Diving for Pearls: A Guide to Long Tail Keywords

Long tail keywords หมายความว่าอะไร

.           Long tail keyword คือ keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง เป็นคำที่มีความหมายชัดเจนประกอบด้วยคำหลายๆคำมารวมกันหรืออยู่ในประโยคก็ได้และมีประโยชน์ต่อการค้นหา

ตัวอย่าง long tail keyword จะเป็นคีย์เวิร์ดที่ยาวเช่น  “best web designer in Nottingham” หรือ “mirror less camera 4k video 2016” หรือ “sailor moon cat costume.”

long tail.gif

แผนภาพรูปแมวที่น่ารักข้างบนนี้แสดงถึงการค้นหา keyword ที่เป็นแบบ long tail keyword แบบ long tail นี้เกิดขึ้นจากการที่มีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ไปพิมพ์ค้นหาใน Google เป็นประโยคหรือคำถามมากกว่าแค่ค้นหาจาก keyword แค่คำเดียว นักออกแบบจึงได้เขียนและทำ keyword ที่เป็นแบบ long tail ขึ้นมาเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้

นักออกแบบได้คิด keyword ที่ใหม่ แปลกประหลาด และแตกต่างกันออกไปที่คุณอาจจะคิดไม่ถึงเลยว่าผู้เยี่ยมชมจะค้นหาอะไรได้แปลกประหลาดขนาดนั้น แล้วในบทความนี้เราจะนำตัวอย่าง keyword ของ “diving for pearls (การดำน้ำหาไข่มุข)” มาใช้

 

Bronze medal.png

Bronze medal: Build your own keyword (สร้างคีย์เวิร์ดที่เป็นของคุณ)

          การเขียนคีย์เวิร์ดแบบ long tail เป็นการหาและเขียนคีย์เวิร์ดที่ง่ายมาก แค่คุณใช้สมองของคุณคิดอเดียและสิ่งที่คุณจะถามที่เนื้อหาในเว็บไซต์จะมีคำตอบให้กับคถามนั้นขึ้นมา ด้วยขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

Use your industry knowledge (ใช้ความรู้ของคุณ)

          เริ่มต้นด้วยการเขียนและวาดความรู้ที่คุณมีทั้งหมดลงใส่กระดาษและคิดถึงสิ่งที่เกี่ยวกับหรือมีความสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ดที่คุณกำลังจะสร้าง เราจะใชช้ตัวอย่างของ pearls หรือ freshwater pears มาแนะนำการทำคีย์เวิร์ดแบบ long tail ให้คุณดู เริ่มต้นกับคำว่า “How do I clean fresh pearls”

Search your keyword (การค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณ)

          คุณสามารถค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณได้ง่ายๆด้วยการพิมพ์ประโยคหรือคำถามที่คุณต้องการในช่องการค้นหาใน Google แล้วคุณจะได้ตัวอย่างขึ้นเป็นรายการเหมือนในรูปต่อไปนี้
Search keyword.png

แค่นี้เราก็สามารถตั้งคีย์เวิร์ดที่ไม่มีในรายการได้แล้วเราจะเพิ่ม Freshwater pearls price

 

Explore the language of social media (ค้นหาข้อมูลในโซเชียลมิเดีย)

          ค้นหาข้อมูลและสิ่งที่คนกำลังพูดถึงกันในโลก Social network ด้วยการดูโพสต์ที่แชร์มากที่สุดหรือค้นหาโดยพิมพ์คีย์เวิร์ดของคุณในช่องการค้นหาในโซเชียลต่างๆเช่น Facebook, Instagram, Twitter, และ YouTube

การค้นหาคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้ตั้งไว้ใน Twitter และ Instagram ไม่เจอในสิ่งที่ต้องการเพราะมีผลการค้นหาของเครื่องใช้ที่เป็นมุขหรือเครื่องเพชรพลอยเราจึงเอาเครื่องมือของ Moz (https://moz.com/followerwonk) มาใช้เพื่อช่วยในการหาคีย์เวิร์ด “freshwater pearls”

seo.png

ให้คลิกตรงช่องที่ใส่กล่องสีแดงไว้เพื่อให้วิเคราะห์โปรไฟล์

หลังจากใช้เครื่องมือมาช่วยราจะสามารถดูว่าผู้ใช้งานและผู้เยื่ยมชมเว็บไซต์ tweet อะไรมากที่สุดใน Twitter

tweet.png

 

