Off Page SEO Checklist, Techniques & Optimization Tips

Off Page SEO Checklist, Techniques & Optimization Tips (เทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Off-page SEO ของเว็บไซต์)

Off Page SEO Checklist, Techniques & Optimization Tips
off page SEO.png

 

What is SEO Off Page Optimization? ( SEO Off Page มีความหมายว่าอย่างไร?)

          SEO Off Page คือ การทำ SEO รูปแบบหนึ่งที่มุ่งเน้นทำ SEO ด้านนอกเว็บไซต์ที่ทำให้เว็บไซต์ของเราดีขึ้น เช่นการสร้างลิงค์จากเว็บอื่นมาเชื่อม/เข้าสู่เว็บเราหรือที่เขาเรียกกันว่า backlink

ในบทความนี้เราจะให้เทคนิคการทำ SEO Off Page ด้วยรายการดังต่อไปนี้

Off Page SEO Checklist 2015

  1. Search engine submission
  2. Social Bookmarking
  3. Directory Submission Sites
  4. Article Submission Sites
  5. Blog Commenting
  6. Guest Posting
  7. Forums
  8. Infographic Submission
  9. Image Submission
  10. Slide Sharing
  11. Video Marketing
  12. Web 2.0
  13. Social Networking
  14. PDF Submission
  15. Questions & Answers

 

เทคนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ SEO Off Page

1) Search engine submission – Search engine submission เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้เว็บไซต์หรือบล็อกให้ search engine ค้นหาและพบเจอได้ง่าย เช่นใน Google, Yahoo และ Bing ดั้งนั้นคุณต้องลงทะเบียนเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้ได้อัตราการเข้าชมเว็บไซต์ (traffic) และคุณควรจะทำให้เว็บไซต์เป็น organic ด้วยเพื่อให้ได้อัตราเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้น

 

2) Social Bookmarking Social Bookmarking คือ เว็บที่ให้บริการเก้บเว็บไชต์ที่เราชื่อชอบ เหมือนกับ favourite’s ที่เราชื่นชอบ ซึ่งเป็นอีกส่วนที่จะทำให้เว็บไซต์มีอัตราการเข้าชม (traffic) เพิ่มขึ้นและจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ off-page SEO ของเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเว็บไซต์ social bookmarking เช่น Delicious, Digg ฯลฯ

 

3) Directory Submission Directory Submission คือ ระบบที่เก็บรวบรวมเว็บไซต์ไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มออกเป็นหมวดหมู่ย่อยๆ และนำไปช่วยสร้าง backlink ให้กับเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่เป็น Directory submission เช่น Dmoz, Technoriti, Alltop ฯลฯ

 

4) Article Submission – Article submission คือ การสร้างลิงค์ไว้ในเนื้อหาที่จะส่งออกไปที่ลิงค์นั้นเมื่อผู้เข้าชมคลิกที่ลิงค์เป็นเหมือนการสร้าง backlink ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มอันดับเว็บไซต์ได้ดีกว่าวิธีอื่น นอกจากนี้คุณสามารถมั่นใจได้ว่า traffic ที่จะมาจากการ ซับมิต Article ที่มีการกำหนดเป้าหมายด้วยการคอนโทรลคีย์เวิร์ด การซับมิต Article จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของเว็บอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเว็บไซต์ Article submission เช่น Ezine, Geoarticles, Hubpages ฯลฯ

 

5) Blog Commenting – Blog commenting คือการที่มีผู้เยี่ยมชมมาแสดงความคิดเห็นต่างๆในบล็อกของคุณและการที่มีคนมาแสดงความคิดเห็นในเนื้อหานั้นเยอะๆจะช่วยทำให้อัตราการเยี่ยมชม (traffic) เพิ่มขึ้น สามารถอ่านวิธีการทำได้เพิ่มเติมที่ (http://www.bloggingtipsandtricks.com/2014/08/blog-commenting-for-traffic-seo.html)

 

6) Guest Posting – Guest posting คือ การเขียนบทความหรือเนื้อหาใน blog ของคนอื่นและมีผู้เยี่ยมชมเข้ามาโพสต์ที่บล็อกของคุณ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ backlink และเพิ่ม traffic ให้กับ blog ของคุณอย่างแน่นอน คุณสามารถอ่านวิธีการทำ Guest Blogging ได้ที่ (http://www.bloggingtipsandtricks.com/2014/06/matt-cutts-on-guest-blogging.html) และสามารถฟังการบรรยายของหัวข้อได้โดย Matt (https://youtu.be/IMxC3wQZOyc)

 

7) Forums – Forums คือ บอร์ดคำอภิปรายแบบออนไลน์โดยที่บุคคลสามารถ ถามคำถาม, แบ่งใช้ประสบการณ์ของตนเองและกล่าวถึงหัวข้อที่น่าสนใจร่วมกันได้ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เพราะมันจะช่วยสร้าง backlink ให้กับเว็บไซต์ได้มากขึ้น ยกตัวอย่างการตลาดทางอินเตอร์เน็ตของ SEO forums เช่น  Digital point, Site Ground, Black hat World ฯลฯ

 

8) Infographic Submission – การใช้ภาพ infographic กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ในการทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน SERPs เพราะ Infographic เป็นภาพหรือกราฟิกที่บ่งชี้ถึงข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ความรู้ สถิติ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ search engine ค้นพบ SEO ของเว็บไซต์และนำไปทำให้ติดอันดับได้ ยกตัวอย่างภาพ Infographic:

Infographic.jpg

Infographic 2.jpg

ภาพจาก (http://www.oknation.net/blog/digitalmarketing/2013/01/01/entry-2)

 

9) Image Submission – เพิ่มรูปภาพในเว็บไซต์เพราะเราเชื่อว่าผู้เยี่ยมชมหลายคนคงต้องการที่จะเห็นภาพสวยๆในหน้าเว็บไซต์หรือใช้ภาพเพื่ออธบายในส่วนของเนื้อหา ดังนั้นคุณควรจะ Submit รูปภาพในบล็อก/เว็บไซต์หรือโซเชียลต่างๆของเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เนื้อหา (content) ของเว็บไซต์

 

10) Slide sharing – Slide sharing เป็นเทคนิคอีกวิธีหนึ่งที่ดีในการทำ off-page SEO ซึ่งคุณสามารถใช้กลยุทธ์ในการสร้างลิงค์ให้กับเว็บไซต์และยังมีเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงของ slideshare ดังนั้นถ้าคุณมีประสบการในการทำ slides คุณควรจะสร้างภาพ slide ของคุณแล้วส่งไปที่เว็บไซต์ slidesharing ต่างๆๆ

 

11) Video Marketing – Video Marketing เป็นสิ่งสำคัญต่อองค์กรต่างๆเพื่อแสดงถึงภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้าและบริการ ซึ่งจุดเด่นของวีดีโอนั้นสามารถสื่อสารแทนคำพูดได้มากมาย ดังนั้นคุณควรจะไม่ลืมการตลาดผ่านทางวิดีโอด้วย

 

12) Web 2.0 – เว็บ 2.0 คือเวอร์ชั่นของเทคโนโลยีเวิลด์ไวด์เว็บ มันคือรูปแบบที่พัฒนาขึ้นจากเดิมในด้านการออกแบบเว็บไซต์ การใช้เว็บเวอร์ชั่น 2.0 เป็นวิธีที่ดีในการสร้างโปรไฟล์ลิงค์ให้กับเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ SEO ของเว็บไซต์

 

