Off Page SEO Checklist, Techniques & Optimization Tips

Off Page SEO Checklist, Techniques & Optimization Tips (เทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Off-page SEO ของเว็บไซต์)

Off Page SEO Checklist, Techniques & Optimization Tips
off page SEO.png

 

What is SEO Off Page Optimization? ( SEO Off Page มีความหมายว่าอย่างไร?)

          SEO Off Page คือ การทำ SEO รูปแบบหนึ่งที่มุ่งเน้นทำ SEO ด้านนอกเว็บไซต์ที่ทำให้เว็บไซต์ของเราดีขึ้น เช่นการสร้างลิงค์จากเว็บอื่นมาเชื่อม/เข้าสู่เว็บเราหรือที่เขาเรียกกันว่า backlink

ในบทความนี้เราจะให้เทคนิคการทำ SEO Off Page ด้วยรายการดังต่อไปนี้

Off Page SEO Checklist 2015

  1. Search engine submission
  2. Social Bookmarking
  3. Directory Submission Sites
  4. Article Submission Sites
  5. Blog Commenting
  6. Guest Posting
  7. Forums
  8. Infographic Submission
  9. Image Submission
  10. Slide Sharing
  11. Video Marketing
  12. Web 2.0
  13. Social Networking
  14. PDF Submission
  15. Questions & Answers

 

เทคนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ SEO Off Page

1) Search engine submission – Search engine submission เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้เว็บไซต์หรือบล็อกให้ search engine ค้นหาและพบเจอได้ง่าย เช่นใน Google, Yahoo และ Bing ดั้งนั้นคุณต้องลงทะเบียนเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้ได้อัตราการเข้าชมเว็บไซต์ (traffic) และคุณควรจะทำให้เว็บไซต์เป็น organic ด้วยเพื่อให้ได้อัตราเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้น

 

2) Social Bookmarking Social Bookmarking คือ เว็บที่ให้บริการเก้บเว็บไชต์ที่เราชื่อชอบ เหมือนกับ favourite’s ที่เราชื่นชอบ ซึ่งเป็นอีกส่วนที่จะทำให้เว็บไซต์มีอัตราการเข้าชม (traffic) เพิ่มขึ้นและจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ off-page SEO ของเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเว็บไซต์ social bookmarking เช่น Delicious, Digg ฯลฯ

 

3) Directory Submission Directory Submission คือ ระบบที่เก็บรวบรวมเว็บไซต์ไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มออกเป็นหมวดหมู่ย่อยๆ และนำไปช่วยสร้าง backlink ให้กับเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่เป็น Directory submission เช่น Dmoz, Technoriti, Alltop ฯลฯ

 

4) Article Submission – Article submission คือ การสร้างลิงค์ไว้ในเนื้อหาที่จะส่งออกไปที่ลิงค์นั้นเมื่อผู้เข้าชมคลิกที่ลิงค์เป็นเหมือนการสร้าง backlink ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มอันดับเว็บไซต์ได้ดีกว่าวิธีอื่น นอกจากนี้คุณสามารถมั่นใจได้ว่า traffic ที่จะมาจากการ ซับมิต Article ที่มีการกำหนดเป้าหมายด้วยการคอนโทรลคีย์เวิร์ด การซับมิต Article จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของเว็บอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเว็บไซต์ Article submission เช่น Ezine, Geoarticles, Hubpages ฯลฯ

 

5) Blog Commenting – Blog commenting คือการที่มีผู้เยี่ยมชมมาแสดงความคิดเห็นต่างๆในบล็อกของคุณและการที่มีคนมาแสดงความคิดเห็นในเนื้อหานั้นเยอะๆจะช่วยทำให้อัตราการเยี่ยมชม (traffic) เพิ่มขึ้น สามารถอ่านวิธีการทำได้เพิ่มเติมที่ (http://www.bloggingtipsandtricks.com/2014/08/blog-commenting-for-traffic-seo.html)

 

