Designing for a Responsive Web (การออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive คืออะไร)

Designing for a Responsive Web (การออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive)

 

การออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive คืออะไร?

          Responsive Web Design คือการออกแบบเว็บเพจให้แสดงผลออกมาให้เหมาะสมกับขนาดหน้าจอหรืออุปกรณ์ที่แตกต่างกัน ในบทความนี้ได้เขียนขึ้นมาเกี่ยวกับการออกแบบ Responsive ไว้ 3 ส่วนสำหรับนักออกแบบเว็บไซต์โดยเฉพาะเพื่อที่จะได้รู้ และเข้าใจการทำเว็บ Responsive มากขึ้น ได้แก่

  1. A fluid grid
  2. Fluid images
  3. Media queries

 

บทบาทของนักออกแบบ

          ถ้าคุณมีบทบาทหน้าที่เป็นแค่ผู้ออกแบบเว็บไซต์อย่างเดียวนั้นหมายความว่าคุณไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับส่วน HTML และ CSS ของเว็บไซต์ แต่ในการออกแบบเว็บไซต์ Responsive คุณจะต้องเรียนรู้และเข้าไปแก้ไข code ของเว็บไซต์เพื่อที่จะให้เว็บไซต์แสดงผลแบบ responsive ได้

สิ่งสำคัญในการทำเว็บไซต์คือการออกแบบและเขียนโคดคู่กัน แต่นักออกแบบแต่ละคนอาจจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในทั้งสองด้านนี้ ดังนั้นคุณควรจะไปเรียนรู้เพิ่มเติมและเจาะลึกในด้านของการเขียนโค้ดสำหรับออกแบบเว็บไซต์

 

การออกแบบด้วย Grid System

Grid system.png

Grid System คือตัวช่วยในการออกแบบเว็บไซต์เพื่อทำให้มีระยะขอบเขตที่ชัดเจน แบ่งสัดส่วนของเว็บเพจให้เรียบร้อยในรูปแบบต่างๆ เช่น คอเลิมที่มีข้อมูลหรือข้อความ มีกราฟอยู่ในกล่องข้อความที่จะช่วยทำให้เว้บไซต์เป็นระเบียบเมื่อมีกล่องข้อมูลมากขึ้น

หนึ่งในโครงสร้างของการออกแบบเว็บไซต์ Responsive คือ The Fluid Grid ซึ่งจะวัดแบบดั้งเดิมเป็นพิกเซลแต่จะเปลียนเป็นเปอร์เซ็นจากความกวางของเพจ ความกวางของคอเลิมจะเปลี่ยนตามขนาดของหน้าต่างและอุปกรณ์ที่ใช้งาน

ซึ่งเป็นเหตุผลที่คุณจะต้องใช้ตารางในกาออกแบบเว็บไซต์ Responsive เพราะมันเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการออกแบบเว็บไซต์ให้เป็น responsive ไม่งั้นมันจะใช้ไม่ได้แล้วเมื่อคุณทราบแล้วว่าพิกเซลมีขนาดที่ไม่แน่นอนคุณควรจะรู้รายละเอียดในการใช้ตารางดังต่อไปนี้

  1. พยายามงดการใช้เส้นขอบพื้นผิวของคอเลิมเหมือนในรูปข้างล่างนี้ textured_borders

การออกแบบขอบคอเลิมเหมือนในภาพดังกล่าวจะทำให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์ของคุณยุ่งยากเพราะจะปรับขนาดในแนวนอนไม่ได้

 

  1. ไม่ควรจะไล่ระดับให้อยู่ในแนวนอน horizontal_gradient

เป็นเหตุผลเดียวกันกับภาพก่อนหน้านี้ว่าจะไม่สามารถวัดเป็นแนวนอนได้ แต่มันก็สามารถวัดได้ถ้าใช้เครื่องมือของ โปรแกรม CSS แต่ถ้าคุณมีเปาหมายให้ผู้เข้าเยื่ยมเว็บไซต์จำนวนมากคุณไม่ควรจะใช้เอฟเฟคแบบนี้

  1. แต่ถ้าหากคุณใช้สีในพื้นหลังในคอเลิมให้ใช้สีที่ไม่แจ่ม หยาบและหลีกเลี่ยงการใช้รูปภาพหรือตัวประกอบมาเป็นพื้นหลังของข้อความ

 

Thinking with Proportions (การคิดแบบมีสัดส่วน)

          การที่คุณจะวัดการออกแบบของคุณให้แสดงผลกับอุปกรณ์แล้วในช่วงเวลาที่คุณกำลังออกแบบนั้นคุณจะประสบปัญหาที่ข้อความในเว็บเพจใหญ่เกินไป ใช่อยู่ว่าหัวข้อต่างๆในเพจมีขนาด 100pt จะดูสวยงามในจอคอมพิเตอร์แต่มันจะใช้ไม่ได้เมื่อมาเปิดใช้ในหน้าจอของ IPhone เพราะตัวอักษรจะมีขนาดที่ใหญ่เกินไปซึ่งมีผลกระทบต่อการออกแบบเดิมของคุณ

อยู่ในการทำงานของขั้นตอนนี้ผู้พัฒนาจะใช้ โปรแกรม CSS เพื่อปรับขนาดเว็บไซต์ให้เหมาะกับหน้าจอการแสดงผลแต่การทำงานขั้นตอนนี้ก็ต้องขึ้นกับผู้ออกแบบ

เพื่อช่วยนักพัฒนาเว็บไซต์ใช้การออกแบบดังเดิมของเขานักออกแบบอย่างคุณจะต้องเลือกตัวอักษรและพื้นหลังของกล่องข้อความต่างๆทุกครั้งที่วางคอเลิมในเพจนั้นๆเพื่อให้ผู้พัฒนานำไปใช้งานในรูปแบบเดิมได้ และคุณควรจะใส่ใจด้วยว่าตัวอักษรจะปรับลให้เข้ากับขนาดเท่าไหร่

วิธีที่ผิดในการใส่ขนาดของตัวอักษรคือ : x จะต้องมีขนาดที่ใหญ่กว่า y 20pt ความคิดนี้ไม่เพียงแต่เป็นความยุ่งยากสำหรับนักพัฒนาระบบเพราะคุณกำลังจะทำค่าคงที่ที่จะไม่เปลียนหรือปรับขนาดแม้จอแสดงผลจะเล็หรือกว้างแค่ไหนก็ตาม