การค้นหาคีย์เวิร์ดใน YouTube มีประโยชน์เพราะมันช่วยทำให้เราได้ข้อมูลและไอเดียในการสร้างคีย์เวิร์ดแบบ long tail ได้หลายอย่าง

YouTube.png

พอได้ผลลัพใน Google แล้วเราจะเพิ่ม understanding types of pearls และ Difference between saltwater และ freshwater pearls ใส่รายการของเราไว้

 

Ask keyword questions? (ใช้คีย์เวิร์ดที่เป็นคำถาม)

          คุณอาจจะสังเกตเห็นได้ว่าทุกวันนี้มี keyword ที่เป็นคำถามมากขึ้นเรื่อยๆเพราะส่วนมากผู้ใช้จะพิมพ์ในช่องค้นหาเป็นคำถามมากกว่าแค่พิมพ์คำๆเดียว สำหรับเราแล้วคีย์เวิร์ดโปรดในการทำคือคีย์เวิร์ดคำถาม (Keyword questions) ซึ่งคุณสามารถใช้เว็บไซต์ Answer the Public (http://answerthepublic.com/)  เพื่อช่วยให้คุณหาไอเดียทำคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์ได้มากขึ้น

Answer the Public

เราจะใช้เว็บไซต์นี้ในการหาคำถามของ freshwater pearls เพื่อนำคำถามที่เว็บไซต์นั้นคิดขึ้นให้มาแล้วนำผลลัพธ์ของคำถามมาใส่รายการของเราไว้เพื่อพิจารณาเพื่อทำเป็นคำถามเว็บไซต์ของเรา แล้วรูปต่อไปนี้เป็นหน้าตาของรายการที่เราได้เขียนเอาไว้:

Keyword

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของการค้นหา keyword ที่เป็นคำถาม เราจะค้นหาคำถามของคีย์เวิร์ดในหัวข้อต่อไปนี้

 

Silver Metal

 Silver medal: Assess demand and explore topics (สำรวจหัวข้อและประเมินความต้องการของเรา)

          ในหัวข้อนี้เราจะพาเจาะลึกและสำรวจใน keyword ของเว็บไซต์มากขึ้นกับเครื่องมือของเราเอง Keyword Explorer (https://moz.com/products/pro/keyword-explorer) เครื่องมือนี้จะช่วยให้คุณสำรวจหัวข้อหรือ keyword ของคุณได้มากขึ้น ถ้าคุณเพิ่งเริ่มใช้งาน KWE เป็นครั้งแรกคุณจะได้สิทธ์ใช้ฟรีสองครั้งแต่ถ้าใช้มากกว่านั้นคุณต้องเปิดบัญชีใน  Community account (https://moz.com/community/join)

 

Find search volume for your head keyword (หาปริมาณการค้นหาของหัวข้อคุณ)

          เราจะเอาคำว่า “pearls” ใส่ในเครื่องมือของ KWE แล้วมาดูกันว่ามีคนค้นหาใน Google มากแค่ไหน

pearls KWE.png

ในภาพด้านล่างนี้เราจะลองด้วยคำว่า “freshwater pearls”

freshwater pearls KWE.png

ถ้าแบบทดลองใช้ฟรีคุณจะสามารถใช้สำรวจได้แค่นี้แต่ถ้าคุณสมัครใช้เครื่องมือ KWE ของเราคุณจะได้สำรวจเจาะลึกมากกว่าตามในหัวข้อต่อไปนี้

 

Find even more long tail searches (ค้นหาคีย์เวิร์ด long tail มากขึ้น)

ในเครื่องมือ KWE ตรงด้านล่างของ search volume ให้คลิกคำว่า “Keyword Suggestions”