6) Guest Posting – Guest posting คือ การเขียนบทความหรือเนื้อหาใน blog ของคนอื่นและมีผู้เยี่ยมชมเข้ามาโพสต์ที่บล็อกของคุณ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ backlink และเพิ่ม traffic ให้กับ blog ของคุณอย่างแน่นอน คุณสามารถอ่านวิธีการทำ Guest Blogging ได้ที่ (http://www.bloggingtipsandtricks.com/2014/06/matt-cutts-on-guest-blogging.html) และสามารถฟังการบรรยายของหัวข้อได้โดย Matt (https://youtu.be/IMxC3wQZOyc)

 

7) Forums – Forums คือ บอร์ดคำอภิปรายแบบออนไลน์โดยที่บุคคลสามารถ ถามคำถาม, แบ่งใช้ประสบการณ์ของตนเองและกล่าวถึงหัวข้อที่น่าสนใจร่วมกันได้ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เพราะมันจะช่วยสร้าง backlink ให้กับเว็บไซต์ได้มากขึ้น ยกตัวอย่างการตลาดทางอินเตอร์เน็ตของ SEO forums เช่น  Digital point, Site Ground, Black hat World ฯลฯ

 

8) Infographic Submission – การใช้ภาพ infographic กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ในการทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน SERPs เพราะ Infographic เป็นภาพหรือกราฟิกที่บ่งชี้ถึงข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ความรู้ สถิติ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้ search engine ค้นพบ SEO ของเว็บไซต์และนำไปทำให้ติดอันดับได้ ยกตัวอย่างภาพ Infographic:

Infographic.jpg

Infographic 2.jpg

ภาพจาก (http://www.oknation.net/blog/digitalmarketing/2013/01/01/entry-2)

 

9) Image Submission – เพิ่มรูปภาพในเว็บไซต์เพราะเราเชื่อว่าผู้เยี่ยมชมหลายคนคงต้องการที่จะเห็นภาพสวยๆในหน้าเว็บไซต์หรือใช้ภาพเพื่ออธบายในส่วนของเนื้อหา ดังนั้นคุณควรจะ Submit รูปภาพในบล็อก/เว็บไซต์หรือโซเชียลต่างๆของเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เนื้อหา (content) ของเว็บไซต์

 

10) Slide sharing – Slide sharing เป็นเทคนิคอีกวิธีหนึ่งที่ดีในการทำ off-page SEO ซึ่งคุณสามารถใช้กลยุทธ์ในการสร้างลิงค์ให้กับเว็บไซต์และยังมีเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงของ slideshare ดังนั้นถ้าคุณมีประสบการในการทำ slides คุณควรจะสร้างภาพ slide ของคุณแล้วส่งไปที่เว็บไซต์ slidesharing ต่างๆๆ

 

11) Video Marketing – Video Marketing เป็นสิ่งสำคัญต่อองค์กรต่างๆเพื่อแสดงถึงภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้าและบริการ ซึ่งจุดเด่นของวีดีโอนั้นสามารถสื่อสารแทนคำพูดได้มากมาย ดังนั้นคุณควรจะไม่ลืมการตลาดผ่านทางวิดีโอด้วย

 

12) Web 2.0 – เว็บ 2.0 คือเวอร์ชั่นของเทคโนโลยีเวิลด์ไวด์เว็บ มันคือรูปแบบที่พัฒนาขึ้นจากเดิมในด้านการออกแบบเว็บไซต์ การใช้เว็บเวอร์ชั่น 2.0 เป็นวิธีที่ดีในการสร้างโปรไฟล์ลิงค์ให้กับเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ SEO ของเว็บไซต์

 

13) Social Networking – Social Networking เป็นการตลาดอีกรูปแบบหนึ่งที่นำโซเชียลมาช่วยในการเผยแพร่เว็บไซต์ให้ผู้ใช้งานในอินเตอร์เน็ต์รู้ เช่นการใช้ Facebook, Twitter และ Google plus เพื่อแชร์เว็บไซต์ของคุณกับเพื่อนๆและครอบครัว ดังนั้นคุณควรจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ SEO และคุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้สูงได้ด้วยการให้ Facebook โปรโมทให้อาจจะมีค่าใช้จ่ายบ้างแต่มันก็คุ้มเพราะจะได้ traffic เข้าบล็อกหรือเว้บไซต์เพิ่นขึ้นอย่างแน่นอน

 