วิธีที่ถูกต้องในการใส่ขนาดของตัวอักษรคือ : x จะต้องมีขนาดที่ใหญ่เกือบเท่า y 1.5 เท่า เพราะวิธีนี้จะยอมรับเฉพาะการออกแบบที่แท้จริงว่าขนาดของตัวอักษรมีขนาดเล็กหรือใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับข้อความอื่นๆบนหน้าเว็บไซต์, (ค่าคงที่เช่น 24pt หรือ 64pt จะหมดความหมาย)

เมื่อคุณวางแผนการออกแบบสำเร็จแล้วให้นำข้อมูลทั้งหมดส่งไปยังผู้พัฒนาระบบเพราะจะได้ช่วยกันตัดสินใจและตวรจสอบดูว่าการออกแบบนั้นจะแสดงผลบนเว็บเพจอย่างไร

 

Make it Modular (สร้างให้เป็นไปตามมารตฐาน)

ในส่วนสุดท้ายของการทำเว็บไซต์แบบ Responsive คือ การใช้ Media Queries เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าเว็บไซต์ของเรา

สิ่งที่พิเศษในการใช้ Media Queries คือ คุณสามารถปรับขนาดหรือออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ใหม่เพื่อให้ปรับขนาดเข้ากับบราวเซอร์ได้

เพื่อให้การออกแบบออกมาดีที่สุดคุณควรจะเริ่มคิดถึงส่วนต่างๆของแบบ เช่น เนื้อหาหลัก (main content), ส่วนด้านข้าง (sidebar), หัวข้อเรื่อง (header) และระบบนำทาง (navigation)

ซึ่งมันไม่ได้เป็นชิ้นส่วนที่ต้องวางไว้ในตำแหน่งเดียวกันเหมื่อนส่วนอื่นๆ แต่ชิ้นส่วนสำเร็จรูปนี้สามารถนำมาจัดเรียงใหม่,ปรับขนาดและสับเปลี่ยนจากแบบเดิมได้โดยไม่ทำให้ลักษณะที่สำคัญหายไป

ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังออกแบบเว็บไซต์ด้วยโครงสร้างเหมือนในภาพด้านล่างนี้

modules_original

ส่วนที่สำคัณของตัวอย่างนี้คือ กลุ่มขององค์ประกอบที่ต้องอยู่ด้วยกันในโครงสร้างต่างๆ เช่น ลิงค์ของระบบนำทาง (navigation links) จะต้องอยู่ด้วยกันไม่งั้นจะทำให้ไม่มีความหมาย นี้เป็นโมดูลที่เป็นส่วนของข้อมูลที่จะสามารถย้ายไปรอบๆโมดูลอื่นๆได้โดยไม่สูญเสียความสำคัญของมัน

การสร้างเว็บไซต์ด้วยโมดูล (module) เหล่านี้จะทำให้ง่ายต่อการใช้งานเพราะขนาดโครงสร้างจะปรับมุมมองให้เข้ากับอุปกรณ์การแสดงผลต่างๆ เช่น

modules_resized.png

คุณจะสามารถเห็นได้ว่าภาพตัวอย่างของเว็บไซต์นี้โมดูลจะจัดในตำแหน่งที่แตกต่างไปจากเดิมแต่ยังแสดงข้อมูลเดียวกันกับต้นฉบับ เพียงแค่ในรูปแบบย่อยสำหรับโทรศัพท์หรือเบราว์เซอร์อื่นๆทีมีขนาดแตกต่างกัน แล้วคุณไม่จำเป็นที่ต้องไปแก้ไขส่วนใดของโครงสร้างนี้เพื่อให้ใช้งานในรูปแบบที่สองได้เพราะมันเป็นแค่การมองภาพเดิมในมุมมองที่แตกต่าง หวังว่ารูปแบบใหม่นี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นขณะที่คุณกำลังออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ในอนาคต

 

Conclusion (สรุป)

          เหมือนกับสิ่งทั่วๆไปในอินเตอร์เน็ต การออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive (Responsive Web Design) เป็นวิวัฒนาการของระบบซึ่งจะค่อยเป็นค่อยไป มันเป็นเพียงขันตอนหนึ่งของการทำเว็บแต่ไม่ได้สมบูรณ์ทุกอย่าง ในฐานะที่คุณเป็นนักออกแบบคุณจะต้องปรับเปลี่ยนขั้นตอนในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

Responsive Web Design เป็นอนาคตของการออกแบบเว็บไซต์หรืออย่างน้อยก็จะเป็นเมื่อนักพัฒนาระบบและนักออกแบบนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำเว็บไซต์ ในฐานะนักออกแบบเว็บไซต์และนักพัฒนาระบบ เราเป็นคนเดียวที่เห็นความยอดเยี่ยมของมาตรฐานใหม่บรรลุผล ทำให้มันเป็นจริงได้เพื่อตัวคุณ ตัวเราเอง และอินเตอร์เน็ตที่ยิ่งใหญ่ขึ้น!

 

Cr. http://webdesign.tutsplus.com/articles/designing-for-a-responsive-web–webdesign-3850

How to do Keyword Research in 90 Minutes

วิธีการค้นหาและวิเคราะห์ Keyword ใน 90 นาที

ทุกคนคงเคยมีช่วงเวลาที่ต้องทำงานอะไรหลายๆอย่างพร้อมกันจนไม่มีเวลาว่างที่จะมานั่งค้นหาข้อมูลหรือเทรนด์เกี่ยวกับ keyword และคุณไม่อยากเสียเวลาในการนั่งอ่านบทความต่างๆ ที่มีผลลัพธ์การค้นหามากถึง 15.4 ล้านเว็บไซต์ที่จะทำให้คุณแม่นยำในด้าน keyword ได้อย่างแน่นอนถ้าคุณอ่านครบทุกเว็บไซต์

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครมีเวลามาเปิดดู 15.4 ล้านเว็บไซต์ของผลลัพธ์และระบุว่าเว็บไซต์ไหนโพตส์เนื้อหาเป็นประจำ, เข้าประเด็น, หรือถูกต้อง จึงเป็นเหตุผลที่ผมตั้งข้อจำกัดให้แบ่งหมวดหมู่โดยเฉพาะและตารางระบุประสิทธิภาพเพื่อนำเสนอ keyword ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับ organic search