13) Social Networking – Social Networking เป็นการตลาดอีกรูปแบบหนึ่งที่นำโซเชียลมาช่วยในการเผยแพร่เว็บไซต์ให้ผู้ใช้งานในอินเตอร์เน็ต์รู้ เช่นการใช้ Facebook, Twitter และ Google plus เพื่อแชร์เว็บไซต์ของคุณกับเพื่อนๆและครอบครัว ดังนั้นคุณควรจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ SEO และคุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้สูงได้ด้วยการให้ Facebook โปรโมทให้อาจจะมีค่าใช้จ่ายบ้างแต่มันก็คุ้มเพราะจะได้ traffic เข้าบล็อกหรือเว้บไซต์เพิ่นขึ้นอย่างแน่นอน

 

14) PDF Submissions – คุณสามารถสร้างไฟล์ pdf และส่งไฟล์ของคุณไปที่เว็บไซต์ Pdf submissions ได้ฟรี การทำแบบนี้จะช่วยให้ได้ link เข้าบล็อก/เว็บไซต์ และเทคนิคที่จะทำให้ traffic เพิ่มขึ้นได้จริงๆคือการใส่ link ไว้ในเนื้อหาหรือบทความที่สำคัญที่โพสต์ในบล็อก

 

15) Question & Answers – คำถามและคำตอบ การสร้างคำถามที่ผู้เยี่ยมชมถามไว้บ่อยที่สุดด้วยคำตอบและสร้างหน้า Question & Answers ไว้ในเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

ทั้งหมดในบทความนี้เป็นรายการเทคนิคของการทำ off-page SEO ให้กับเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์และคุณสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับปรุงเว็บไซต์คุณได้

Cr. (http://www.bloggingtipsandtricks.com/2015/05/off-page-seo-techniques-checklist-optimization.html)

็็็็็็

 

 

 

 

 

Advertisements

On-Page SEO in 2016: The 8 Principles for Success – Whiteboard Friday

 

          การทำ On-Page SEO ไม่ได้มีขั้นตอนแค่ตรวจสอบรายการที่เราได้ทำไป เพราะตั้งแต่ 2016 เป็นต้นไปมันจะเพิ่มความยุ่งยากขึ้นมาด้วยการแก้ไขของส่วนที่เป็ฯ on-page ให้เหมาะสมที่สุด บทควงามนี้เป็นบทความใน Whiteboard Friday ที่จะอธิบายถึงสอ่งสำตัญ 8 อย่างที่จะทำให้ SEO ประสบความสำเร็จ

One page SEO.jpg

Video Transcription

สามารถชมการบรรยายของบทความนี้ได้พร้อมคำอธิบาย (video transcription) ได้ที่เว

บไซต์ (https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday) ต่อไปนี้เราจะมาพูดถึง 8 ข้อที่สำคัญในการทำ on-page SEO

 SEO 1.jpg

  1. Fulfill the searcher’s goal and satisfy their intent (สนองความต้องการกลุ่มเป้าหมายของผู้ค้นหา)

      ก่อนอื่นคุณควรจะค้นหาเป้าหมายของกลุ่มผู้ค้นหาว่าต้องการอะไรแล้วผลการค้นหาที่ได้มีความพึ่งพอใจหรือเปล่า แล้วความพึ่งพอใจของผู้ค้นหาเป็นสิ่งที่นักออกเว็บไซต์เพราะส่วนมากผู้ค้นหาจะเลือกแล้วคลิกที่เว็บไซต์ที่หัวข้อ/ชื่อเรื่องตรงตามเป้าหมายที่เขาต้องการ

เราจะยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาเสื้อผ้า/ชุดที่เป็นทางการ และผู้ค้นหาเหล่านั้นต้องการชุดใส่ไปงานแต่ที่ไม่ใช่ชุดเจ้าบ่าวหรือชุดเจ้าสาวแล้วผลลัพธ์ที่ได้มาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่เขาต้องการ ในกรณีของผู้ค้นหากลุ่มนี้จะทำให้เรารู้ว่าผู้ค้นหายังต้องการอย่างอื่นอีกด้วย

จึงมีคนคิดขึ้นมาว่าทำไมเราไม่ทำเพจหรือเว็บไซต์ให้ rank แล้วติดอันดับที่สามารถบอกคำแนะนำหรือออกแบบและจัดชุดไว้ให้คุณเลือก และการจะสร้างเว็บไซต์แบบนี้ขึ้นมาได้จะต้อนค้นหาข้อมูลชองกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลเนื้อหาสำหรับการเลือกชุดใส่ไปงานแต่งงาน

ดังนั้นเราจึงได้สร้างเว็บไซต์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชายและเขียนเนื้อหาพร้อมคำแนะนำในเว็บไซต์เพื่อใส่ keyword ที่เป็นทั้งคำถามด้วยแล้วยิ่งเราตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้เป็นผู้ชายแล้วมี content ที่เขากำลังค้นหาอยู่เรามีโอกาศที่จะติดอันดับของการค้นหาสูงอย่างแน่นอน

 

SEO speed

  1. Speed, speed, & more speed (เพิ่มความรวดเร็วในผลลัพธ์)

          ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรเพราะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดเพราะผู้ใช้งานทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่า Google ต้องการคำอธิบายอย่างไรบ้าง ที่เรารู้คือเว็บไซต์ที่มีหน้าเพจยาวเกินไปจะโหลดช้าแล้วถ้าค้นหาจากโทรศัพท์ยิ่งจะช้ากว่าเดิมอีก ดังนั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงการสร้างเพจที่มีความยาวมากเกินไป ควรจะทำตามกฏเกณฑ์ที่ Google ได้ตั้งไว้เพื่อให้เว็บไซต์มีการโหลดที่เร็วตามที่เราต้องการ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนเล็กน้อยก็ตาม เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้

 

SEO design.jpg

  1. Create trust & engagement through UI, UX, and branding (ใช้ UI และ UX ออกแบบสัญลักษณ์ให้กับแบรนด์)

UI หรือ User Interface คือ ส่วนที่ใช้ติดต่อกับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น เมนู ปุ่ม ฟอร์มต่างๆ หรือการจัดวางภาพ ขนาดตัวอักษร ของแต่ละหน้า เป็นต้น

UX หรือ User Experience คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน จากระบบที่ได้พัฒนา ว่าใช้งานง่ายไหม พอใจไหม เปรียบเหมือน การทดลองขับรถ หรือใช้รถไปในช่วงเวลาหนึ่งแล้วรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจในรถยี่ห้อนั้น ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์หรือแบรนด์ของคุณด้วย การออบแบบด้วย UI, UX จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบรนด์ของคุณ

ก่อนที่จะออกแบบสัญลักษณ์ให้กับเว็บไซต์หรือแบรนด์ คุณต้องเขียนคำถามให้กับเว็บไซต์ตัวเองก่อนแล้วมาดูว่าในแต่ละข้อนั้นคุณทำได้หรือยัง

–  มีคนรู้จักโดเมนของคุณหรือไหม

– คุณมีการออกแบบด้วย UI แล้วนำไปใส่ในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มความน่าเชิ่อได้หรือไม่ เช่นกับการใส่รูปภาพ/ภาพพื้นหลังให้กับเว็บไซต์ หรือ การออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ด้วย UI ล้วนทั้งหมดนี้ก็อยู่ในคำถามว่า “เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือมากพอไหม”

–  คุณสามารถเข้าถึงได้หรือไม่? เราหมายถึง การใช้งานจาก navigation และจากมุมมองจาก content ของเว็บไซต์ด้วย