14) PDF Submissions – คุณสามารถสร้างไฟล์ pdf และส่งไฟล์ของคุณไปที่เว็บไซต์ Pdf submissions ได้ฟรี การทำแบบนี้จะช่วยให้ได้ link เข้าบล็อก/เว็บไซต์ และเทคนิคที่จะทำให้ traffic เพิ่มขึ้นได้จริงๆคือการใส่ link ไว้ในเนื้อหาหรือบทความที่สำคัญที่โพสต์ในบล็อก

 

15) Question & Answers – คำถามและคำตอบ การสร้างคำถามที่ผู้เยี่ยมชมถามไว้บ่อยที่สุดด้วยคำตอบและสร้างหน้า Question & Answers ไว้ในเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

ทั้งหมดในบทความนี้เป็นรายการเทคนิคของการทำ off-page SEO ให้กับเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์และคุณสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับปรุงเว็บไซต์คุณได้

Cr. (http://www.bloggingtipsandtricks.com/2015/05/off-page-seo-techniques-checklist-optimization.html)

็็็็็็

 

 

 

 

 

Advertisements

On-Page SEO in 2016: The 8 Principles for Success – Whiteboard Friday

 

          การทำ On-Page SEO ไม่ได้มีขั้นตอนแค่ตรวจสอบรายการที่เราได้ทำไป เพราะตั้งแต่ 2016 เป็นต้นไปมันจะเพิ่มความยุ่งยากขึ้นมาด้วยการแก้ไขของส่วนที่เป็ฯ on-page ให้เหมาะสมที่สุด บทควงามนี้เป็นบทความใน Whiteboard Friday ที่จะอธิบายถึงสอ่งสำตัญ 8 อย่างที่จะทำให้ SEO ประสบความสำเร็จ

One page SEO.jpg

Video Transcription

สามารถชมการบรรยายของบทความนี้ได้พร้อมคำอธิบาย (video transcription) ได้ที่เว

บไซต์ (https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday) ต่อไปนี้เราจะมาพูดถึง 8 ข้อที่สำคัญในการทำ on-page SEO

 SEO 1.jpg

  1. Fulfill the searcher’s goal and satisfy their intent (สนองความต้องการกลุ่มเป้าหมายของผู้ค้นหา)

      ก่อนอื่นคุณควรจะค้นหาเป้าหมายของกลุ่มผู้ค้นหาว่าต้องการอะไรแล้วผลการค้นหาที่ได้มีความพึ่งพอใจหรือเปล่า แล้วความพึ่งพอใจของผู้ค้นหาเป็นสิ่งที่นักออกเว็บไซต์เพราะส่วนมากผู้ค้นหาจะเลือกแล้วคลิกที่เว็บไซต์ที่หัวข้อ/ชื่อเรื่องตรงตามเป้าหมายที่เขาต้องการ

เราจะยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาเสื้อผ้า/ชุดที่เป็นทางการ และผู้ค้นหาเหล่านั้นต้องการชุดใส่ไปงานแต่ที่ไม่ใช่ชุดเจ้าบ่าวหรือชุดเจ้าสาวแล้วผลลัพธ์ที่ได้มาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่เขาต้องการ ในกรณีของผู้ค้นหากลุ่มนี้จะทำให้เรารู้ว่าผู้ค้นหายังต้องการอย่างอื่นอีกด้วย

จึงมีคนคิดขึ้นมาว่าทำไมเราไม่ทำเพจหรือเว็บไซต์ให้ rank แล้วติดอันดับที่สามารถบอกคำแนะนำหรือออกแบบและจัดชุดไว้ให้คุณเลือก และการจะสร้างเว็บไซต์แบบนี้ขึ้นมาได้จะต้อนค้นหาข้อมูลชองกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลเนื้อหาสำหรับการเลือกชุดใส่ไปงานแต่งงาน

ดังนั้นเราจึงได้สร้างเว็บไซต์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชายและเขียนเนื้อหาพร้อมคำแนะนำในเว็บไซต์เพื่อใส่ keyword ที่เป็นทั้งคำถามด้วยแล้วยิ่งเราตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้เป็นผู้ชายแล้วมี content ที่เขากำลังค้นหาอยู่เรามีโอกาศที่จะติดอันดับของการค้นหาสูงอย่างแน่นอน

 