Keyword Research

เราจะเริ่มต้นศึกษาด้วยการตั้งลูกค้านามสมมุติขึ้น  Joey Antipodean เป็นชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ใน แมนฮัตตันและชอบจิงโจ้มาก เขาชอบจิงโจ้มากจนตัดสินใจทำเว็บไซต์ www.kangaroosnyc.com ขึ้นมาสำหรับคนที่ชื่นชมและชอบจิงโจ้เหมื่อนกันมาสอบถามหรือเล่าประสบการณ์และมี community ที่สือสัตย์และมีชีวิตชีวา

 

การใช้ชุดเครื่องมือของ Google

          อันดับแรก Joey ต้องติดตั้ง Google Analytics (GA) และ Google Webmaster Tools (GWT) และตั้งแต่ Google เลิกแสดงผลลัพธ์ของ keyword ใน GA เราจึงต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. เข้าไปที่ GA account ของ Joey แล้วคลิกตรงคำว่า “Acquisition” ในเมนูแถบตรงซ้ายมือ

2.ให้คลิกที่ “Source/Medium” ตรงใต้คำ “Acquisition”

  1. ในหน้าข้อมูลหลักให้คลิกตรงคำว่า “google/organic” (รูปภาพที่ 1)
  2. แล้วคลิกที่ “Secondary Dimension” ตรงใต้คำว่า “Behavior” แล้วคุณจะเจอ “Landing Page” (รูปภาพที่ 2)

1

(รูปภาพที่ 1)

keyword 2

(รูปภาพที่ 2)

แล้วคุณก็จะได้ตารางผลลัพธ์ของเว็บไซต์ที่ติดอันดับแรกๆ ที่จะช่วยให้คุณหา keyword ที่คุณต้องการได้จากการดูว่าเว็บไซต์นั้นมี traffic ที่ดีไหมและให้ดูว่าเนื้อหาของคุณคล้ายกับของเขาหรือเปล่าแล้วค่อยเลือกเอา keyword มาใส่ของเรา

keyword

 

แต่คุณสามารถหา keyword ที่เฉพาะและเจาะจงได้ด้วยการใช้ GWT เพราะ GWT จะช่วยให้คุณค้นหาและดูข้อมูลที่เฉพาะ, ความประทับใจ, อัตราคลิก, CTR และตำแหน่งเฉลี่ยบนหน้าเว็บ หลังจากนั้นในคลิกที่ “Search Traffic” ตรงซ้ายมือซึ่งแสดงข้อความสำหรับการค้นหาที่สามารถใช้ตัวกรองในการเอา traffic ของเว็บไซต์ที่มีแบรนด์ออกแล้วแสดงให้เห็นเฉพาะเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานคลิกเข้าไปดูจริงๆ แล้วทำให้ SERPs เห็นเว็บไซต์ http://www.kagaroosnyc.com ได้

Search

คุณสามารถเลือกตรงแถบว่าต้องการให้แสดงผลลับอันไหนได้ระว่างเว็บไซต์ยอดนิยมกับคำที่ค้นหายอดนิยม GWT มีการใช้งานที่แตกต่างจาก GA ตรงที่ GA จะแสดงผลให้เห็นแค่ URLs ของเว็บไซต์ต่างๆ แต่ GWT จะแสดงตาราง keyword ที่ใช้ละอัตราคลิกของคำนั้นๆ

3.png

 

เรามาเริ่มต้นด้วยการใส่ keyword ที่หาได้ใน GA และ GWA ลงใน Google Docs spreadsheet ก่อนแล้วค่อยมาเพิ่มจำนวนครั้งที่ถูกค้นหา ตอนนี้เราได้ข้อมูลมาแล้วและเราสามารถนำไปปรับปรุงคีย์เวิร์ดให้ดีขึ้นได้ ด้วยการใชเครื่องมือ Google Keyword Planner (GKP) เมื่อเข้าไปที่ GKP แล้วให้คลิกที่ “Search for new keyword and ad group ideas” และ ใส่คำว่า “kangaroos” ในช่องเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณและปล่อยช่องใส่ข้อความอื่นๆให้ว่างไปก่อนตอนนี้

GKP

GKP step

แล้วคลิกที่ “Get Ideas” ในด้านล่างของเพจ เมื่อได้ผลลัพธ์ให้คลิกที่ Click on “Avg. Monthly searches” เพื่อให้เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย

GPK 3

เมื่อคุณคลิกที่กลุ่ม Ad “Kangaroo” คุณก็จะได้ keyword ทีเป็นคำสั้นๆแต่ผลลัพธ์หลังจากนั้นจะเริ่มมี keyword ที่ยาวขึ้นและเป็นคำถามเช่น “Where do kangaroos live” ถูกค้นหาถึง 1,000 ครั้งต่อเดือน ดังนั้นคุณควรจะใส่ใจในเรื่องของคีย์เวิร์ดที่เป็นคำถามด้วย เพราะมันจะช่วยให้เราติดอันดับได้ใน SERPs โดยไม่ต้องไปแข่งแข่นกับเว็บไซต์ของ National Geographic, Wikipedia, และ zoos ได้

อีกเครื่องมืออันหนึ่งที่คนไม่ค่อยจะรู้จักกันคือ Google Instant ที่จะช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดได้โดยพิมพ์คำขึ้นต้นก่อนแล้วในการค้นหาจะเติมคำให้เอง เหมือนตัวอย่างในรูปภาพข้างล่างนี้

Google Instant

ให้รวบรวม keyword ที่คุณหามาได้ทั้งหมดและใส่ลงใน GKP ที่จะช่วยให้คุณหา traffic ในการค้นหานั้นโดยเฉพาะแล้วให้คลิกที่ “modify search” และคลิกตรกตัวเลือกให้ “Get search volume for a list of keywords or group them into ad groups” ก่อนที่จะโหลดกล่องขึ้นด้วย keyword ที่ต้องการ

 

ประเมินความเป็นจริง: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ที่มีอยู่แล้วหรือสร้างขึ้นมาใหม่?