– หวังว่าแบรนด์/เว็บไซต์ของคุณได้รับสัญญาณที่บงบอกว่ามีผู้คนเริ่มรู้จักทากขึ้นจากการออกแบบด้วย UI ถ้าคุณมีลัญลักษณ์ที่สามารถทำให้คนจดจำได้ง่ายจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือแบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

avoid pop-ups

  1. Avoid elements that dissuade visitors (หลีกเลี่ยงองค์ประกอบที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมถูกห้ามเข้า)

คุณต้องหลีกเลี่ยงการใส่องค์ประกอบที่จะห้ามหรือดึงดูดความสนใจจากผู้เยี่ยมชมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต องค์ประกอบที่จะดึงดูดความสนใจของผู้เยี่ยมชมได้คือ การที่ pop-up ที่ขึ้นมาตอนที่ผู้เยี่ยมชมกำลังจะคลิกเข้าที่เว็บ เช่น การมี pop-up ขึ้นมาถามว่า “คุณอยากครองชีวิตคู่ของคุณไว้ไหม” บางคนเห็นแล้วคงตอบว่าใช่แล้วต้องดาว์นโหลดฟอร์มซึ่งลิงค์จะส่งผู้เยี่มชมไปที่เว็บไซต์ของ pop-up นั้นทันที แล้วถ้าผู้เยี่ยมชมคลิกที่คำว่า “ไม่สนใจ” ก็จะมี pop-up อันใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ผู้เยี่ยมชมเลิกสนใจที่จะเข้าเว็บไซต์ของเขาทันที

Overlay (ข้อมูลทับซ้อน) มีหลายรูปแบบของการแสดงผลมีทั้งข้อมทูลทับซ้อนที่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์แต่ในบางกรณีผู้ใช้งานนำไปทำเป็นข้อมูลทับซ้อนที่เป็น pop-up ทับซ้อนข้อมูลของเว็บอื่นๆ ดังนั้นเราต้องดูแลเว็บไซต์ในทุกรายละเอียดแล้วอย่าให้ pop-ups มารบกวนและดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้

แต่เราต้องระวังการ pogo sticking มันคือสิ่งที่เสี่ยงในอันดับของ SERPs การ Pogo sticking คือการที่เราคลิกเว็บไซต์นี้แหละ คือเรากำลังค้นหาข้อมูลอะไรแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ เราก็จะไม่คลิกที่ลิงค์ในหน้านั้นแต่จะกดปุ่มกลับแทน เขาเรยว่าการ pogo sticking

 

Keyword targeting

  1. Keyword targeting (กำหนดเป้าหมายของคัย์เวิร์ด)

การกำหนดเป้าหมายของ keyword ยังเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและจำเป็นที่ต้องทำให้กับแบรนด์หรือเว็บไซต์ การกำหนดเป้าหมายของคีย์เวิร์ดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงของวิธีการใส่จากอดีตค่อนข้างมาก เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายของ keyword ของคุณได้แล้วให้คุณใส่ keyword ในเนื้อหาให้เหมาะสมอย่าอัดแน่นจนเกินไป

Title element (องค์ประกอบของชื่อเรื่อง)

สิ่งแรกที่เร่าจะเริ่มทำในการกำหนดคีย์เวิร์ดคือการชื่อเรื่องและกำหนดลักษณะการแสดงผลให้ถูกต้องตามหลักการของ SEO เริ่มต้นจากการใช่ H1 tag, H2 tag ให้กับชื่อเรื่อง/หัวเรื่อง ของ content ในเพจ/เว็บไซต์ของทั้งหมดที่มีอยู่ ควรจะใส่ตัวหนาหรือขีดเส้นใต้ให้กับชื่อเรื่องหรือ keyword ที่สำคัญในเนื้อหาของเพจ แต่คุณควรจะหลีกเลี่ยงการใส่ลิงค์ในหัวเรื่องหรือคีย์เวิร์ดที่ใส่ตัวหนาไว้เพราะเมื่อผู้เข้าเยี่ยมเว็บไซต์คลิกแล้วถูกส่งไปที่ลิงค์นั้นแล้วผู้เยี่ยมชมกดปุ่มกลับทันทีซึ่งจะทำให้มีผลกระทบต่ออันดับ

Page content, external anchor links, alt attributes, and URL (เนื้อหาในเพจ, ลิงค์ภายนอก, คำอธิบายของภาพ และ URL)

ทุกคุณต้องการสิ่งเหล่านี้ใน content ของเพจ/เว็บไซต์ อย่างแน่นอน และถ้าคุณทำได้คุณคงอยากจะให้มี anchor links ลิงค์ไปที่เพจ ยกตัวอย่างเช่น home page ของเราเกี่ยวกับงานแต่งงาน แล้วมีคลิปสัมภาษณ์ที่เราได้เพิ่มไว้ในประวัตแล้วเราจะทำให้เป็นลิงค์เพื่อลิงค์เข้ามาที่ external anchor text แล้วถ้าเราอยากจะให้ภาพในหน้าเว็บมีชื่อเหมือนกันและติดอันดับใน search engine ได้ก็เพิ่มท alt attribute ให้กับภาพ และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการใส่คีย์เวิร์ดหรือคำหลักใน URL ของคุณด้วย

Image file name (ชื่อไฟล์รูปภาพ)

การใส่ชื่อให้กับรูปภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่งถ้าคุณต้องการให้รูปภาพในเว็บไซต์ติดอันดับใน Google ได้ คุณก็ต้องตั้งชื่อไฟล์ภาพไว้ให้ทุกภาพ

Internal links (ลิงค์ภายใน)

ลิงค์ภายใน  คือ การลิงค์ไปหน้าอื่นๆ ในเว็บของคุณ ลิงค์ชนิดนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าชมย้ายไปอ่านเนื้อหาหน้าอื่นๆ ซึ่งมีเนื้อหาที่ต่อเนื่องกันและผู้เข้าชมจะถูกส่งไปที่หน้าใหม่เมื่อเขาคลิกที่ลิงค์นั้น

ให้คุณทำตามขั้นตอนในการหาและใส่คีย์เวิร์ดตามที่ได้กล่าวมาคุณจะกำเป้าหมายและทำให้คีย์เวิร์ด ติดอันดับได้

 

Related keywords

  1. Related topics targeting (กำหนดเป้าหมายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน)

Google ได้ให้ความสำคัญกับ keyword สำหรับเว็บไซต์หรือเนื้อหาต่างๆอย่างมากแล้วรองจากนั้นคือความหมายที่เหมื่อนหรือเกี่ยวข้องกับ keyword นั้นๆก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นคุณต้องกำหนดเป้าหมายของ keyword คุณให้ชัดเจนและหาคำเกี่ยวเนื่องไว้ด้วยเพื่อใส่ในเนื้อหาและชื่อเรื่องของหัวข้อจะได้ทำให้ search engine สามารถค้นพบเว็บไซต์ของเราได้เมื่อมีคนค้นหาคำเกี่ยวเนื่อง

Google ได้เพิ่มเงื่อนไขในการใส่คีย์เวิร์ดด้วยการตั้งเป็นคำถามในกาค้นหาด้วย ดังนั้นเมื่อคุณตั้ง keyword ให้กับเว็บไซต์หรือบล็อคให้คุณคิดและค้นหาข้อมูลว่าจะมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณด้วยคำถามอะไรบ้างแล้วนำไปใส่ในคีย์เวิร์ดเพื่อค้นหาได้ใน search engine

เพราะฉะนั้นการเป็นนัการตลาดการค้นหา ผู้สร้าง content เราต้องนึกถึงเสมอว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างแล้วมีประโยคคำถามที่คลายเคียงของเรามากแค่ไหน

 