Overview pearls.png

จากรูปข้างบนนี้คุณจะเห็นได้ว่ามีรายการของ keyword ที่แสดงถึงจำนวนผลัพธ์ของการค้นหาที่ด้านข้างที่มีตัวเลือกให้มากถึง 1,000 ตัวอย่าง แล้วในภาพต่อไปนี้เราจะตรวจสอบตัวเลือกที่ได้มาเพื่อนำมาทำคีย์เวิร์ด long tail ของเรา สำหรับเราแล้วเราจะเปลี่ยนการแสดงผลให้ผลลัพธ์ความเกี่ยวเนื่องแสดงขึ้นก่อน

ผลลัพธ์ของความเกี่ยวเนื่อง.PNG

แล้วหลังจากสำรวจเสร็จแล้วให้เปลี่ยน Volume เป็นค่าที่น้อยสุดจะได้ตามภาพด้านล่างนี้

low Volume.png

หลังจากที่คุณได้สำรวจจำนวนของการค้นหาแล้วให้เขียนสิ่งที่มีประโยชน์ใส่ในรายการของคุณไว้แล้วห้ทำต่อใน KWE ด้วยการเลือกประโยคคำถามที่คุณต้องการตามภาพด้านล่างนี้

KWE

มองผ่านข้อเสนอแนะคุณจะเห็นได้ว่ามีคำว่า “cultured” เด้งขึ้นหลายครั้ง

pop up keywords.png

เพื่อดูรายละเอียดของหัวข้อได้เพิ่มเติมเหมือนในตัวอย่างของภาพต่อไปนี้

KWE freshwater pearls.png

เลื่อนลงไปแล้วขยายกลำของคำเพื่อดูผลของความคิดเห็นและการประเมินของหัวข้อ

KWE รายละเอียด.png

หลังจากการเลือกหัวข้อแล้วใส่รายละเอียดของจำนวนการค้นหาแล้วเรามาดูกันว่ารายการของเราเป็นอย่างไรบ้างแล้วในภาพต่อไปนี้

KWE keyword list.png

 

Gold medal

Gold medal: Find out who you’re competing with (ค้นหาคู่แข่งของคุณ)

 

เราไม่ได้ทำธุรกิจหือเว็บไซต์อยู่แค่คนเดียวยังมีคู่แข่งอีกหลายคนที่พยายามทำให้เว็บไซต์ให้ติดอันดับแรกๆใน Google เช่นกัน ดังนั้นคุณควรจะคิดไว้เสมอว่าคุณยังมีคู่แข่งอีกหลายคนและอย่าคิดว่าจะสามารถทำให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกๆได้ง่ายๆ

เพื่อเก็บข้อมูลตามเป้าหมาย long tail keyword และทำให้คีย์เวิร์ดสามารถแข่งขันกับคู่แข่งคุณได้ให้ทำตามในหัวข้อต่อไป

 

Manually check the SERPs (ให้ตรวจสอบการจัดอันดับของ SERPs เป็นประจำ)

ตรวจสอบคู่แข่งของคุณจากการค้นหาใน Google แต่อย่าลืมที่จะลงชื่อออกก่อน แล้วคุณจะได้ผลลัพธ์เว็บไซต์คู่แข่งของคุณ เราจะเริ่มต้นด้วยการค้นหาผลลัพธ์ที่เป็น organic ของ “freshwater pearls”

Check SERPs.png

จากภาพของการค้นหาในหน้าแรกคุณจะเห็นได้ว่าไม่มีเว็บไซต์ที่เป็น organic เลยต้องเลื่อนลงมาตั้ง 2.5 เซ็นติเมตร  แต่อยากให้คุณลองติดติดตั้ง Mozbar (https://moz.com/products/pro/seo-toolbar) ไว้ดูคุณจะสามารถดูข้อมูล back-link ได้

Mozbar.png

คุณจะเห็นได้ว่าการใช้ Mozbar จะช่วยแสดงถึงข้อมูลของเว็บไซต์มากขึ้นที่จะบอกถึง back-link ของเว็บไซต์นั้น