คุณสามารถวิเคราะคีย์เวิร์ดของคุณได้ว่าจะสามารถแข่งขันในอันดับ SERPs ได้หรือไม่ มี Domain ที่มีความแข็งแกร็จหรือค่อนข้างอ่อนแอและไม่เป็นที่รู้จัก? คุณสามารถวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ได้โดย Moz’s Open Site Explorer ที่จะช่วยคุณตรวจสอบเว็บไซต์คุณได้ว่าจะสามารถแข่งขันใน SERPs และมีโอกาศติดอันดับในหน้าแรกได้ไหม ส่วนการค้นหายอดนิยม “what do kangaroos eat” ที่ถูกค้นหามากถึง 2,400 ครั้งต่อเดือน

What do kangaroos eat

what do kangaroos eat 2.png

ต่อไปนี้ให้คุณนำ keyword ที่สะสมมาใน Google Doc  มาเรียงจัดอันดับของปริมาณการค้นหาต่อเดือนและหา keyword ที่มีประสิทธิภาพสูงหรือ keyword ที่ใกล้เคียง หลังจากนั้นให้นำ keyword ที่ได้มาตรวจสอบความแปรปรวนในอันดับของ SERPs หากเราเห็นหน้าเดียวกันแสดงขึ้นซ้ำๆสำหรับการค้นหา แสดงว่าคุณไม่จำเป็นต้องใส่คำสั่งที่แตกต่างกันในหน้าอื่นๆของเว็บ คุณสามารถตัดบางส่วนออกเพราะคุณจะได้รับ traffic ที่เป็น organic ได้

สุดท้ายแล้วให้เลือก keyword ที่มียอดนิยมที่สุดและเลือกจากตาราง keyword ที่คุณเขียนเอาไว้ว่าคีย์เวิร์ดไหนจะนำ traffic มาให้เว็บไซต์คุณมากที่สุดที่มี title tag ประสิทธิภาพ แต่คุณยังไม่ได้ได้สร้างเพจหรือเว็บไซต์ให้ keyword เหล่านั้นดังนั้นให้อ่านในขั้นตอนต่อไป

 

Listen to the ideal audience (ค้นหากลุ่มเป้าหมาย

จากที่คุณได้ทำมาทั้งหมดยังเป็นแค่การหา keyword และประโยคที่คุณคิดว่าผู้ใช้งานจะค้นหาใน Google แต่คุณกำงลำเอียงเพราะคุณก็ต้องฟังความต้องการของผู้ใช้งานด้วย โดยการหาจากเพจโซเชียลต่างๆ ด้วยการใช้ hashtag และ keyword เพื่อค้นหาสิ่งที่ผู้ใช้งานกำลังสนใจและพูดถึงมากที่สุด

เช่น พิมพ์คำว่า “kangaroo pet” ในช่องการค้นหาใน Twitter แล้วคุณก็จะได้ผลลัพธ์ที่กว้างและหลากหลายที่ไม่ใช่แค่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณต้องการแต่อาจจะมีผลลัพธ์ของสิ่งอื่นๆที่คล้ายกัน การที่คุณค้นหาใน Twitter คงจะให้ไอเดียในการคิด keyword และเพิ่มใส่ใน GKP อย่างไรก็ตามการใช้คีย์เวิร์ดที่เป็นประโยคหรือยาวคงจะไม่ช่วยให้คุณมี traffic เข้าเพจได้มาก แต่ถ้ามันเป็นที่นิยมและพูดถึงมากในโซเชียลอาจจะทำให้มี traffic เข้ามามากก็ได้ ดังนั้นคุณควรจะเลือก keyword ที่เหมาะกับผลิตภันณ์/บริการของคุณ

นอกจากการใช้ Twitter และโซเซียลมิเดียต่างๆแล้วคุณสามารถใช้ฟอรั่มที่จำนำไปสู่คำถามและคำตอบที่ตอบโดยมนุษย์ไม่ใช่บอทที่ทำตามอัลกอริทึ่มที่ได้วางไว้ ปกติการโต้ตอบในฟอรั่มจะมีรายละเอียดสูงในการตอบคำถาม แต่ถ้าคำถามที่อยู่ในบล็คต่างๆนั้นมีผู้ใช้งานสนใจมากและถูกแชร์ไปในเพจต่างๆคุณก็ควรจะพิจราณาการใช้ keyword แบบ long-tail มากกว่า keyword แบบ short-tail

 

Demonstrate room for growth

คุณควรจะภูมิใจกับการได้ keyword จากการค้นหาในโปรแกรมต่างๆ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Joey Antipodean จะดูแลหรือแม้กระทั้งให้ความสนใจกับเว็บไซต์ของเขา ดังนั้นเราควรจะบอกให้เข้าใส่ใจในเรื่องของการอัพเดทเนื้อหาและรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่อยู่ในเว็บไซต์เพราะ SEO ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มาก บางที่เมื่อบอทไปตรวจเว็บไซต์แล้วพบว่าคุณได้อัพเดทสิ่งเหล่านั้นเป็นประจำอาจจะทำให้ติดอันดับขึ้นมาก็ได้

เว็บไซต์ที่เป็น e-commerce ควรจะสามารถให้ค่าเฉลี่ยของการสั่งซื้อ (AOV) สำหรับรายการ แต่ไม่ใช่ทุกเว็บไซต์ที่ Joey เป็นส่วนร่วมด้วยมารตการเปลี่ยนแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์ สมมุติว่าเว็บไซต์ www.kangaroosnyc.com ต้องการให้ผู้ใช้งานมาลงชื่อใช้อีเมล์และเข้าชมในอัตรา 3% และมีอีกมีห้าเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีทำคีย์เวิริดเฉพาะให้แต่ติดอยู่ในอันดับของ SERPs

เราจะใช้การประมาณค่าของอัตราคลิกเข้าข้อมูลเหมือนในกรณีศึกษาจากกราฟของ Advanced Web Ranking เราจะเห็นได้ว่าอัตราการคลิกในจุดที่สี่มีค่า 6.97% และมีการแสดงผลในเว็บไซต์ที่ติดในห้าอันดับนั้น 10,000  ครั้งต่อเดือน 697 จะเข้าไปถึงเว็บไซต์และจาก 697 นั้นจะมีแค่ 3% หรือ 21 คนจะลงทะเบียนแล้วให้อีเมล์ของเขา

