 90 นาที

ทุกคนคงเคยมีช่วงเวลาที่ต้องทำงานอะไรหลายๆอย่างพร้อมกันจนไม่มีเวลาว่างที่จะมานั่งค้นหาข้อมูลหรือเทรนด์เกี่ยวกับ keyword และคุณไม่อยากเสียเวลาในการนั่งอ่านบทความต่างๆ ที่มีผลลัพธ์การค้นหามากถึง 15.4 ล้านเว็บไซต์ที่จะทำให้คุณแม่นยำในด้าน keyword ได้อย่างแน่นอนถ้าคุณอ่านครบทุกเว็บไซต์

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครมีเวลามาเปิดดู 15.4 ล้านเว็บไซต์ของผลลัพธ์และระบุว่าเว็บไซต์ไหนโพตส์เนื้อหาเป็นประจำ, เข้าประเด็น, หรือถูกต้อง จึงเป็นเหตุผลที่ผมตั้งข้อจำกัดให้แบ่งหมวดหมู่โดยเฉพาะและตารางระบุประสิทธิภาพเพื่อนำเสนอ keyword ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับ organic search

Keyword Research

เราจะเริ่มต้นศึกษาด้วยการตั้งลูกค้านามสมมุติขึ้น  Joey Antipodean เป็นชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ใน แมนฮัตตันและชอบจิงโจ้มาก เขาชอบจิงโจ้มากจนตัดสินใจทำเว็บไซต์ www.kangaroosnyc.com ขึ้นมาสำหรับคนที่ชื่นชมและชอบจิงโจ้เหมื่อนกันมาสอบถามหรือเล่าประสบการณ์และมี community ที่สือสัตย์และมีชีวิตชีวา

 

การใช้ชุดเครื่องมือของ Google

          อันดับแรก Joey ต้องติดตั้ง Google Analytics (GA) และ Google Webmaster Tools (GWT) และตั้งแต่ Google เลิกแสดงผลลัพธ์ของ keyword ใน GA เราจึงต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. เข้าไปที่ GA account ของ Joey แล้วคลิกตรงคำว่า “Acquisition” ในเมนูแถบตรงซ้ายมือ

2.ให้คลิกที่ “Source/Medium” ตรงใต้คำ “Acquisition”

  1. ในหน้าข้อมูลหลักให้คลิกตรงคำว่า “google/organic” (รูปภาพที่ 1)
  2. แล้วคลิกที่ “Secondary Dimension” ตรงใต้คำว่า “Behavior” แล้วคุณจะเจอ “Landing Page” (รูปภาพที่ 2)

1

(รูปภาพที่ 1)

keyword 2

(รูปภาพที่ 2)

แล้วคุณก็จะได้ตารางผลลัพธ์ของเว็บไซต์ที่ติดอันดับแรกๆ ที่จะช่วยให้คุณหา keyword ที่คุณต้องการได้จากการดูว่าเว็บไซต์นั้นมี traffic ที่ดีไหมและให้ดูว่าเนื้อหาของคุณคล้ายกับของเขาหรือเปล่าแล้วค่อยเลือกเอา keyword มาใส่ของเรา

keyword

 

แต่คุณสามารถหา keyword ที่เฉพาะและเจาะจงได้ด้วยการใช้ GWT เพราะ GWT จะช่วยให้คุณค้นหาและดูข้อมูลที่เฉพาะ, ความประทับใจ, อัตราคลิก, CTR และตำแหน่งเฉลี่ยบนหน้าเว็บ หลังจากนั้นในคลิกที่ “Search Traffic” ตรงซ้ายมือซึ่งแสดงข้อความสำหรับการค้นหาที่สามารถใช้ตัวกรองในการเอา traffic ของเว็บไซต์ที่มีแบรนด์ออกแล้วแสดงให้เห็นเฉพาะเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานคลิกเข้าไปดูจริงๆ แล้วทำให้ SERPs เห็นเว็บไซต์ http://www.kagaroosnyc.com ได้