SEO speed

  1. Speed, speed, & more speed (เพิ่มความรวดเร็วในผลลัพธ์)

          ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรเพราะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดเพราะผู้ใช้งานทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่า Google ต้องการคำอธิบายอย่างไรบ้าง ที่เรารู้คือเว็บไซต์ที่มีหน้าเพจยาวเกินไปจะโหลดช้าแล้วถ้าค้นหาจากโทรศัพท์ยิ่งจะช้ากว่าเดิมอีก ดังนั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงการสร้างเพจที่มีความยาวมากเกินไป ควรจะทำตามกฏเกณฑ์ที่ Google ได้ตั้งไว้เพื่อให้เว็บไซต์มีการโหลดที่เร็วตามที่เราต้องการ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนเล็กน้อยก็ตาม เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้

 

SEO design.jpg

  1. Create trust & engagement through UI, UX, and branding (ใช้ UI และ UX ออกแบบสัญลักษณ์ให้กับแบรนด์)

UI หรือ User Interface คือ ส่วนที่ใช้ติดต่อกับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น เมนู ปุ่ม ฟอร์มต่างๆ หรือการจัดวางภาพ ขนาดตัวอักษร ของแต่ละหน้า เป็นต้น

UX หรือ User Experience คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน จากระบบที่ได้พัฒนา ว่าใช้งานง่ายไหม พอใจไหม เปรียบเหมือน การทดลองขับรถ หรือใช้รถไปในช่วงเวลาหนึ่งแล้วรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจในรถยี่ห้อนั้น ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์หรือแบรนด์ของคุณด้วย การออบแบบด้วย UI, UX จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบรนด์ของคุณ

ก่อนที่จะออกแบบสัญลักษณ์ให้กับเว็บไซต์หรือแบรนด์ คุณต้องเขียนคำถามให้กับเว็บไซต์ตัวเองก่อนแล้วมาดูว่าในแต่ละข้อนั้นคุณทำได้หรือยัง

–  มีคนรู้จักโดเมนของคุณหรือไหม

– คุณมีการออกแบบด้วย UI แล้วนำไปใส่ในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มความน่าเชิ่อได้หรือไม่ เช่นกับการใส่รูปภาพ/ภาพพื้นหลังให้กับเว็บไซต์ หรือ การออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ด้วย UI ล้วนทั้งหมดนี้ก็อยู่ในคำถามว่า “เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือมากพอไหม”

–  คุณสามารถเข้าถึงได้หรือไม่? เราหมายถึง การใช้งานจาก navigation และจากมุมมองจาก content ของเว็บไซต์ด้วย

– หวังว่าแบรนด์/เว็บไซต์ของคุณได้รับสัญญาณที่บงบอกว่ามีผู้คนเริ่มรู้จักทากขึ้นจากการออกแบบด้วย UI ถ้าคุณมีลัญลักษณ์ที่สามารถทำให้คนจดจำได้ง่ายจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือแบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

avoid pop-ups

  1. Avoid elements that dissuade visitors (หลีกเลี่ยงองค์ประกอบที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมถูกห้ามเข้า)

คุณต้องหลีกเลี่ยงการใส่องค์ประกอบที่จะห้ามหรือดึงดูดความสนใจจากผู้เยี่ยมชมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต องค์ประกอบที่จะดึงดูดความสนใจของผู้เยี่ยมชมได้คือ การที่ pop-up ที่ขึ้นมาตอนที่ผู้เยี่ยมชมกำลังจะคลิกเข้าที่เว็บ เช่น การมี pop-up ขึ้นมาถามว่า “คุณอยากครองชีวิตคู่ของคุณไว้ไหม” บางคนเห็นแล้วคงตอบว่าใช่แล้วต้องดาว์นโหลดฟอร์มซึ่งลิงค์จะส่งผู้เยี่มชมไปที่เว็บไซต์ของ pop-up นั้นทันที แล้วถ้าผู้เยี่ยมชมคลิกที่คำว่า “ไม่สนใจ” ก็จะมี pop-up อันใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ผู้เยี่ยมชมเลิกสนใจที่จะเข้าเว็บไซต์ของเขาทันที