Morbar 2

เมื่อคุณได้เจาะลึกในคีย์เวิร์ดแบบ long tail ของคุณมากขึ้นคุณจะเห็นเว็บไซต์ที่ไม่คุ้นมากขึ้นดังนั้นคุณควรจะเข้าไปดูเนื้อหาของเว็บไซต์อื่นๆ

  การค้นหาเนื้อหาของเว็บไซต์อื่นแล้วคุณจะค้นพบในสิ่งต่อไปนี้

  • เนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์มากแค่ไหน
  • เนื้อหาที่มีความน่าสนใจ
  • วันที่เนื้อหาเผยแพร่
  • วันที่เว็บไซต์สร้างขึ้นมา
  • บล็อกของเว็บไซต์อัพเดทบ่อยแค่ไหน
  • เว็บไซต์มี link เชื่อมโยงกี่ link ด้วยการใช Open Site Explorer ดู
  • เวบ็็บไซต์มี tweets หรือ likes มากเท่าไร

 

Keyword Explorer leaps to our rescue again (ใช้ Keyword Explorer เพื่อช่วยเราทำ)

          เรียกใช้การค้นหาของคุณแล้วคลิกที่ “SERP Analysis” เพื่อดูว่าหน้าแรกเป็นอย่างไรย้าง

SERP Analysis.png

เครื่องมือจะแสดงผลเหมือนในภาพด้านบนนี้ซึ่งจะบอแกผลวิเคราะห์ของหน้าเว็บไซต์

หลังจากการสำรวจและค้นหาคีย์เวิร์ดจาก KWE เรียบร้อยแล้วเราแนะนำให้คุณสมัครใช้ Moz Pro เพื่อค้นหาคีย์เวิร์ดมากถึง 5,000 ตัวเลือก และเราจะเลือกคีย์เวิร์ดใส่รายการของเราเพิ่มไว้

select keyword KWE.png

เมื่อเลือก keyword เสร็จให้เลือนขึ้นไปข้างบนแล้วคลิกึคำว่า Keyword list ตรงซ้ายมือเพื่อเปิดรายการ keyword ของคุณ

Keyword list

เมื่อคลิกที่ตัวเลือกแล้วเครื่องมือจะขยายคีย์เวิร์ดให้ เหมือนในภาพต่อไปนี้:

KWE speard list.png

จากภาพจะเห็นได้ว่าคุณสามารถเอาค่าของผลลัพธ์แต่ละอย่างมาเปรียบเทียบกันได้ด้วย

 

How to compare apples with apples (วีธีการเปรียบเทียบคีย์เวิร์ดที่เหมือนกัน)

          เราได้รับการช่วยเหลือในการเปรียบเทียบของ keywords โดยทีมงานของ Moz เราควรจะเลือกคีย์เวิร์ดระหว่างคำไหนมาใช้

compare

compare 2.png

สำหรับ long tail keyword จะมีค่า Volume ที่ต่ำ มีความยุ่งยากที่ต่ำแต่มีโอกาศที่จะติดในอันดับของ SERPs ได้สูง แต่คุณก็อย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะทำให้ keyword ติดอันดับได้ง่ายๆ คุณต้องพิจารณา long tail keyword ของคุณให้มากขึ้น

ในรูปต่อไปนี้เราจะนำคีย์เวิร์ดมาเปรียบเทียบกันดูระหว่าง freshwater and cultured pearls และ how much are freshwater pearls worth.