Search

คุณสามารถเลือกตรงแถบว่าต้องการให้แสดงผลลับอันไหนได้ระว่างเว็บไซต์ยอดนิยมกับคำที่ค้นหายอดนิยม GWT มีการใช้งานที่แตกต่างจาก GA ตรงที่ GA จะแสดงผลให้เห็นแค่ URLs ของเว็บไซต์ต่างๆ แต่ GWT จะแสดงตาราง keyword ที่ใช้ละอัตราคลิกของคำนั้นๆ

3.png

 

เรามาเริ่มต้นด้วยการใส่ keyword ที่หาได้ใน GA และ GWA ลงใน Google Docs spreadsheet ก่อนแล้วค่อยมาเพิ่มจำนวนครั้งที่ถูกค้นหา ตอนนี้เราได้ข้อมูลมาแล้วและเราสามารถนำไปปรับปรุงคีย์เวิร์ดให้ดีขึ้นได้ ด้วยการใชเครื่องมือ Google Keyword Planner (GKP) เมื่อเข้าไปที่ GKP แล้วให้คลิกที่ “Search for new keyword and ad group ideas” และ ใส่คำว่า “kangaroos” ในช่องเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณและปล่อยช่องใส่ข้อความอื่นๆให้ว่างไปก่อนตอนนี้

GKP

GKP step

แล้วคลิกที่ “Get Ideas” ในด้านล่างของเพจ เมื่อได้ผลลัพธ์ให้คลิกที่ Click on “Avg. Monthly searches” เพื่อให้เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย

GPK 3

เมื่อคุณคลิกที่กลุ่ม Ad “Kangaroo” คุณก็จะได้ keyword ทีเป็นคำสั้นๆแต่ผลลัพธ์หลังจากนั้นจะเริ่มมี keyword ที่ยาวขึ้นและเป็นคำถามเช่น “Where do kangaroos live” ถูกค้นหาถึง 1,000 ครั้งต่อเดือน ดังนั้นคุณควรจะใส่ใจในเรื่องของคีย์เวิร์ดที่เป็นคำถามด้วย เพราะมันจะช่วยให้เราติดอันดับได้ใน SERPs โดยไม่ต้องไปแข่งแข่นกับเว็บไซต์ของ National Geographic, Wikipedia, และ zoos ได้

อีกเครื่องมืออันหนึ่งที่คนไม่ค่อยจะรู้จักกันคือ Google Instant ที่จะช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดได้โดยพิมพ์คำขึ้นต้นก่อนแล้วในการค้นหาจะเติมคำให้เอง เหมือนตัวอย่างในรูปภาพข้างล่างนี้

Google Instant

ให้รวบรวม keyword ที่คุณหามาได้ทั้งหมดและใส่ลงใน GKP ที่จะช่วยให้คุณหา traffic ในการค้นหานั้นโดยเฉพาะแล้วให้คลิกที่ “modify search” และคลิกตรกตัวเลือกให้ “Get search volume for a list of keywords or group them into ad groups” ก่อนที่จะโหลดกล่องขึ้นด้วย keyword ที่ต้องการ

 

ประเมินความเป็นจริง: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ที่มีอยู่แล้วหรือสร้างขึ้นมาใหม่?

คุณสามารถวิเคราะคีย์เวิร์ดของคุณได้ว่าจะสามารถแข่งขันในอันดับ SERPs ได้หรือไม่ มี Domain ที่มีความแข็งแกร็จหรือค่อนข้างอ่อนแอและไม่เป็นที่รู้จัก? คุณสามารถวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ได้โดย Moz’s Open Site Explorer ที่จะช่วยคุณตรวจสอบเว็บไซต์คุณได้ว่าจะสามารถแข่งขันใน SERPs และมีโอกาศติดอันดับในหน้าแรกได้ไหม ส่วนการค้นหายอดนิยม “what do kangaroos eat” ที่ถูกค้นหามากถึง 2,400 ครั้งต่อเดือน