Snippet optimizinng

  1. Snippet optimization (ตัวเลือกของการมช้ snippet)

          การมีเพจหรือบล็อคเราไม่ได้ต้องการแค่ให้ติดอันดับแต่เราต้องการให้ผู้ที่เข้าชมคลิกเข้าบล็อคเราในหน้าการค้นหาด้วย แล้วถ้าเราติดในอันดับที่สี่เรามีอัตรา click-through 6% ไม่ใช่ผลที่ดีเลยแม้จะอยู่ในอันดับที่สี่ก็ตามเพราะอัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์น้อยเกินไป แต่ถ้ามีอัตราคลิกถึง 11% แสดงว่าเว็บเราเพิ่งได้อัตราคลิกครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเราต้องเขียน description ใน snippet ให้มีความสนใจที่จะสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้คลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ให้ได้

เราต้องการที่จะมี snippet ที่เหมาะสมและดีที่สุดใน SERP เพื่อให้ได้อัตราคลิกที่ดีของเว็บไซต์หรือเพจของเนื้อหาที่ติดอยู่ในอันดับ SERP ได้ เราได้เอาเทคนิคในการเขียน snippet ของ “what to wear to a formal wedding,” จาก randsfashion.com และยังเป็น mobile-friendly ด้วย

On-page elements

          ส่วนประกอบในเว็บไซต์ที่ต้องใส่ในเพจเสมอคือ ชื่อเรื่อง/หัวข้อ (title) และคำอธิบาย (meta description) เว็บ randsfashion.com  มีรูปแบบ URL ที่ง่ายในโฮมเพจของเว็บที่ทำให้มีผลดีต่อ Google เพราะเว็บไซต์ของคุณไม่มีความยุ่งยากและง่ายในการจดจำ

Publication date (วันที่เผยแพร่)

          วันเวลาที่เผยแพร่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง การที่เราอัพเดทวันที่ให้ใกล้กับปัจจุบันที่สุดยิ่งดีเพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่จะค้นหาสิ่งที่ใหม่ๆเช่นกับตัวอย่างที่ตั้งไว้คือ จะค้นหาว่าควรใส่ชุดไรไปงานแต่งวใน 2016 “types of wedding formalwear 2016” ดังนั้นคุณควรจะอัพเดทเนื้อหาในเว็บไซต์ให้เป็นประจำ เพราะ Google จะให้คะแนนและเอาเว็บไซต์ที่อัพเดทวันที่ล่าสุดให้ติดในอันดับที่ดีกว่า

Use of schema (การใช้โครงสร้างของรูปแบบ)

          การใช้โครงสร้างและรูปแบบให้กับเว็บไซต์เป็นขั้นตอนในการทำเว็บไซต์ที่สำคัญมากในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำเว็บเกี่ยวกับข่าวคุณก็เลือกรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อข่าวโดยเฉพาะหรือเว็บไซต์แสดงภาพก็ควรเลือกรูปแบบที่ออกแบบมาให้ แต่เว็บไซต์ที่มีแค่วิดีโอ Google ไม่นิยมให้ใช้เว็บอื่นนอกจาก YouTube ดังนั้นคุณควรจะเลือกรูปแบบของโครงสร้างให้เหมาะสมกับแนวเว็บ

Domain name (ชื่อโดเมน)

          การตั้งชื่อโดเมนเป็นขั้นตอนแรกของการสร้างเว็บไซต์ ดังนั้นคุณต้องพยายามตั้งชื่อเว็บไซต์ให้เรียบง่ายและสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้เยี่ยมชมแล้วคลิกเข้าเว็บไซต์ของคุณได้

Content format (รูปแบบเนื้อ)

          รูปแบบของการวางเนื้อหาในเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ แล้วถ้าคุณตั้งคำถามในเนื้อหาคุณแล้วตั้ง keyword ให้กับคำถามนั้นด้วยจะเป็นผลดีในการติดอันดับใน SERPs เพราะบอทของ Google จะตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์เป็นอันดับแรกและตรวจสอบเป็นประจำ ดังนั้นคุณจะต้องวางรูปของเนื้อหาตามหลักการของ SEO เพื่อให้ติดอันดับใน SERPs ได้

ข้อแนะนำในการวางรูปแบบของเนื้อหาคือ วางเนื้อหาให้เป็นรายการ ตาราง หรือใส่ลำดับขั้นตอน และใส่ชื่อเรื่อง/คำอธิบายของภาพต่างๆที่ใส่ไว้ในเนื้อหาด้วยเพื่อให้บอทของ Google ตรวจสอบได้แล้วนำไปใส่ในการค้นหาของ SERPs ได้

 

Unique value

  1. Unique value + amplification (ทำให้มีค่าเฉพาะและขยายความ)

          ทั้งหมดในบทความนี้ก็เป็นคำแนะนำในการทำ on-page ให้เหมาะสมที่สุดในปี 2016 นี้ แล้วสิ่งที่นักออกแบบเว็บไซต์จะคิดคือ เราต้องการให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้อย่างไรและมีโอกาสที่จะติดในอันอัดมากแค่ไหน

สำหรับเราการทำให้เซ็บไซต์ติดอันดับได้ไม่ใช่สิ่งที่ยากแต่เราต้องการทำให้เว็บไซต์ติดในอันดับที่สูงๆ เช่นในตำแหน่งที่ดี ดีมาก หรือ พิเศษที่เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับในภาพข้างบนหัวข้อที่แสดงการาฟของอัตราการติดอันดับของเว็บไซต์

ถ้าคุณทำตามหลักเกณฑ์ของ SEO ตาม Whiteboard Friday ใน Moz.com คุณอาจจะมีโอกาศทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับได้เร็วกว่าทำตามเทคนิคต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์อื่นๆ

การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับไม่ใช่แค่ต้องมีชื่อโดเมนที่ดึงดูดความสนใจของผู้ที่เข้าชมได้แต่ยังมีส่วนประกอบต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์ ไดแก่ โครงสร้างเว็บไซต์ รูปแบบของโครงสร้าง รูปแบบการวางเนื้อหา ชื่อเรื่อง คำอธิบาย ชื่อของวิดีโอที่ใส่ในเว็บไซต์ และ รายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน SERPs ได้

 

(CR. https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday)

 

 

         

 

         

 

 

 

 

 

     

         

Optimizing for Accessibility + SEO: Images, Video and Non-Text Elements

ตัวเลือกสำหรับการออกแบบ SEO ในส่วนของ รูปภาพ วิดีโอ และข้อความ 

 

Images and non-text elements (รูปภาพ และ ส่วนประกอบที่ไม่ได้เป็นข้อความ)

         

          การใส่รูปภาพในเว้บไซต์หรือเพจอาจจะทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นในหลายด้านแต่โชคดีที่เรามีเครื่องมือเข้ามาช่วยในส่วนของการใส่และลงรูปภาพให้เป็น SEO ที่มีการใส่โค้ดผิด รูปภำที่เป็นวงกลม และในส่วนที่ไม่ได้เป็นข้อความ

ตัวอย่างของรูปภาพและ non-text elements คือ

– รูปภาพ, กราฟ, ชาร์ต, อักษรศิลป์ (word art), ส่วนตกแต่งและภาพพื้นหลัง, รูปภาพจากเว็บแคม, รูปถ่าย

– Infographics

– Image maps (ภาพแผนที่)

– Animations (แอนิเมชั่น)

– Graphic Buttons (ปุ่มกดกราฟฟิก)

– Captchas

ต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบของ non-text ที่คุณจะสามารถปรับเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นได้

 