Google Organic Click-Through Rates

สามารถอ่านรายล่ะเอียดเกี่ยวกับ Google Organic Click-Through Rates in 2014 ได้ที่ http://www.advancedwebranking.com/blog/google-organic-click-through-rates-2014/

 

แต่มันก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการหา keyword เราจะคาดหวังให้ keyword นั้นติดอยู่ในอันดับสูงๆจนมาหยุดอยู่ที่ตำแหน่งคงที่ ให้ทำตามขั้นตอนเดิมแต่ Google ให้ อัตราคลิกเป็น 31.24% ก็จะได้ย้ายไปอีกจุดหนึ่งจะได้อัตราคลิกถึง 3,124 คลิกด้วยการแสดงผล 10,000 ที่จะมีผู้ใช้งานมาลงทะเบียนอีเมล์เกือบ 94 หรืออาจมีเพิ่มถึง 74 คนถ้าคุณทำกระบวน keyword ให้ แต่สำหรับลูกค้าที่ทำเว็บไซต์ e-commerce เราจะสนใจเกี่ยวกับรายได้ของเว็บไซต์มากกว่าการนำคนมาลงทะเบียนในอีเมล์

Google Organic Click-through Rates 2

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างการหา keywords ให้กับเว็บไซต์ Kangaroos NYC เพื่อนำ traffic และอัตราการคลิกเข้าชมให้กับเว็บไซต์ แต่คุณก็ต้องหาข้อมูลและดูว่าลูกค้าของคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรก่อนแล้วค่อยลงมือเริ่มทำ และอย่าลืมเหตุผลที่คุณตั้งไว้ว่าจะทำให้เว็บไซต์ติดในอันดับที่สูงที่สุดของ SERPs ใน Google ดังนั้นคุณควรจะให้ความสำคัญกับข้อมูลและรายละเอียดต่างๆแล้วนำไปทำเว็บไซต์ของคุณ

 

Cr. https://moz.com/blog/keyword-research-in-90-minutes

 

SEO Basic Tips: สิ่งสำคัญ 8 อย่างทีจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณ

SEO Basic Tips: สิ่งสำคัญ 8 อย่างทีจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณ

 

SEO คืออะไรกันแน่?

การทำ SEO คือการใส่ keyword ต่างๆให้กับเพจแล้ะเว็บไซต์เพื่อให้ค้นเจอได้หน้าแรกๆ ของ Google แต่นอกจากนั้นคุณก็ต้องออกแบบและวางเนื้อหาให้ถูกวิธีของหลัก SEO ต่อไปนี้คือ 8 สิ่งสำคัญของการออกแบบเว็บไซต์ตามหลักของ SEO เพื่อให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่ดี

  1. สมมุติว่าเว็บไซต์ของคุณคือเค้ก

Link สื่อโซเชียวต่างๆ และพื้นที่โฆษณาที่ซื้อในเสิร์ชเอนจินเปรียบเหมือนไอซิ่งบนหน้าเค้ก ส่วนเนื้อหา รูปแบบข้อมูล ระบบการจัดการการเนื้อหาและโครงสร้างพื้นฐานเปรียบเหมือนน้ำตาลที่ทำเค้ก ถ้าไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลเค้กก็จะไร้รสชาติแล้วคุณก็จะทิ้งมันลงขยะ เหมือนในรูปด่านล่างที่ทั้งสองเป็นเค้กแต่อันที่คุณภาพดีและน่ากินก็ต้องถูกเลือก เหมือนกับ SEO นี้แหละคะเว็บไซต์ไหนที่ทำตามขั้นตอนของ SEO ได้ก็จะติดอันดับได้ดีกว่า

think-of-your-site-like-a-cake

  1. สิ่งที่ Search Engine กำลังมองหา

           ระบบของ Search Engine ต้องการทำงานให้มีคุณภาพที่ดีที่สุดโดยจะตรวจสอบว่าผู้ใช้งานจะค้นหาหัวข้อหรือ content ไหนมากที่สุด ดังนั้นคุณควรตรวจสอบรายละเอียดของขั้นตอนต่อไปนี้ว่าเป็นไปตามวิธีของ SEO หรือไม่

  • Content: เลือกธีมเพจให้เรียบง่ายด้วยตัวอักษรที่อ่านออกได้ง่าย ใส่หัวข้อและรายละเอียดของหัวข้อให้ถูกตามหลัก SEO ด้วย
  • การแสดงผล: ตรวจสอบความเร็วของการโหลดเพจบนเว็บไซต์ของคุณ
  • ฝ่ายบริหารเว็บไซต์: ให้ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหามากพอที่จะ link ไปที่เว็บไซต์ที่เป็นทางการหรือไม่ และให้ใส่อ้างอิงของเว็บไซต์ด้วย
  • ประสบการณ์ของผู้ใช้: ตรวจสอบว่าการออกเว็บไซต์สามารถดึงดูดคนเข้ามาชมได้ไหม ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ง่ายต่อการเข้าถึงไหม ตรวจสอบความปลอดภัยของเว็บไซต์ และตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณมี bounce rate หรือไม่

 

  1. สิ่งที่ Search Engine ไม่ได้ค้นหาและตรวจสอบ

          Spider ของ search engine มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนหนึ่งดังนั้นถ้าคุณใช้วิธีเพื่อหลอกบอทคุณคิดผิดแล้วเพราะจะทำให้คุณเสียโอกาศในการติดอันดับได้สูงมาก สิ่งที่ search engine ไม่ต้องการ คือ

  • การใช้คีย์เวิร์ด ซ้ำๆ (Keyword Stuffing): บอทจะไม่ตรวจเว็บไซต์คุณถ้าในเนื้อหาและหัวข้อต่างๆมีคีย์เวิร์ดมากเกินไป
  • การซื้อ link ต่างๆ: การซื้อ link จะไม่ช่วยให้ SEO บนเว็บไซต์ของคุณติดอันดับได้เลย
  • การเข้าถึงเว็บไซต์ที่ยุ่งยาก: สร้างและออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณให้เข้าถึงได้ง่าย ให้หลีกเลี่ยงจำนวนของป้ายโฆษณาบนเว็บไซต์ไซต์มากเกินไป ไม่งั้น spider ของ search engine จะไม่ตรวจเว็บไซต์ของคุณเลย
  1. รู้จักโครงสร้างธุรกิจของคุณให้ดี

คุณควรจะทำความเข้าใจกับโครงสร้างของธุรกิจคุณให้ดีแล้วถามคำถามต่อไปนี้กับตัวเองว่าคุณต้องการอะไร

  • อะไรคือสิ่งที่กำหนดแปลงสำหรับคุณ?
  • คุณต้องการแค่ให้คนดูหรือคลิกเข้าที่เว็บไซต์ของคุณมากกว่ากัน?
  • เป้าหมายของคุณคืออะไร?
  • คุณรู้สินทรัพย์และหนี้สินของคุณไหม?