Overview

Overview 2.png

จากภาพด้านบนคุณจะเห็นได้ว่า Volume ของ keyword มีค่าเท่ากัน, มี Opportunity (โอกาศ) ที่ต่ำ และ Potential (ความเป็นไปได้) แต่อย่าเพิ่งหมดหวังกับมันเพราะคุณยังสามารถทำคีย์เวิร์ดให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในภาพต่อไปนี้เป็นรายการของ keyword ที่ได้รวบรวมไว้:

last keyword list

 

platinum

Platinum level: ขั้นตอนสุดท้าย

 

            หลังจากที่คุณได้อ่านเทคนิคในบทความนี้เรียบร้อยแล้วเราอยากจะมอบรางวัลให้คุณเป็นเทคนิคสุดท้ายในการทำ long tail keyword ที่ผ่านมาคุณได้ทำการค้าหาวิจัยคีย์เวิร์ดและได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเนื้อหาของคู่แข่งแล้ว

เราอยากจะแนะนำให้คุณสร้างเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพสูง มีความน่าสนใจ โดดเด่น และอัพเดทเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอสามารถอ่านเกี่ยวกับเนื้อหาได้เพิ่มเติมที่ (https://moz.com/beginners-guide-to-content-marketing) และถ้าคุณอยากได้รายละเอียดที่บรรยายเกี่ยวกับการทำเนื้อหาและใช้คีย์เวิร์ดที่โดดเด่นสามารถอ่านต่อได้ใน Rand’s 10x Whiteboard Friday (https://moz.com/blog/why-good-unique-content-needs-to-die-whiteboard-friday)

 

Cr. (https://moz.com/blog/diving-for-pearls-guide-long-tail-keywords-next-level)

 

Advertisements

Designing for a Responsive Web (การออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive คืออะไร)

Designing for a Responsive Web (การออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive)

 

การออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive คืออะไร?

          Responsive Web Design คือการออกแบบเว็บเพจให้แสดงผลออกมาให้เหมาะสมกับขนาดหน้าจอหรืออุปกรณ์ที่แตกต่างกัน ในบทความนี้ได้เขียนขึ้นมาเกี่ยวกับการออกแบบ Responsive ไว้ 3 ส่วนสำหรับนักออกแบบเว็บไซต์โดยเฉพาะเพื่อที่จะได้รู้ และเข้าใจการทำเว็บ Responsive มากขึ้น ได้แก่

  1. A fluid grid
  2. Fluid images
  3. Media queries

 

บทบาทของนักออกแบบ

          ถ้าคุณมีบทบาทหน้าที่เป็นแค่ผู้ออกแบบเว็บไซต์อย่างเดียวนั้นหมายความว่าคุณไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับส่วน HTML และ CSS ของเว็บไซต์ แต่ในการออกแบบเว็บไซต์ Responsive คุณจะต้องเรียนรู้และเข้าไปแก้ไข code ของเว็บไซต์เพื่อที่จะให้เว็บไซต์แสดงผลแบบ responsive ได้

สิ่งสำคัญในการทำเว็บไซต์คือการออกแบบและเขียนโคดคู่กัน แต่นักออกแบบแต่ละคนอาจจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในทั้งสองด้านนี้ ดังนั้นคุณควรจะไปเรียนรู้เพิ่มเติมและเจาะลึกในด้านของการเขียนโค้ดสำหรับออกแบบเว็บไซต์

 

การออกแบบด้วย Grid System

Grid system.png

Grid System คือตัวช่วยในการออกแบบเว็บไซต์เพื่อทำให้มีระยะขอบเขตที่ชัดเจน แบ่งสัดส่วนของเว็บเพจให้เรียบร้อยในรูปแบบต่างๆ เช่น คอเลิมที่มีข้อมูลหรือข้อความ มีกราฟอยู่ในกล่องข้อความที่จะช่วยทำให้เว้บไซต์เป็นระเบียบเมื่อมีกล่องข้อมูลมากขึ้น

หนึ่งในโครงสร้างของการออกแบบเว็บไซต์ Responsive คือ The Fluid Grid ซึ่งจะวัดแบบดั้งเดิมเป็นพิกเซลแต่จะเปลียนเป็นเปอร์เซ็นจากความกวางของเพจ ความกวางของคอเลิมจะเปลี่ยนตามขนาดของหน้าต่างและอุปกรณ์ที่ใช้งาน