Alt attributes       

          ภาพ alt attributes ใน SEO จะใช้เพื่อตั้งชื่อรูปภาพหรืออธิบายถึงรูปภาพและหารตั้งชื่อให้รูปภาพที่เราใส่ในเว็บไซต์จะช่วยให้บอทของ Google ค้นเจอรูปของเราได้ง่ายขึ้นแล้วเรายังสามารถเพิ่มตัวอักศรศิลป์ให้กับรูปภาพเพื่ให้ผู้ที่เข้าถึงเว็บเห็นชื่อรูปได้ชัดเจน เช่นในรูปต่อไปนี้:

Alt attribute.PNG

การเพิ่ม alt attributes เป็นสิ่งที่ดีสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับ SEO แต่มันก็ยังมีบางอย่างที่คุณจะต้องนึกถึงและตรวจสอบขั้นตอนต่อไปนี้ก่อนที่จะตั้ง alt attributes สำหรับผู้ที่ใช้งาน

 

Alt attribute do’s and don’ts:

ไม่ใส่ alt attribute ให้กับรูปภาพที่ใช้ตกแต่ง: Decorative images (รูปภาพที่ใช้ตกแต่ง) เช่นเมฆที่ใช้ตกแต่งในเว็บไซต์ประกันภัยไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อเพื่อเรียก traffic เข้าเว็บไซต์ การใส่รูปตกแต่งเว็บไซต์บางที่ไม่จำเป็นต้องใส่ alt attribute สำหรับทุกรูปให้ทำเป็น alt=”” (null)

ไม่ใช้ alt เมื่อมี link ที่เป็นข้อความ: ถ้ารูปภาพเป็น link และมันมี link ข้อความที่ติดอยูข้างรูปภาพให้ใช้ alt=”” (null) สำหรับรูปภาพ แล้วให้ link ที่เป็นข้อความส่งตรงไปยังเว็บไซต์ที่ได้ตั้งไว้หรือส่งไปที่หัวข้อ การทำแบบนี้จะช่วยให้ SEO ติดอันดับได้ง่ายขึ้นแต่ในกรณืแบบนี้เราแนะนำให้ใช้ alt attributes สำหรับรูปภาพที่จะส่ง link ไปยังเพจของเว็บไซต์ที่คุณต้องการให้ SERPs เจอคุณ

ให้ตั้งชื่อ alt สั้น หรือ เพิ่มคำอธิบายภาพ (captions): เราแนะนำให้คุณตั้ง alt attribute สั้นและมีความหมายตรงกับรูปให้พอเข้าใจก็พอแล้วเราะไม่แนะนำให้คุณตั้ง alt attribute เกิน 125 ตัวอักษร แต่ถ้าคุณมีรายละเอียดที่ยาวเกี่ยวกับรูปภาพที่ใส่ลงในเว็บไซต์ให้คุณเขียนเป็นข้อความและใส่ลงในเพจเลยไม่ตั้งไปตั้งเป็น alt

อย่าอัด keyword ใส่มากจนเกินไป-เขียนให้เป็นธรรมชาติ: ไม่ควรใส keyword ใน alt attribute มากจนเกินไป เพราะมันจะทำให้ SEO ของเว็บไซต์คุณดูมีความสับสนเพราะคุณยัด keyword ใส่กับรูปภาพตกแต่งมากเกินเพราะจะทำให้บอทของ Google สับสนว่าคุณต้องการเอารูปให้ติดอันดับหรือต้องการให้เว็บไซต์ติดอันดับมากกว่ากัน

 

Image captioning (การเพิ่มคำอธิบายของภาพ)

          Google สามารถจับกลุ่มข้อความที่อยู่ใกล้รูปภาพเพื่อให้ attribute ข้อความเหล่านั้นเป็นคำบรรยายของรูปภาพได้โดยการเพิ่มคำอธิบายภาพ (captions) ขึ้นให้เอง ดังนั้นการมีข้อความใกลฃ้กับรูปภาพอาจมีผลกระทบในอันดับได้

Image captioning do’s and don’ts:

ไม่ใส่ alt attribute ถ้ารูปภาพมีคำบรรยาย: ถ้ารูปภาพของคุณมีคำบรรยายให้หลีกเลี่ยงการใส่ alt attribute ให้กับรูปภาพนั้นแม้ว่าการทำแบบนี้จะช่วยในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์แต่มันจะมีผลกระทบต่อการติดอันดับของ SERPs ได้

ให้บรรยายเพิ่มเติมในคำอธิบาย (captions) 

ตัวเลือกเพิ่มเติม: ใช้ <figcaption> tag: <figure> และ <figcaption> tags สามารถใช้สำหรับรูปภาพหรือในส่วนต่างๆของเพจ <figure> ตามหลักการของภาษา HTML แล้ว หมายถึง การแสดงให้เห็นเป็นภาพ ส่วน <figcaption> นั้น คือ การอธิภายสิ่งที่เป็นภาพนั้นเพิ่มเติม ดังนั้นการใส่รายละเอียดเพิ่มเติมพวกนี้อาจจะช่วยในอันดับของเว็ฐไซต์ได้

 

Text-as-images

            เหตุผลเดียวกันกับการเข้าถึงข้อมูลของ SEO คือต้องหลีกเลี่ยงการใช้ข้อความเป็นภาพ ควรจะหลีกเลี่ยงให้ภาพมีคำบรรยายติดอยู่บนภาพเพราะจะทำให้บอทของ Google อ่านข้อมูลไม่ได้ เพราะการมีข้อความในรูปภาพอาจจะทำให้ข้อความเล็กมากแล้วผู้ใช้งานต้องใช้การขยายเพื่อให้อ่านได้ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานอ่านได้ยาก

 

Text-as-images do’s and don’ts:

– ไม่ใส่ข้อความที่สำคัญในรูปภาพ: แต่ถ้าคุณต้องการอธิบายความสำคัญของรูปภาพให้ตั้ง alt attribute แทนการใส่ข้อความนรูปภาพ

พิจราณาข้อความที่แท้จริงให้เป็นทางเลือก: สำหรับข้อความที่คุณต้องการให้แสดงผลตามที่คุณได้วางไว้ให้ใช้ HTML + CSS หรือใช้ SVG (Scalable Vector Graphics)

 

Infographics

          การใช้ Infographic เป็นสิ่งที่มีความยอดนิยมในการทำ SEO เพื่อให้ link ของเว็บไซต์มีความสนใจมากขึ้น

สำหรับการเข้าถึงข้อมูลและแสดงผลเพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจข้อมูล/เนื้อหาได้ง่ายขึ้น Infographic ย่อมาจาก Information Graphic คือ ภาพหรือกราฟิกซึ่งบ่งชี้ถึงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ ตัวเลข ฯลฯ เรียกว่าเป็นการย่นย่อข้อมูลเพื่อให้ประมวลผลได้ง่ายเพียงแค่กวาดตามอง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้คนในยุคไอทีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลซับซ้อนมหาศาลในเวลาอันจำกัด และให้คุณพิจราณาการใช้สีสำหรับผู้ที่ตาบอดสีด้วยจะได้ไม่มีปัญหาเมื่อมีผู้ใช้งานที่ตาบอดสีเข้ามาอ่านหรือใช้งานบนเว็บไซต์

การใส่และตั้งชื่อของ <Infographic> tag จะช่วยให้คุณเพิ่มคำอธิบายได้ยาวมากขึ้นจะได้มีคำอธิบายอย่างละเอียด (คุณสามารถพิจราณาการเพิ่ม Infographic ได้ตามข้อในด้านล่างนี้)

 

Infographic do’s and don’ts: ื

– ไม่อธิบายรายละเอียดทั้งหมดใน alt attribute: ใช้ alt attribute ตามหลักเกณที่ควรใช้ไม่งั้นก็ให้ตั้งรายละเอียดที่ยาวเป็น description เลย