 

  1. เพิ่มความหลากหลายให้กับเว็บไซต์ของคุณ

multichannel-optimization

การใส่ Keyword ไม่ได้สำคัญแค่ใน on-site แต่สำคัญใน off-site ต่างๆของเว็บไซต์ด้วยดังนั้นคุณควรจะใช้สือโชเซียลต่างๆเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีช่องทางที่หลากหลายด้วย เช่น

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Email
  • แบบออฟไลน์เช่นโฆษณาในวิทยุหรือโทรทัศน์

การที่เขียนประโยคหรือใช้คำที่สอดคล้องกับคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์จะช่วยสร้างตราสินค้าหรือบริการของคุณได้และยังช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพด้วย

 

  1. ใช้ Domain name ที่สอดคล้องกัน

Domain name เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตั้งเว็บไซต์ของคุณ เพราะ Domain name เป็นชื่อเว็บไซต์และชื่อบล็อคต่างๆของคุณ ดังนั้นคุณควรจะตั้งชื่อโดเมนของเว็บไซต์คุณให้เรียบง่ายและจดจำง่าย

ตั้งชื่อโดเมนสั้นๆที่ไม่มีตัวเลขหรืออักศรเพิ่มต่างๆแบบตัวอย่างนี้(example.com/awesome) ให้จดชื่อโดมเมนง่าย เช่น (www.example.com)  แล้วถ้าคุณทำ SEO ของคุณตามหลักแล้วให้มี inbound link ด้วย คุณก็จะสามารถค้นหาเว็บไซต์โดยไม่ต้องใส่ www. และ ถ้า URL ของคุณมี keyword ในชื่อจะยิ่งดีเพราะจะช่วยในการได้อันดับของ SEO ง่ายขึ้น

 

  1. เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับชนิดของการค้นหา

นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในเดสก์ท็อปแล้วคุณควรจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ค้นหาได้ผ่านโทรศัพท์แท็บแล็ตและสื่ออื่นๆด้วย ในหน้าหลักของคุณควรมีเนื้อหาที่เป็นวีดีโอเพื่อสื่อถึงสินค้าหรือธุรกิจของคุณ ซึ่งจะสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่ใช้งานมากว่าแค่เนื้อหาที่มีแค่ตัวอักษร แต่ถ้าหน้าเว็บของคุณมีแค่ตัวอักษรให้เพิ่ม Flash เข้าด้วยแล้วใช้ตัวอักษรที่เรียบและอ่านได้ชัดเจนเพื่อให้ search engine ค้นพบแล้วตรวจสอบได้

 

  1. อย่าลืมใส่ Meta Data ให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วย

ใส่ title tag และ meta description ให้กับเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณ

  • ทุกวันนี้บอท Google ไม่ได้สนใจ meta keyword มากหนักแต่ถ้าคุณใส่ meta keyword ให้ใช้คีย์เวิร์ดที่จะอธิบายถึงเว็บไซต์ของคุณด้วยรูปแบบที่ถูกต้อง
  • เขียน meta description ให้มีลักษณะเฉพาะและอธบายถึงเว็บไซต์ได้ชัดเจน แต่การใช้ meta description ที่ซ้ำกันจะไม่ช่วยให้คุณติดอันดับได้เลย

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคํญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือการใส่ title tag ของเนื้อหาให้มีความโดดเด่นที่จะสามารถทำให้ผู้ใช้งานคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ได้

 

Cr. (https://searchenginewatch.com/sew/how-to/2259693/seo-basics-8-essentials-when-optimizing-your-site)

 

 

 

 

 

 

10 SEO Basic TIPS

เคล็ดลับการทำ SEO เบื้องต้น 10 ข้อ

SEO ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก, และใน 2014 Panda Update ได้สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับเจ้าของเว็บไซต์หลายคน ในปี.2015 ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO หลายท่านกังวลว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างแต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับผู้ที่เรียนในด้าน SEO มา

การทำ SEO และป้อนคำหลักในเนื้อหาอาจจะสิ้นสุดลงในไม่ช้าเพราะได้มีการอัพเดพดังนี้

  • Pigeon Update ใน 2014 ได้ปรับปรุงการค้นหาในท้องถิ่นดีขึ้น
  • HTTPS/SSL Update ได้มีการเสนอความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์มากขึ้น และ
  • Panda Update ได้ปรับปรุงเนื้อหาที่สามารถพบได้ทุกที่

แล้วคุณคาดว่าใน 2015 จะมีการอัพเดทแบบไหนอีกและคุณคิดว่าจะทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ยั่งยื่นอย่างไร?

 

TIP #1 สร้างเนื้อหาให้มีคุณภาพ

Google มีเครื่องมือในการตรวจเนื้อหาที่คุณภาพสูงและเนื้อหาที่คุณภาพต่ำหรือข้อความที่เป็นมูล ดังนั้นถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในปีนี้คุณต้องขยันที่จะเรียนรู้และเขียนเนื้อหาให้มีคุณภาพที่สูงให้กับเว็บไซต์ของคุณ Google มีรางวัลให้กับเว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาน้อยๆที่สอดคล้องกันและถ้าได้รับรางวัลเหล่านั้นจะทำให้เว็บไซต์คุณมีการเยี่ยมชมมากขึ้น, ได้ธุรกิจมากขึ้น และร้ายได้เพิ่มขึ้นดังนั้น มุ่งมั่นในคุณภาพมากกว่าปริมาณ