ซึ่งเป็นเหตุผลที่คุณจะต้องใช้ตารางในกาออกแบบเว็บไซต์ Responsive เพราะมันเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการออกแบบเว็บไซต์ให้เป็น responsive ไม่งั้นมันจะใช้ไม่ได้แล้วเมื่อคุณทราบแล้วว่าพิกเซลมีขนาดที่ไม่แน่นอนคุณควรจะรู้รายละเอียดในการใช้ตารางดังต่อไปนี้

  1. พยายามงดการใช้เส้นขอบพื้นผิวของคอเลิมเหมือนในรูปข้างล่างนี้ textured_borders

การออกแบบขอบคอเลิมเหมือนในภาพดังกล่าวจะทำให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์ของคุณยุ่งยากเพราะจะปรับขนาดในแนวนอนไม่ได้

 

  1. ไม่ควรจะไล่ระดับให้อยู่ในแนวนอน horizontal_gradient

เป็นเหตุผลเดียวกันกับภาพก่อนหน้านี้ว่าจะไม่สามารถวัดเป็นแนวนอนได้ แต่มันก็สามารถวัดได้ถ้าใช้เครื่องมือของ โปรแกรม CSS แต่ถ้าคุณมีเปาหมายให้ผู้เข้าเยื่ยมเว็บไซต์จำนวนมากคุณไม่ควรจะใช้เอฟเฟคแบบนี้

  1. แต่ถ้าหากคุณใช้สีในพื้นหลังในคอเลิมให้ใช้สีที่ไม่แจ่ม หยาบและหลีกเลี่ยงการใช้รูปภาพหรือตัวประกอบมาเป็นพื้นหลังของข้อความ

 

Thinking with Proportions (การคิดแบบมีสัดส่วน)

          การที่คุณจะวัดการออกแบบของคุณให้แสดงผลกับอุปกรณ์แล้วในช่วงเวลาที่คุณกำลังออกแบบนั้นคุณจะประสบปัญหาที่ข้อความในเว็บเพจใหญ่เกินไป ใช่อยู่ว่าหัวข้อต่างๆในเพจมีขนาด 100pt จะดูสวยงามในจอคอมพิเตอร์แต่มันจะใช้ไม่ได้เมื่อมาเปิดใช้ในหน้าจอของ IPhone เพราะตัวอักษรจะมีขนาดที่ใหญ่เกินไปซึ่งมีผลกระทบต่อการออกแบบเดิมของคุณ

อยู่ในการทำงานของขั้นตอนนี้ผู้พัฒนาจะใช้ โปรแกรม CSS เพื่อปรับขนาดเว็บไซต์ให้เหมาะกับหน้าจอการแสดงผลแต่การทำงานขั้นตอนนี้ก็ต้องขึ้นกับผู้ออกแบบ

เพื่อช่วยนักพัฒนาเว็บไซต์ใช้การออกแบบดังเดิมของเขานักออกแบบอย่างคุณจะต้องเลือกตัวอักษรและพื้นหลังของกล่องข้อความต่างๆทุกครั้งที่วางคอเลิมในเพจนั้นๆเพื่อให้ผู้พัฒนานำไปใช้งานในรูปแบบเดิมได้ และคุณควรจะใส่ใจด้วยว่าตัวอักษรจะปรับลให้เข้ากับขนาดเท่าไหร่

วิธีที่ผิดในการใส่ขนาดของตัวอักษรคือ : x จะต้องมีขนาดที่ใหญ่กว่า y 20pt ความคิดนี้ไม่เพียงแต่เป็นความยุ่งยากสำหรับนักพัฒนาระบบเพราะคุณกำลังจะทำค่าคงที่ที่จะไม่เปลียนหรือปรับขนาดแม้จอแสดงผลจะเล็หรือกว้างแค่ไหนก็ตาม

วิธีที่ถูกต้องในการใส่ขนาดของตัวอักษรคือ : x จะต้องมีขนาดที่ใหญ่เกือบเท่า y 1.5 เท่า เพราะวิธีนี้จะยอมรับเฉพาะการออกแบบที่แท้จริงว่าขนาดของตัวอักษรมีขนาดเล็กหรือใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับข้อความอื่นๆบนหน้าเว็บไซต์, (ค่าคงที่เช่น 24pt หรือ 64pt จะหมดความหมาย)