Overlay (ข้อมูลทับซ้อน) มีหลายรูปแบบของการแสดงผลมีทั้งข้อมทูลทับซ้อนที่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์แต่ในบางกรณีผู้ใช้งานนำไปทำเป็นข้อมูลทับซ้อนที่เป็น pop-up ทับซ้อนข้อมูลของเว็บอื่นๆ ดังนั้นเราต้องดูแลเว็บไซต์ในทุกรายละเอียดแล้วอย่าให้ pop-ups มารบกวนและดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้

แต่เราต้องระวังการ pogo sticking มันคือสิ่งที่เสี่ยงในอันดับของ SERPs การ Pogo sticking คือการที่เราคลิกเว็บไซต์นี้แหละ คือเรากำลังค้นหาข้อมูลอะไรแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ เราก็จะไม่คลิกที่ลิงค์ในหน้านั้นแต่จะกดปุ่มกลับแทน เขาเรยว่าการ pogo sticking

 

Keyword targeting

  1. Keyword targeting (กำหนดเป้าหมายของคัย์เวิร์ด)

การกำหนดเป้าหมายของ keyword ยังเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและจำเป็นที่ต้องทำให้กับแบรนด์หรือเว็บไซต์ การกำหนดเป้าหมายของคีย์เวิร์ดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงของวิธีการใส่จากอดีตค่อนข้างมาก เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายของ keyword ของคุณได้แล้วให้คุณใส่ keyword ในเนื้อหาให้เหมาะสมอย่าอัดแน่นจนเกินไป

Title element (องค์ประกอบของชื่อเรื่อง)

สิ่งแรกที่เร่าจะเริ่มทำในการกำหนดคีย์เวิร์ดคือการชื่อเรื่องและกำหนดลักษณะการแสดงผลให้ถูกต้องตามหลักการของ SEO เริ่มต้นจากการใช่ H1 tag, H2 tag ให้กับชื่อเรื่อง/หัวเรื่อง ของ content ในเพจ/เว็บไซต์ของทั้งหมดที่มีอยู่ ควรจะใส่ตัวหนาหรือขีดเส้นใต้ให้กับชื่อเรื่องหรือ keyword ที่สำคัญในเนื้อหาของเพจ แต่คุณควรจะหลีกเลี่ยงการใส่ลิงค์ในหัวเรื่องหรือคีย์เวิร์ดที่ใส่ตัวหนาไว้เพราะเมื่อผู้เข้าเยี่ยมเว็บไซต์คลิกแล้วถูกส่งไปที่ลิงค์นั้นแล้วผู้เยี่ยมชมกดปุ่มกลับทันทีซึ่งจะทำให้มีผลกระทบต่ออันดับ

Page content, external anchor links, alt attributes, and URL (เนื้อหาในเพจ, ลิงค์ภายนอก, คำอธิบายของภาพ และ URL)

ทุกคุณต้องการสิ่งเหล่านี้ใน content ของเพจ/เว็บไซต์ อย่างแน่นอน และถ้าคุณทำได้คุณคงอยากจะให้มี anchor links ลิงค์ไปที่เพจ ยกตัวอย่างเช่น home page ของเราเกี่ยวกับงานแต่งงาน แล้วมีคลิปสัมภาษณ์ที่เราได้เพิ่มไว้ในประวัตแล้วเราจะทำให้เป็นลิงค์เพื่อลิงค์เข้ามาที่ external anchor text แล้วถ้าเราอยากจะให้ภาพในหน้าเว็บมีชื่อเหมือนกันและติดอันดับใน search engine ได้ก็เพิ่มท alt attribute ให้กับภาพ และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการใส่คีย์เวิร์ดหรือคำหลักใน URL ของคุณด้วย

Image file name (ชื่อไฟล์รูปภาพ)

การใส่ชื่อให้กับรูปภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่งถ้าคุณต้องการให้รูปภาพในเว็บไซต์ติดอันดับใน Google ได้ คุณก็ต้องตั้งชื่อไฟล์ภาพไว้ให้ทุกภาพ

Internal links (ลิงค์ภายใน)