คีย์เวิร์ดในเนื้อหายังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ตั้งแต่ Hummingbird Update ใน 2013  ทำให้มีการเปลียนแปลงในวิธีการใช้, การดู และการค้นหา มีการค้นหาในรูปแบบประโยคและคำถามมากขึ้นดั่งนั้นคุณควรจะเปลี่ยนรูปแบบการใส่คำหลักของคุณ

เช่น ถ้าเป็นแต่ก่อนเวลามีใครค้นหาข้อมูลจะพิมพ์ว่า “Build humming bird feeder” แต่ทุกวันนีเวลาค้นหาข้อมูลคนส่วนใหญ่จะพิมพ์ค้นหาเป็นประโยคคำถามว่า “How to build a hummingbird feeder” แทน

 

TIP #2 สร้างเว็บให้ปราศจากสแปม

ใน 5 ปีที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการแชร์ลิงค์ระหว่างเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต และ Google ได้ทุมเท่เวลาเพื่อที่จะป้องกันคนที่โกงและใช้เลห์เหลี่ยมในการทำ SEO ให้ติดอันดับใน SERPs

Links เป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการทำ SEO แต่ตั้งแต่ 2015 เป็นต้นไปถ้าคุณอยากได้ผลประโยชน์จากลิงค์อื่นๆ คุณควจจะสร้างเว็บที่สามารถร่วมกับเว็บอื่นได้, เขียนเนื้อหาให้มีคุณภาพสูง และทำให้เนื้อหาของเว็บไซต์น่าสนใจที่จะมีเว็บไซต์มาลิงค์

ตั้งแต่ 2015 เป็นต้นไปการดูรายละเอียดเว็บไซต์ที่คุณจะลิงค์ด้วยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะในปัจจุบันมีหลายลิงค์ที่เป็นสแปมและสามารถทำลายการติดอันดับเว็บไซต์คุณได้ ดั้งนั้นคุณควรจะระวังลิงค์ที่เป็นสแปมให้ดี

 

TIP #3 ส่งเสริมให้คนมากด +1 ให้คุณ

         Google เป็นเว็บไซต์ที่สำคํญและยิ่งใหญ่ที่สุดในโซเชียลอินเตอร์เน็ตและถ้าคุณยังไม่มีเพจใน Google+ คุณควรรีบสมัครและสร้างเพจได้แล้ว เพราะตั้งแต่ 2015 เป็นต้นไปคนจะสนใจ Google+ มากขึ้น ดังนั้นคุณควรจะส่งเสริมให้คนสนใจเพจคุณมากขึ้นและทำให้คนมาติดตามเพจคุณเยอะๆ เพื่อให้คนมาสนใจธุรกิจของคุณมากขึ้น

 

TIP #4 เขียน Tittle Tag ให้มีคุณภาพ

Tittle Tag เป็นปัจจัยและองค์ประกอบหลักของการทำ SEO จนถึงปัจจุบันนี้ หัวข้อ SEO ที่ดีควรจะโดดเด่นเหมือนหัวข้อบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์แต่ต้องมีคีย์เวิร์ดใน Tittle Tag ด้วย ดังนั้น

เราแนะนำให้คุณเขียนเนื้อหาหัวข้อให้มีตัวอักษรไม่ต่ำกว่า 110 ตัว และในเนื้อหาควจไม่มีคีย์เวิร์ดที่ซ้ำมากเกินไป

 

TIP #5 ทำให้คนพูดถึงแบรนด์ของคุณ

ส่งเสริมให้คนพูดถึงแบรนด์หรือเว็บไซต์ของคุณในเว็ปไซต์ต่างๆ เพราะ Google ได้ทำการทดลอง “ทฤษฏีการพูดถึง” เมื่อหลายปีก่อนแล้วได้ผลสรุปว่าการพูดถึงเพจหรือเว็บไซต์ของเราในโซเชียลหรือเว็บไซต์ต่างๆ สามารถทำให้เว็บเว็บไซต์ของเรายิ่งใหญ่และติดในอันดับของ Google ได้จริงๆ ดังนั้นคุณควรพูดถึงแบรนด์, เพจ หรือเว็บไซต์ของคุณในเว็บไซต์และโซเชียลเพจต่างๆ เพื่อให้ผู้คนรู้และพูดถึงธุรกิจมากขึ้น

 

TIP #6 ใช้ SEO-Friendly URLs

การใช้ SEO-Friendly URLs อาจจะไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดถ้าคุณอยากให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจของคุณจำหน่ายบ้านสุนักสำหรับวางในบ้านคุณควรจะตั้ง URL ว่า www.yourbrand/indoor-dog-house.

ขั้นตอนนี้อาจไม่ใช่ขั้นตอนที่ใหญ่ที่สุดในการทำ SEO แต่ถ้า URL ของคุณเข้าใจง่าย, โดดเด่น และสื่อถึงความหมายแบรนด์ได้ชัดเจนอาจจะทำให้คุณก้าวขึ้นอันดับใน  SERPs ได้เล็กน้อย

 

TIP #7 สร้างเว็บไซต์ที่สามารถมีส่วนร่วมได้

Google ได้พิสูจน์จากการติดตามเว็บไซต์ใหญ่ๆ อาทิ Yelp, Wikipedia, Amazon และได้ยื่นยันแล้วว่าการสร้างเว็บไซต์ที่มีการแชร์ลิงค์จากหลายเว็บไซต์เป็นผลที่ดีเพราะสามารถทำให้เว็บไซต์ยิ่งใหญ่ขึ้นได้จริง แต่คุณต้องตรวจสอบขั้นตอนการทำ SEO บนเว็บไซต์ของคุณให้ดีว่าไม่มีสแปมและไม่ได้เชื่อมต่อกับลิงค์ที่เป็นสแปมไม่งั้นคุณจะหมดสิทธ์ในการติดอันดับอย่างแน่นอนแม้จะอันดับช่วงกลาง และคุณอาจจะหลุดออกจากการค้นหาของ Google เลยก็เป็นได้

 

TIP #8 ส่งเสริมให้เว็บไซต์โหลดเร็ว

Google ได้สร้างเว็บไซต์และลงทุนเงินหลายล้านเพื่อให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้นแล้วถ้าการลงทุนมันคุ้มค่าและได้ผลจริง ทำไมคุณถึงไม่ลงทุนสร้างระบบเว็บไซต์ของคุณให้โหลดเร็วเพื่อที่จะให้ทันใจผู้ที่เข้าชมและการที่เว็บไซต์โหลดเร็วนั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการติดอันดับของ SERPs ด้วย