เมื่อคุณวางแผนการออกแบบสำเร็จแล้วให้นำข้อมูลทั้งหมดส่งไปยังผู้พัฒนาระบบเพราะจะได้ช่วยกันตัดสินใจและตวรจสอบดูว่าการออกแบบนั้นจะแสดงผลบนเว็บเพจอย่างไร

 

Make it Modular (สร้างให้เป็นไปตามมารตฐาน)

ในส่วนสุดท้ายของการทำเว็บไซต์แบบ Responsive คือ การใช้ Media Queries เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าเว็บไซต์ของเรา

สิ่งที่พิเศษในการใช้ Media Queries คือ คุณสามารถปรับขนาดหรือออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ใหม่เพื่อให้ปรับขนาดเข้ากับบราวเซอร์ได้

เพื่อให้การออกแบบออกมาดีที่สุดคุณควรจะเริ่มคิดถึงส่วนต่างๆของแบบ เช่น เนื้อหาหลัก (main content), ส่วนด้านข้าง (sidebar), หัวข้อเรื่อง (header) และระบบนำทาง (navigation)

ซึ่งมันไม่ได้เป็นชิ้นส่วนที่ต้องวางไว้ในตำแหน่งเดียวกันเหมื่อนส่วนอื่นๆ แต่ชิ้นส่วนสำเร็จรูปนี้สามารถนำมาจัดเรียงใหม่,ปรับขนาดและสับเปลี่ยนจากแบบเดิมได้โดยไม่ทำให้ลักษณะที่สำคัญหายไป

ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังออกแบบเว็บไซต์ด้วยโครงสร้างเหมือนในภาพด้านล่างนี้

modules_original

ส่วนที่สำคัณของตัวอย่างนี้คือ กลุ่มขององค์ประกอบที่ต้องอยู่ด้วยกันในโครงสร้างต่างๆ เช่น ลิงค์ของระบบนำทาง (navigation links) จะต้องอยู่ด้วยกันไม่งั้นจะทำให้ไม่มีความหมาย นี้เป็นโมดูลที่เป็นส่วนของข้อมูลที่จะสามารถย้ายไปรอบๆโมดูลอื่นๆได้โดยไม่สูญเสียความสำคัญของมัน

การสร้างเว็บไซต์ด้วยโมดูล (module) เหล่านี้จะทำให้ง่ายต่อการใช้งานเพราะขนาดโครงสร้างจะปรับมุมมองให้เข้ากับอุปกรณ์การแสดงผลต่างๆ เช่น

modules_resized.png

คุณจะสามารถเห็นได้ว่าภาพตัวอย่างของเว็บไซต์นี้โมดูลจะจัดในตำแหน่งที่แตกต่างไปจากเดิมแต่ยังแสดงข้อมูลเดียวกันกับต้นฉบับ เพียงแค่ในรูปแบบย่อยสำหรับโทรศัพท์หรือเบราว์เซอร์อื่นๆทีมีขนาดแตกต่างกัน แล้วคุณไม่จำเป็นที่ต้องไปแก้ไขส่วนใดของโครงสร้างนี้เพื่อให้ใช้งานในรูปแบบที่สองได้เพราะมันเป็นแค่การมองภาพเดิมในมุมมองที่แตกต่าง หวังว่ารูปแบบใหม่นี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นขณะที่คุณกำลังออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ในอนาคต

 

Conclusion (สรุป)

          เหมือนกับสิ่งทั่วๆไปในอินเตอร์เน็ต การออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive (Responsive Web Design) เป็นวิวัฒนาการของระบบซึ่งจะค่อยเป็นค่อยไป มันเป็นเพียงขันตอนหนึ่งของการทำเว็บแต่ไม่ได้สมบูรณ์ทุกอย่าง ในฐานะที่คุณเป็นนักออกแบบคุณจะต้องปรับเปลี่ยนขั้นตอนในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

Responsive Web Design เป็นอนาคตของการออกแบบเว็บไซต์หรืออย่างน้อยก็จะเป็นเมื่อนักพัฒนาระบบและนักออกแบบนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำเว็บไซต์ ในฐานะนักออกแบบเว็บไซต์และนักพัฒนาระบบ เราเป็นคนเดียวที่เห็นความยอดเยี่ยมของมาตรฐานใหม่บรรลุผล ทำให้มันเป็นจริงได้เพื่อตัวคุณ ตัวเราเอง และอินเตอร์เน็ตที่ยิ่งใหญ่ขึ้น!