ลิงค์ภายใน  คือ การลิงค์ไปหน้าอื่นๆ ในเว็บของคุณ ลิงค์ชนิดนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าชมย้ายไปอ่านเนื้อหาหน้าอื่นๆ ซึ่งมีเนื้อหาที่ต่อเนื่องกันและผู้เข้าชมจะถูกส่งไปที่หน้าใหม่เมื่อเขาคลิกที่ลิงค์นั้น

ให้คุณทำตามขั้นตอนในการหาและใส่คีย์เวิร์ดตามที่ได้กล่าวมาคุณจะกำเป้าหมายและทำให้คีย์เวิร์ด ติดอันดับได้

 

Related keywords

  1. Related topics targeting (กำหนดเป้าหมายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน)

Google ได้ให้ความสำคัญกับ keyword สำหรับเว็บไซต์หรือเนื้อหาต่างๆอย่างมากแล้วรองจากนั้นคือความหมายที่เหมื่อนหรือเกี่ยวข้องกับ keyword นั้นๆก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นคุณต้องกำหนดเป้าหมายของ keyword คุณให้ชัดเจนและหาคำเกี่ยวเนื่องไว้ด้วยเพื่อใส่ในเนื้อหาและชื่อเรื่องของหัวข้อจะได้ทำให้ search engine สามารถค้นพบเว็บไซต์ของเราได้เมื่อมีคนค้นหาคำเกี่ยวเนื่อง

Google ได้เพิ่มเงื่อนไขในการใส่คีย์เวิร์ดด้วยการตั้งเป็นคำถามในกาค้นหาด้วย ดังนั้นเมื่อคุณตั้ง keyword ให้กับเว็บไซต์หรือบล็อคให้คุณคิดและค้นหาข้อมูลว่าจะมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณด้วยคำถามอะไรบ้างแล้วนำไปใส่ในคีย์เวิร์ดเพื่อค้นหาได้ใน search engine

เพราะฉะนั้นการเป็นนัการตลาดการค้นหา ผู้สร้าง content เราต้องนึกถึงเสมอว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างแล้วมีประโยคคำถามที่คลายเคียงของเรามากแค่ไหน

 

Snippet optimizinng

  1. Snippet optimization (ตัวเลือกของการมช้ snippet)

          การมีเพจหรือบล็อคเราไม่ได้ต้องการแค่ให้ติดอันดับแต่เราต้องการให้ผู้ที่เข้าชมคลิกเข้าบล็อคเราในหน้าการค้นหาด้วย แล้วถ้าเราติดในอันดับที่สี่เรามีอัตรา click-through 6% ไม่ใช่ผลที่ดีเลยแม้จะอยู่ในอันดับที่สี่ก็ตามเพราะอัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์น้อยเกินไป แต่ถ้ามีอัตราคลิกถึง 11% แสดงว่าเว็บเราเพิ่งได้อัตราคลิกครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเราต้องเขียน description ใน snippet ให้มีความสนใจที่จะสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้คลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ให้ได้

เราต้องการที่จะมี snippet ที่เหมาะสมและดีที่สุดใน SERP เพื่อให้ได้อัตราคลิกที่ดีของเว็บไซต์หรือเพจของเนื้อหาที่ติดอยู่ในอันดับ SERP ได้ เราได้เอาเทคนิคในการเขียน snippet ของ “what to wear to a formal wedding,” จาก randsfashion.com และยังเป็น mobile-friendly ด้วย

On-page elements

          ส่วนประกอบในเว็บไซต์ที่ต้องใส่ในเพจเสมอคือ ชื่อเรื่อง/หัวข้อ (title) และคำอธิบาย (meta description) เว็บ randsfashion.com  มีรูปแบบ URL ที่ง่ายในโฮมเพจของเว็บที่ทำให้มีผลดีต่อ Google เพราะเว็บไซต์ของคุณไม่มีความยุ่งยากและง่ายในการจดจำ

Publication date (วันที่เผยแพร่)

          วันเวลาที่เผยแพร่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง การที่เราอัพเดทวันที่ให้ใกล้กับปัจจุบันที่สุดยิ่งดีเพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่จะค้นหาสิ่งที่ใหม่ๆเช่นกับตัวอย่างที่ตั้งไว้คือ จะค้นหาว่าควรใส่ชุดไรไปงานแต่งวใน 2016 “types of wedding formalwear 2016” ดังนั้นคุณควรจะอัพเดทเนื้อหาในเว็บไซต์ให้เป็นประจำ เพราะ Google จะให้คะแนนและเอาเว็บไซต์ที่อัพเดทวันที่ล่าสุดให้ติดในอันดับที่ดีกว่า