What do kangaroos eat

what do kangaroos eat 2.png

ต่อไปนี้ให้คุณนำ keyword ที่สะสมมาใน Google Doc  มาเรียงจัดอันดับของปริมาณการค้นหาต่อเดือนและหา keyword ที่มีประสิทธิภาพสูงหรือ keyword ที่ใกล้เคียง หลังจากนั้นให้นำ keyword ที่ได้มาตรวจสอบความแปรปรวนในอันดับของ SERPs หากเราเห็นหน้าเดียวกันแสดงขึ้นซ้ำๆสำหรับการค้นหา แสดงว่าคุณไม่จำเป็นต้องใส่คำสั่งที่แตกต่างกันในหน้าอื่นๆของเว็บ คุณสามารถตัดบางส่วนออกเพราะคุณจะได้รับ traffic ที่เป็น organic ได้

สุดท้ายแล้วให้เลือก keyword ที่มียอดนิยมที่สุดและเลือกจากตาราง keyword ที่คุณเขียนเอาไว้ว่าคีย์เวิร์ดไหนจะนำ traffic มาให้เว็บไซต์คุณมากที่สุดที่มี title tag ประสิทธิภาพ แต่คุณยังไม่ได้ได้สร้างเพจหรือเว็บไซต์ให้ keyword เหล่านั้นดังนั้นให้อ่านในขั้นตอนต่อไป

 

Listen to the ideal audience (ค้นหากลุ่มเป้าหมาย

จากที่คุณได้ทำมาทั้งหมดยังเป็นแค่การหา keyword และประโยคที่คุณคิดว่าผู้ใช้งานจะค้นหาใน Google แต่คุณกำงลำเอียงเพราะคุณก็ต้องฟังความต้องการของผู้ใช้งานด้วย โดยการหาจากเพจโซเชียลต่างๆ ด้วยการใช้ hashtag และ keyword เพื่อค้นหาสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังสนใจและพูดถึงมากที่สุด

เช่น พิมพ์คำว่า “kangaroo pet” ในช่องการค้นหาใน Twitter แล้วคุณก็จะได้ผลลัพธ์ที่กว้างและหลากหลายที่ไม่ใช่แค่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการแต่อาจจะมีผลลัพธ์ของสิ่งอื่นๆที่คล้ายกัน การที่คุณค้นหาใน Twitter คงจะให้ไอเดียในการคิด keyword และเพิ่มใส่ใน GKP อย่างไรก็ตามการใช้คีย์เวิร์ดที่เป็นประโยคหรือยาวคงจะไม่ช่วยให้คุณมี traffic เข้าเพจได้มาก แต่ถ้ามันเป็นที่นิยมและพูดถึงมากในโซเชียลอาจจะทำให้มี traffic เข้ามามากก็ได้ ดังนั้นคุณควรจะเลือก keyword ที่เหมาะกับผลิตภันณ์/บริการของคุณ

นอกจากการใช้ Twitter และโซเซียลมิเดียต่างๆแล้วคุณสามารถใช้ฟอรั่มที่จำนำไปสู่คำถามและคำตอบที่ตอบโดยมนุษย์ไม่ใช่บอทที่ทำตามอัลกอริทึ่มที่ได้วางไว้ ปกติการโต้ตอบในฟอรั่มจะมีรายละเอียดสูงในการตอบคำถาม แต่ถ้าคำถามที่อยู่ในบล็คต่างๆนั้นมีผู้ใช้งานสนใจมากและถูกแชร์ไปในเพจต่างๆคุณก็ควรจะพิจราณาการใช้ keyword แบบ long-tail มากกว่า keyword แบบ short-tail

 

Demonstrate room for growth

คุณควรจะภูมิใจกับการได้ keyword จากการค้นหาในโปรแกรมต่างๆ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Joey Antipodean จะดูแลหรือแม้กระทั้งให้ความสนใจกับเว็บไซต์ของเขา ดังนั้นเราควรจะบอกให้เข้าใส่ใจในเรื่องของการอัพเดทเนื้อหาและรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่อยู่ในเว็บไซต์เพราะ SEO ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มาก บางที่เมื่อบอทไปตรวจเว็บไซต์แล้วพบว่าคุณได้อัพเดทสิ่งเหล่านั้นเป็นประจำอาจจะทำให้ติดอันดับขึ้นมาก็ได้