ปฏิบัติไปตามความต้องการในความคมชัดของสี: ให้คิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าสำหรับสีที่จะใช้ใน infographic ที่จะใส่ไว้บนเว็บไซต์

พิจราณาการเพิ่มคำอธิบายด้วย ARIA: ARIA (Accessible Rich Internet Application) attribute เป็นการเพิ่มคำอธิบายสำหรับรูปภาพที่เป็น alt attribute ให้บันทึกส่วนนี้ไว้เพราะบางทีรูปภาพ alt ที่มีข้อความอาจจะเกิดการอธิบายซ้ำได้

การใช้ longdesc attribute: การตั้งชื่อภาพด้วย longdesc attribute นี้ จะช่วยส่ง link ให้กับบอทเพื่อที่จะอ่านคำอธิบาย (description) ที่ยาวสำหรับภาพต่างๆได้ (แม้ว่าจะอยู่ในเพจหรือในเพจอื่น) แต่ longdesc attribute ไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีและไม่ได้อยู่ในเทคนิคของการทำ SEO

–  พิจราณาการเลือกซ่อนข้อความ: สามารถดูตัวอย่างการซ่อนข้อความได้ที่ (https://developer.yahoo.com/blogs/ydn/clip-hidden-content-better-accessibility-53456.html) ที่ซ่อนไว้เป็น CSS clip ใน  iFrame HTML

ใช้โปรแกรม CSS สร้าง infographic ของคุณ: ถ้าใช้โปรแกรมนี้สร้างจะเป็นทางออกที่ดี ด้านล่างนี้เป็นภาพ infographic 2  ภาพที่แสดงผลใน Google ภาพแรกเป็นไฟล์ภาพที่มีข้อความและมีลิงค์ในด้านล่างของภาพ ส่วนอีกภาพเป็น infographic ที่ข้อความมี index และมี links ที่สร้างผ่าน HTML+CSS

ภาพด้านซ้าย: Infographic เป็นภาพ (ในหน้าเพจยังให้ข้อมูลของข้อความใน infographic ในเพจด้วย)

ภาพด้านขวา: ภาพ infographic เป็น HTML ที่ออกแบบโดย CSS (http://throup.org.uk/infographic/)

Infographic by CSS

คุณจะเห็นได้ว่าภาพเหมือนกันมากจนแยกความแตกต่างไม่ได้เลย

เราจะมาดู code ของภาพ infographic ที่แสดงผลใน Google cache ว่าจะออกมาในรูแปบบไหนในภาพด้านล่างนี้

ภาพด้านบน: Google cache (บางส่วน) ข้อความของภาพ infographic จะปรากฏขึ้นที่เพจของภาพ infographic

ภาพด้านล่าง: Google cache (บางส่วน) ของข้อความ infographic ในภาพ infographic จะอยู่ที่ CSS infographic page

infographic

infographic css.jpg

ทั้งสองแบบนี้เป็นผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาที่สามารถอ่านได้เลย รูปแบบที่ทำโดย CSS ไม่ได้ทำสำเนาของข้อความไปใส่เป็นเนื้อหาในเว็บไซต์ให้กับผู้ที่มาเข้าชมได้อ่าน

ส่วนในเวอร์ชั่น CSS รูปแบบ ขนาดของหัวข้อ และขนาดของตัวอักษร จะจัดวางได้ดีกว่า เพื่อให้ผู้ที่ใช้งานหรือผู้เยี่ยมชมอ่านได้ง่ายขึ้น สามารถดูตัวอย่างของ hidden text ได้ที่ https://moz.com/blog/seo-accessibility-formatting-and-links

 

Image & non-text element tools & resources (เนื้อหาและข้อมูลเพิ่มเติ่มสำหรับองค์ประกอบภาพและเครืองมือเพื่อใช้ในส่วนที่ไม่ใช่ข้อความ)

 

Video transcription, subtitling, and captioning

 

Video transcription (คำอธิบายของวิดีโอ)

          Video transcription คือข้อความที่เป็นคำอธิบายที่มาพร้อมกับวิดีโอ การใส่ Video transcription มีประโยชน์สำหรับวีดีโอคุณอย่างแน่นอน เพราะจะสามารถช่วยให้คนที่หูหนวกหรือใบ้เข้าใจถึงความหมายของวีดีโอได้เพราะคนที่ไม่ได้ยินเสียงหรือไม่ถนัดในการฟังสำเนียงการพูดของต่างถิ่นจะไม่มีทางเข้าใจถ้าดูแค่วิดีโอเฉยๆ เราจึงต้องเพิ่มคำอธิบายที่เป็นประเด็นสำคัญของวิดีโอแนบไปด้วย

Search engine มีความคล้ายคลึงกันกับ video transcription เพราะมันเป็นการเพิ่มคำอธิบายของวิดีโอให้เป็นข้อความ/content

 

Video subtitling and captioning (การใส่ซับไทเทิลและคำบรรยายภาพในวิดีโอ)

          การใส่ซับไทเทิลและคำอธิบายไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันง่ายๆ เพราะมันเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาพอสมควร ซับไทเทิลจะบรรยายในส่วนของบทสนทนา ส่วน captioning (คำบรรยายภาพ) จะบรรยายเสียงอื่นๆที่ไม่ใช่บทสนทนา เช่น เสียงเพลง เสียงเอฟเฟค และเสียงตรวจสอบระบบลำโพง

ตัวเลือกสำหรับเนื้อหาที่จะเพิ่มในวิดีโอของคุณ:

–  ให้เพิ่ม transcript ของวิดีโอเป็นเนื้อในเพจ: คุณสามารถเพิ่ม transcript ของวิดีโอใส่ในหน้าเว็บเพจเดียวกันได้เหมือนในตัวอย่างในลิงค์ต่อไปนี้ (http://www.manythings.org/b/e/5000/) ซึ่งคุณสามารถพิมพ์ transcript ด้วยตนเองหรือใช้เครื่องมือมาช่วยก็ได้

การใช้ HTML5 <video> and <track>: ใช้ HTML5 เพิ่มองค์ประกอบของ <track> tag on a <video> หรือ <audio> จะช่วยให้คุณเพิ่มวิดีโอในหน้าเว็บเพจได้พร้อมกำหนดคำอธิบาย (transcription) ของวิดีโอให้เป็นไฟล์ a .vtt และข้อดีของการมีไฟล์ a .vtt คือ google จะสามารถนำข้อความ/คำบรรยายของวิดีโอไป index ได้

–  เพิ่ม interactive transcription ให้กับวิดีโอ: ลองใช้บริการที่จะสร้าง interactive transcription ให้กับวิดีโอดู เพราะทันคือการถอดเอาคำพูดทุกคำมาบรรยายแล้วบอกเวลาคร่าวๆของประโยคเหล่านั้นและเมื่อเราคลิกที่ประโยคในสคริปวิดีโอจะเล่นตรงนาทีของประโยคนั้น สามารถดูตัวอย่าง timed transcript ได้ในลิงค์ต่อไปนี้ (http://www.ted.com/talks/amit_sood_every_piece_of_art_you_ve_ever_wanted_to_see_up_close_and_searchable/transcript?language=en)

YouTube transcripts, subtitles และ closed captions: YouTube จะจัดการในการตั้งหัวข้อหรือเพิ่มคำบรรยายต่างๆโดยอัตโนมัติและ transcript ที่ได้เขียนขึ้นมาโดยอัตโนมัติจะต้องผ่านการตรวจสอบเป็นประจำแล้วการที่คำอธิบายของคุณมีลิงค์หรือคลิปเสียงต่างๆมาแทรกจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดแล้ว search engine จะเห็นเป็นแค่ตัวอักษรที่ไม่มีความหมาย