 

TIP #9 Get Social

Social media ได้ควบคุมพื้นที่ในอินเตอร์เน็ตและผู้คนอีกมากมาย ดังนั้นการเขียน SEO ควจจะเขียนให้กับเพจในโซเชียลที่สร้างมาจากเว็บไซต์ของคุณด้วย เพราะจากที่สำรวจมาเพจในโซเชียวเป็นช่องทางใหญ่ที่จะกระจายธุรกิจหรือแบรนด์ของคุณได้ และการทำ SEO ในโซเชียลเป็นทิศทางที่ดีในการติดอันได้ได้

 

TIP #10 Get Mobile

การเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์สามารถดูผ่านโทรศัพท์หรือแท็บแล็ตได้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำ SEO เพราะในปัจจุบันคนส่วนมากจะใช้โทรศัพท์และแท็บแล็ตในการค้นหาข้อมูลมากกว่าเปิดคอมพิวเตอร์ค้นหา ดังนั้นคุณควรจะวางแผนการตลาดของคุณให้ดีและสร้างเว็บไซต์ที่โทรศัพท์และแท็บแล็ตสามารถรองรับได้

 

การทำ SEO ให้ติดอันดับใน SERPs มีองค์ประกอบในขี้นตอนการทำเป็น 100 แต่สิ่งที่คุณควรจะโฟกัสและทำให้ดีที่สุดคือ เขียนเนื้อหาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยคีย์เวิร์ดที่สอดคล้องกับแบรนด์และธุรกิจของคุณ

คุณสามารถตรวจสอบ SEO ของเว็บไซต์คุณได้ที่ www.seositecheckup.com.

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 18: General SEO Tips & Advice (เคล็ดลับและคำแนะนำของ SEO ทั่วไป)

Part 18: General SEO Tips & Advice (เคล็ดลับและคำแนะนำของ SEO ทั่วไป)

  1. อย่าใช้ SEO ในแค่ช่องทางเดียว

การมีตลาดบนอินเตอร์เน็ตที่ดีและมั่นคงคือ การทำการตลาดทั้งในเว็บไซต์และโซเชียลต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต

  1. เรียนรู้เกี่ยวกับ SEO ให้สม่ำเสมอ

ค้นคว้าหาข้อมูลที่เกี่ยวกับ SEO อย่างสม่ำเสมอตามบล็อค SEO ต่างๆ ที่อัพเดทใหม่และหาหนังสือใหม่ๆ มาอ่านเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ความรู้มากขึ้น

  1. ให้ความสนใจกับอัพเดทใหม่ๆ

ติดตามการปรับปรุงของข้อมูลข่าวสารของ SEO เป็นประจำ

  1. คุณต้องมีความอดทน

การทำ SEO เป็นสิ่งที่คุณต้องมีความอดทนสูงเพราะการทำ SEO ที่ดีและมีคุณภาพต้องใช้เวลา

  1. หลีกเลี่ยงการใช้กลยุทธ์ที่ร่มรื่นมากเกินไป
  2. อย่าทำสแปม
  3. คุณต้องใจเย็นเมื่อทำ SEO

 

(Credit: https://ahrefs.com/blog/seo-tips)

 

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 17: SEO HouseKeeping (ปรับปรุงแก้ไข SEO ของเว็บไซต์)

Part 17: SEO HouseKeeping (ปรับปรุงแก้ไข SEO ของเว็บไซต์)

  1. แก้ไขปรับปรุงลิงค์ที่เสีย

สามารถตรวจสอบว่าลิงค์เสียหรือไม่ได้ด้วยการโหลด Plugin Broken Link Checker แล้วถ้าพบว่าลิงค์มีข้อผิดพลาดให้รีบแก้ไขปรับปรุง

  1. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณไม่มีสแปม

คุณควรจะตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำว่ามีสสแปมอะไรมาซ่อนอยู่ในเว็บหรือเปล่าแล้วถ้าเจอสแปมให้รีบเอาออกทันทีเพราะการมีสแปมในเว็บอาจจะทำให้อันดับของเว็บไซต์ของคุณตกได้

 

(Credit: https://ahrefs.com/blog/seo-tips)

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 16: Content Promotion (โปรโมตเนื้อหาของเว็บไซต์)

ขั้นตอนในการทำ SEO เบื้องต้น Part 16: Content Promotion (โปรโมตเนื้อหาของเว็บไซต์)

 

  1. ค้นหา content ที่เป็นที่นิยมในตลาดของคุณแล้วนำมันไปปรับปรุง/อัพเดท

คุณควรจะหาข้อมูล/เนื้อหาที่เป็นที่นิยมในตลาดของคุณแล้วนำมาโปรโมตเพจของคุณและลิงค์กับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคล้ายกับเว็บไซต์หรือเพจของคุณ

  1. โปรโมต content ที่คุณกำลังสร้างในเว็บเพจ

คุณควรจะโปรโมตเพจคุณในช่วงที่กำลังสร้างแม้จะยังสร้างเพจไม่เสร็จแต่ควรจะโปรโมทเพจเรื่อยๆ และคุณสามารถใช้ Derek Halpern of Social Triggers เพื่อช่วยในการโปรโมต

  1. โปรโมตผ่านอีเมล์

การโปรโมตผ่านอีเมล์ยังเป็นอีกขั้นตอนที่มีประโยชน์แต่ไม่ควรจะเป็นอีเมล์สแปมดังนั้นคุณควรจะโปรโมตผ่านอีเมล์ด้วย

  1. Shareable assets

ตั้งค่าให้เว็บไซต์มีการแบ่งปันการร่วม (Shareable assests) มากขึ้นจะได้แชร์ในโซเชียลและลิงค์ต่างๆง่ายกว่าเดิม

  1. แชร์ content จากเว็บไซต์อื่น

จำคติ เราแชร์ของเขา เขาแชร์ของเราไว้ เพราะการตลาดบนโลกโซเชียวจำเป็นต้องพึงพาความช่วยเหลือจากเว็บไซต์อื่นๆ

(Credit: https://ahrefs.com/blog/seo-tips)