เว็บไซต์ที่เป็น e-commerce ควรจะสามารถให้ค่าเฉลี่ยของการสั่งซื้อ (AOV) สำหรับรายการ แต่ไม่ใช่ทุกเว็บไซต์ที่ Joey เป็นส่วนร่วมด้วยมารตการเปลี่ยนแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์ สมมุติว่าเว็บไซต์ www.kangaroosnyc.com ต้องการให้ผู้ใช้งานมาลงชื่อใช้อีเมล์และเข้าชมในอัตรา 3% และมีอีกมีห้าเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีทำคีย์เวิริดเฉพาะให้แต่ติดอยู่ในอันดับของ SERPs

เราจะใช้การประมาณค่าของอัตราคลิกเข้าข้อมูลเหมือนในกรณีศึกษาจากกราฟของ Advanced Web Ranking เราจะเห็นได้ว่าอัตราการคลิกในจุดที่สี่มีค่า 6.97% และมีการแสดงผลในเว็บไซต์ที่ติดในห้าอันดับนั้น 10,000  ครั้งต่อเดือน 697 จะเข้าไปถึงเว็บไซต์และจาก 697 นั้นจะมีแค่ 3% หรือ 21 คนจะลงทะเบียนแล้วให้อีเมล์ของเขา

Google Organic Click-Through Rates

สามารถอ่านรายล่ะเอียดเกี่ยวกับ Google Organic Click-Through Rates in 2014 ได้ที่ http://www.advancedwebranking.com/blog/google-organic-click-through-rates-2014/

 

แต่มันก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการหา keyword เราจะคาดหวังให้ keyword นั้นติดอยู่ในอันดับสูงๆจนมาหยุดอยู่ที่ตำแหน่งคงที่ ให้ทำตามขั้นตอนเดิมแต่ Google ให้ อัตราคลิกเป็น 31.24% ก็จะได้ย้ายไปอีกจุดหนึ่งจะได้อัตราคลิกถึง 3,124 คลิกด้วยการแสดงผล 10,000 ที่จะมีผู้ใช้งานมาลงทะเบียนอีเมล์เกือบ 94 หรืออาจมีเพิ่มถึง 74 คนถ้าคุณทำกระบวน keyword ให้ แต่สำหรับลูกค้าที่ทำเว็บไซต์ e-commerce เราจะสนใจเกี่ยวกับรายได้ของเว็บไซต์มากกว่าการนำคนมาลงทะเบียนในอีเมล์

Google Organic Click-through Rates 2

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างการหา keywords ให้กับเว็บไซต์ Kangaroos NYC เพื่อนำ traffic และอัตราการคลิกเข้าชมให้กับเว็บไซต์ แต่คุณก็ต้องหาข้อมูลและดูว่าลูกค้าของคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรก่อนแล้วค่อยลงมือเริ่มทำ และอย่าลืมเหตุผลที่คุณตั้งไว้ว่าจะทำให้เว็บไซต์ติดในอันดับที่สูงที่สุดของ SERPs ใน Google ดังนั้นคุณควรจะให้ความสำคัญกับข้อมูลและรายละเอียดต่างๆแล้วนำไปทำเว็บไซต์ของคุณ

 

Cr. https://moz.com/blog/keyword-research-in-90-minutes

 

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 11: Site Speed (ความเร็วของการโหลดเว็บไซต์)

 Part 11: Site Speed (ความเร็วของการโหลดเว็บไซต์)

 

  1. เพิ่มประสิทธิภาพในการโหลดของเว็บไซต์ (Site Speed)

การที่หน้าเพจเว็บไซต์โหลดเร็วจะทำให้มีโอกาสติดอันดับมากกว่าเพจ/เว็บไซต์ที่โหลดช้า

  1. ตรวจสอบความเร็วของเว็บไซต์ (Site Speed)

ตรวจสอบความเร็วของเว็บไซต์คุณได้ง่ายๆ ด้วยเครื่องมือ Pingdom  (http://tools.pingdom.com/fpt/)

  1. อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Google page speed Insights

          นำเว็บไซต์ของคุณไปตรวจสอบความเร็วของการโหลดใน Google page speed Insights เพราะ google ชอบเว็บที่โหลดได้เร็ว การที่เว็บของเราโหลดเร็วขึ้นทำให้ติดหน้าค้นหาใน google ได้ดีขึ้น

 

(Credit: https://ahrefs.com/blog/seo-tips)