 

Video accessibility do’s and don’ts:

ให้เพิ่มวิดีโอ transcript: เวลาและความพยายามจะทำให้ได้ transcript (คำอธิบาย) ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าและจะช่วยให้ search engine กับผู้ที่เข้าชมวิดีโอเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะมีข้อความหรือคำอธิบายของวิดีโอนั้น

ให้อัพโหลดแล้วแก้ไข transcript และ captions ใน YouTube: การที่ YouTube ได้ตั้งคำบรรยายภาพให้โดยอัตโนมัติจะเป็นตัวอักษรที่ไม่เป็นภาษาเขีนน ดังนั้นคุณจึงต้องตามไปตรวจสอบแล้วแก้ไขให้ถูกต้องทุกครั้งเมื่อได้อัพโหลดวิดีโอ เพื่อให้ search engine ค้นพบวิดีโอของคุณได้

– ให้ขยายความในคำอธิบาย: อธิบายเพิ่มเติ่มในเนื้อหาหรือข้อความที่เราได้ตั้งไว้กับวิด๊โอ เช่น เพิ่มชื่อของผู้ที่บรรยาย ชื่อเพลง และเสียงประกอบในวิดีโอด้วย

ไม่สแปม: อย่าใส่ keyword ใน transcript ของวิดีโอมากเกินไป มันไม่ดีต่อประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้และถ้าอัดคีย์เวิร์ดแบบนั้นอาจจะทำให้ search engine มองข้าม transcript ของคุณได้เลย ดังนั้นให้เขียนคำอธิบายตามความเหมาะสมหรือเสมือนจริงที่สุด

 

Video accessibility tools & resources (เครื่องมือสำหรับวิดีโอ และ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม)

  • คำแนะนำสำหรับการสร้างไฟล์ Transcript (https://support.google.com/youtube/answer/2734799?hl=en)
  • วิธีเพิ่ม captions ในวิดีโอบนหน้าเว็บเพจ (http://www.washington.edu/accessibility/videos/web/)
  • การเพิ่ม transcript ในเว็บไซต์: ทำให้ผู้ใช้งานคนอื่นรู้จักวิดีโอและการถ่ายทอดของคุณ (http://www.uiaccess.com/transcripts/transcripts_on_the_web.html#justdoit)
  • Media Accessibility Checklist: รายการของการเข้าถึงมิเดียที่คุณต้องตรวจสอบ (https://www.w3.org/WAI/PF/HTML/wiki/Media_Accessibility_Checklist)
  • Deafness and the User Experience: ตัวเลือกสำหรับผู้ใช้งานและผู้ที่หูหนวก (http://alistapart.com/article/deafnessandtheuserexperience)
  • เครื่องมือสำหรับทำ transcript และ บริการอื่นๆอีกมากมาย:
    • Amara volunteer or paid transcription services
    • Wistia captioning
    • 3Play interactive captioning
    • ProTranscript basic or interactive transcription
    • CaptionBox interactive transcripts (has WordPress plugin)
    • SubPLY embeddable, customizable, interactive transcripts
    • Dotsub captioning & translation
    • YouTube: อัพโหลดวิดีโอของคุณ ดาวน์โหลด transcript วิดีโดโดยอัตโนมัติ และคุณสามารถมาแก้ไขหรือเปลี่ยนคำอธิบายของคุณได้ในภายหลัง
    • ซอฟต์แวร์การจดจำเสียง. ซึ่งมีตัวเลือกให้เลือกเป็นจำนวนมาก เราควรจะจำไว้ว่าการจดจำเสียงของคุณหรือฟังเสียงแล้วซอฟต์แวร์สามารถบรรยายเป็นอักษรออกมาได้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในขั้นตอนนี้

 

Cr. (https://moz.com/blog/seo-accessibility-images-video)

 

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 16: Content Promotion (โปรโมตเนื้อหาของเว็บไซต์)

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 16: Content Promotion (โปรโมตเนื้อหาของเว็บไซต์)

 

  1. ค้นหา content ที่เป็นที่นิยมในตลาดของคุณแล้วนำมันไปปรับปรุง/อัพเดท

คุณควรจะหาข้อมูล/เนื้อหาที่เป็นที่นิยมในตลาดของคุณแล้วนำมาโปรโมตเพจของคุณและลิงค์กับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคล้ายกับเว็บไซต์หรือเพจของคุณ

  1. โปรโมต content ที่คุณกำลังสร้างในเว็บเพจ

คุณควรจะโปรโมตเพจคุณในช่วงที่กำลังสร้างแม้จะยังสร้างเพจไม่เสร็จแต่ควรจะโปรโมทเพจเรื่อยๆ และคุณสามารถใช้ Derek Halpern of Social Triggers เพื่อช่วยในการโปรโมต

  1. โปรโมตผ่านอีเมล์

การโปรโมตผ่านอีเมล์ยังเป็นอีกขั้นตอนที่มีประโยชน์แต่ไม่ควรจะเป็นอีเมล์สแปมดังนั้นคุณควรจะโปรโมตผ่านอีเมล์ด้วย

  1. Shareable assets

ตั้งค่าให้เว็บไซต์มีการแบ่งปันการร่วม (Shareable assests) มากขึ้นจะได้แชร์ในโซเชียลและลิงค์ต่างๆง่ายกว่าเดิม

  1. แชร์ content จากเว็บไซต์อื่น

จำคติ เราแชร์ของเขา เขาแชร์ของเราไว้ เพราะการตลาดบนโลกโซเชียวจำเป็นต้องพึงพาความช่วยเหลือจากเว็บไซต์อื่นๆ

(Credit: https://ahrefs.com/blog/seo-tips)

 

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 13: Link Building (การสร้างลิงค์)

Part 13: Link Building (การสร้างลิงค์)

 

  1. สร้างลิงค์ (Link Building)

คุณควรสร้างลิงค์ให้เชื่อมโยงกับเว็บไซต์หรือเพจอื่นๆ เพราะใน SEO การสร้างลิงค์เป็นสิ่งที่สำคํญสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ติดอันดับใน Google ได้

  1. ลิงค์กับเว็บไซต์ที่โดเมนมีความน่าเชื่อถือสูง

ถ้าเว็บไซต์ของคุณลิงค์กับเว็บไซต์ที่โดเมนมีความน่าเชื่อถือสูงมันจะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถติดอันดับได้ดีกว่า คุณสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบค่าโดเมน (Domain Rating DR) ของเว็บไซต์ได้ง่ายๆ ที่ https://ahrefs.com/site-explorer  และยังสามารถใช้เครื่องมือ DA ของ Moz หรือ Trust Flow ของ Majestic ตรวจสอบค่าโดเมนก็ได้

  1. ลิงค์กับเว็บไซต์ที่ติดอันดับ

ให้ลิงค์กับเว็บไซต์ที่คุณสามารถจะเข้าถึงได้หรือเพจที่มีเนื้อหา (content) คล้ายกับเว็บไซต์ของคุณ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดอันดับ

  1. Links ที่อยู่ในเนื้อหามีคุณค่ามากที่สุด

Links ต่างๆ ที่อยู่ภายในเนื้อหาของคุณควรจะเป็นลิงค์ที่จะเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด ยกตัวอย่าง ให้ลิงค์ออกจากเนื้อหาเพื่อไปอีกเว็บไซต์หรือหน้าเพจตามรูปดังต่อไปนี้

link out content

  1. คัดลอก Links จากคู่แข่งของคุณ

คุณสามารถใช้เครื่องมือใน Ahrefs Site Explorer เพื่อตรวจสอบลิงค์ที่เว็บไซต์อื่นๆเชื่อมโยงด้วยแล้วเลือก Links ที่คุณต้องการมาเชื่อมดยงกับเว็บไซต์ของคุณ