 

Cr. http://webdesign.tutsplus.com/articles/designing-for-a-responsive-web–webdesign-3850

SEO คืออะไรและทำไมเราถึงต้องทำ SEO

SEO คืออะไรและทำไมเราถึงต้องทำ SEO

คำว่า SEO หรือ Search Engine Optimization คือ กระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยเทคนิควิธีต่างๆ เพื่อให้เว็บไซต์แสดงผลอยู่ในอันดับที่ดีบน Search Engine หรือโปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีหลายเจ้าด้วยกัน เช่น Google, Bing, Yahoo! เป็นต้น เป้าหมายของการทำ SEO ก็ คือ เมื่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตพิมพ์คำค้นหา หรือ Keyword เพื่อหาข้อมูล สินค้าหรือบริการ แล้วเจอเว็บไซต์ของคุณที่แสดงผลอยู่ในอันดับต้นๆ นั่นเอง ในการแข่งขันในโลกออนไลน์ ใครๆต่างก็มีเว็บไซต์และอยากให้เว็บไซต์ติดอันดับอยู่แรกๆทั้งนั้น เพราะ ผู้เข้าชมเว็บไซต์มักจะคลิกเว็บไซต์ที่อยู่อันดับแรกๆ มากกว่าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับล่างๆ หรือในหน้าถัดไปค่ะ

ทำไมเราถึงต้องทำ SEO  

ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนี้สนใจสินค้าหรือบริการอะไรก็ตาม มักจะค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต เพราะสะดวกและได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็ว เช่น ค้นหา ข้อมูล/รีวิว เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้นๆว่า ดีหรือไม่ เปรียบเทียบว่าถูกหรือแพง กว่าเจ้าอื่นๆไหม? และร้านค้า/ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ที่ใด เป็นต้น และถ้าเราทำ SEO แล้วเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับแรกๆ ของผลการค้นหาได้ นั่นหมายถึงว่าเรามีโอกาสสูงมากที่จะมียอดขายจากสินค้าหรือบริการ เหนือกว่าคู่แข่งขัน อีกทั้งยังช่วยสร้างแบรนด์ให้ดูน่าเชื่อถือ มีผู้เข้าชมเว็บตรงตามกลุ่มเป้าหมาย จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นมีผลดีโดยรวมทั้งสิ้น ถึงแม้อาจจะต้องใช้เวลาในการทำก็ตาม แต่ผลที่ตามมานั้นคุ้มค่ามากๆ

การทำ SEO ให้ได้ผลนั้นต้องเริ่มทำตั้งแต่ก่อนเปิดเว็บไซต์ เพราะต้องอาศัยเทคนิควิธีต่างๆ ที่จะช่วยทำให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่การวางแผนทำเนื้อหา การออกแบบเว็บ การเขียนโปรแกรม โดยต้องทำให้เป็นมิตรกับ Search Engine มากที่สุด เป็นมิตรที่นี้หมายความว่า ช่วยให้ Search Engine  สมารถจัดประเภทและอันดับของเว็บไซต์ให้ตรงตามความเป็นจริง ในมุมมองของ Search Engine นั่นเอง ดังนั้นสำหรับการสร้างเว็บไซต์อาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย ได้แก่ นักการตลาด, นักออกแบบ, โปรแกรมเมอร์ และผู้ดูแลเว็บไซต์ ที่จะต้องวางแผนงานร่วมกันก่อนที่จะลงมือทำค่ะ