  1. เชื่อมโยงกับ Links ที่คุณภาพต่ำอาจทำให้เกิดการลงโทษ

การเชื่อมโยงกับ Links ที่มีคุณภาพต่ำและลิงค์ที่เป็นอัตโนมัติอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกลงโทษโดย Google ดังนั้นให้คุณตรวจสอบ Links ก่อนที่จะนำมาเชื่อมโยงด้วยทุกครั้ง

  1. สร้างลิงค์โปรไฟล์ให้หลากหลาย

คุณควรจะกระจายรายละเอียดของโปรไฟล์ให้เป็นลิงค์ที่หลากหลายและในแต่ละลิงค์ควรมีข้อมูลที่แตกต่างกันเพื่อให้ลิงค์โปรไฟล์ของเว็บไซต์มีความแข็งแกร่ง

  1. กระจาย Anchor Text

Anchor Text เป็นข้อความที่เป็น Link เชื่อมโยง ซึ่ง Bot ของ Search Engine จะให้ความสำคัญกับข้อความชนิดนี้มากกว่าข้อความปกติ ดังนั้นให้เขียน Anchor Text ด้วยคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดย่อยต่างๆกระจายไปทั่วข้อความ

  1. หมั่นตรวจสอบโปรไฟล์ลิงค์ของคุณ

ให้หมั่นตรวจสอบโปรไฟล์ลิงค์ของคุณว่าได้เชื่อมโยงกับลิงค์คุณภาพต่ำหรือเปล่าเพราะการที่เว็บไซต์ของคุณลิงค์กับลิงค์ที่คุณภาพต่ำจะทำให้เว็บไซต์ของคุณตกอันดับได้ ดังนั้นคุณควรจะลบลิงค์ที่คุณภาพต่ำออกจากเว็บไซต์ของคุณ

(Credit: https://ahrefs.com/blog/seo-tips)

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 7: Trimming The Fat (การตัดส่วนเกินออก)

Part 7: Trimming The Fat (การตัดส่วนเกินออก)

 

  1. ตั้งค่าและเพิ่ม Canonical URLs 

Canonical URLs/Tag คือ การทำ SEO บนเว็บไซต์อย่างหนึ่งที่จะทำให้ลดและป้องกันการเกิดข้อมูลซ้ำของเว็บ ซึ่งถ้าหาก Google ตรวจพบว่า URL ของเว็บคุณซ้ำกับเว็บไซต์อื่น ก็จะทำให้หน้าของคุณแสดงใน Search Engine ลดลงและมีโอกาสค้นหาแล้วเจอเว็บไซต์ของคุณได้น้อยลง

  1. เพิ่ม noindex, follow ในเพจที่คุณไม่ต้องการให้ Google พบเจอได้

คุณควรใส่แท็ค noindex, follow ให้กับ content หรือหน้าเพจบนเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีความสำคัญมากและคุณไม่ต้องการให้บอทของ Google ตรวจเจอเพราะคุณภาพหน้าเพจนั้นต่ำ ให้ใส่โค้ดตรงหน้าไว้แบบนี้

<meta name=”robots” content=”noindex, follow“>

  1. ใช้ robots กีดขวางการตรวจสอบโดย spider ของ Google

คือการใช้ robot กีดขวาง Google bots แล Google spiders จากเพจในเว็บไซต์ที่คุณภาพต่ำและคุณไม่ต้องการให้ Google ตรวจพบ

 

(Credit: https://ahrefs.com/blog/seo-tips)

 

 

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 6: Content (เนื้อหา)

Part 6: Content (เนื้อหา)

 

  1. ใช้ Keyword ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

ควรจะใส่คีย์เวิร์ดไว้ตั้งแต่ย่อหน้าแรกในเนื้อหา Content ของเพจคุณ

  1. Content ที่ยาวมีความสัมพันธ์กับการจัดอันดับสูง

การที่มีเนื้อหายาวเป็นสิ่งที่สำคัญแต่ถ้าเขียนเนื้อหายาวแล้วต้องมีประสิทธิภาพสูงและเนื้อหาสอดคล้องกับแบรนด์ของเว็บไซต์แต่เนื้อหาควรไม่ยาวจนผู้เยื่ยมชมเว็บไซต์ขี้เกียจที่จะอ่าน

  1. ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็น Keyword density

ไม่จำเป็นต้องใส่รายละเอียดของคีย์เวิร์ด ให้เขียนแบบปกติด้วยคีย์เวิร์ดสักห้าถึงเจ็ดครั้งก็พอแล้ว

  1. ใช้ LSI Keyword

      LSI Keyword คือคีย์เวิร์ดที่มีความหมายคล้ายกับคีย์เวิร์ดหลักของเว็บไซต์หรือใช้คำศัพท์ที่สะกดเหมือนกันแต่คนละความหมายเพราะเวลามีคนค้นหาคำศัทพ์นั้นเว็บไซต์เราอาจจะปรากฏขึ้นในหน้าแรกของการค้นหาก็ได้

  1. เพิ่มมัลติมีเดีย

การเพิ่มรูปภาพ สไลด์ หรือวีดีโอ จะทำให้เนื้อหา (Content) มีความน่าสนใจมากขึ้น และการเพิ่มมัลติมีเดียก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการติดอันดับของ SEO

  1. เชื่อมโยงลิงค์ภายใน (internal links)

การเชื่อมโยงลิงค์กับหน้าอื่นของเว็บไซต์เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เข้าชมคลิกไปหน้าต่างๆได้ง่ายและรู้ว่าเว็บไซต์มีความเชื่อมโยงที่ดี

  1. ลิงค์ออก (link out)

การสร้างลิงค์ออกเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะคุณต้องลิงค์กับเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่ไม่ใช่สแปมและไม่ใช่เว็บขยะ สามารถทดลองลิงค์ง่ายๆ โดยคลิกลิงค์และเปิดในหน้าต่างใหม่ดู

  1. อัพเดทเนื้อหา (Content) เป็นประจำ

เขียนเนื้อหาใหม่เป็นประจำเพื่อให้มีความทันสมัยและอัพเดทข้อมูลข่าวสารของเว็บไซต์

  1. จัดลำดับความสำคัญของคุณภาพมากกว่าความถี่

ทุกวันนี้มีเว็บไซต์และผู้ทำเว็บไซต์ขึ้นใหม่มากคุณควรเน้นเนื้อหาที่มีคุณภาพมากกว่าความถี่ ดังนั้นจากการทีคุณเคยเขียนเนื้อหาลงเหือบทุกวันให้เปลี่ยนเป็นเขียนเนื้อหาอาทิตย์ละครั้งแต่มีคุณภาพที่ดี

  1. ตั้งค่า rich snippets หรือ โครงสร้างของข้อมูล

สร้างบทสรุป/โครงสร้างของเว็บไซต์และตรวจสอบในการค้นหาของ Google ที่จะบอกว่าคุณได้คะเว็บไซต์หรือบริการมากเท่าไร ตามตัวอย่างการตั้งค่า rich snippets ในภาพด้านล่างนี้

rich-snippets

  1. สร้างตารางเพื่อใส่ Content ที่ยาว

สร้างหัวข้อตารางของเนื้อหาที่มีลิงค์ซึ่งสามารถคลิกแล้วไปที่หัวข้อนั้นได้ เช่นใน เว็บ Wikipedia

 

(Credit: https://ahrefs.com/blog/seo-tips)