Use of schema (การใช้โครงสร้างของรูปแบบ)

          การใช้โครงสร้างและรูปแบบให้กับเว็บไซต์เป็นขั้นตอนในการทำเว็บไซต์ที่สำคัญมากในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำเว็บเกี่ยวกับข่าวคุณก็เลือกรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อข่าวโดยเฉพาะหรือเว็บไซต์แสดงภาพก็ควรเลือกรูปแบบที่ออกแบบมาให้ แต่เว็บไซต์ที่มีแค่วิดีโอ Google ไม่นิยมให้ใช้เว็บอื่นนอกจาก YouTube ดังนั้นคุณควรจะเลือกรูปแบบของโครงสร้างให้เหมาะสมกับแนวเว็บ

Domain name (ชื่อโดเมน)

          การตั้งชื่อโดเมนเป็นขั้นตอนแรกของการสร้างเว็บไซต์ ดังนั้นคุณต้องพยายามตั้งชื่อเว็บไซต์ให้เรียบง่ายและสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้เยี่ยมชมแล้วคลิกเข้าเว็บไซต์ของคุณได้

Content format (รูปแบบเนื้อ)

          รูปแบบของการวางเนื้อหาในเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ แล้วถ้าคุณตั้งคำถามในเนื้อหาคุณแล้วตั้ง keyword ให้กับคำถามนั้นด้วยจะเป็นผลดีในการติดอันดับใน SERPs เพราะบอทของ Google จะตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์เป็นอันดับแรกและตรวจสอบเป็นประจำ ดังนั้นคุณจะต้องวางรูปของเนื้อหาตามหลักการของ SEO เพื่อให้ติดอันดับใน SERPs ได้

ข้อแนะนำในการวางรูปแบบของเนื้อหาคือ วางเนื้อหาให้เป็นรายการ ตาราง หรือใส่ลำดับขั้นตอน และใส่ชื่อเรื่อง/คำอธิบายของภาพต่างๆที่ใส่ไว้ในเนื้อหาด้วยเพื่อให้บอทของ Google ตรวจสอบได้แล้วนำไปใส่ในการค้นหาของ SERPs ได้

 

Unique value

  1. Unique value + amplification (ทำให้มีค่าเฉพาะและขยายความ)

          ทั้งหมดในบทความนี้ก็เป็นคำแนะนำในการทำ on-page ให้เหมาะสมที่สุดในปี 2016 นี้ แล้วสิ่งที่นักออกแบบเว็บไซต์จะคิดคือ เราต้องการให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้อย่างไรและมีโอกาสที่จะติดในอันอัดมากแค่ไหน

สำหรับเราการทำให้เซ็บไซต์ติดอันดับได้ไม่ใช่สิ่งที่ยากแต่เราต้องการทำให้เว็บไซต์ติดในอันดับที่สูงๆ เช่นในตำแหน่งที่ดี ดีมาก หรือ พิเศษที่เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับในภาพข้างบนหัวข้อที่แสดงการาฟของอัตราการติดอันดับของเว็บไซต์

ถ้าคุณทำตามหลักเกณฑ์ของ SEO ตาม Whiteboard Friday ใน Moz.com คุณอาจจะมีโอกาศทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับได้เร็วกว่าทำตามเทคนิคต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์อื่นๆ

การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับไม่ใช่แค่ต้องมีชื่อโดเมนที่ดึงดูดความสนใจของผู้ที่เข้าชมได้แต่ยังมีส่วนประกอบต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์ ไดแก่ โครงสร้างเว็บไซต์ รูปแบบของโครงสร้าง รูปแบบการวางเนื้อหา ชื่อเรื่อง คำอธิบาย ชื่อของวิดีโอที่ใส่ในเว็บไซต์ และ รายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน SERPs ได้

 

(CR. https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday)

 

 

         

 

         

 

 

 

 

 

     

         

SEO Basic Tips: สิ่งสำคัญ 8 อย่างทีจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณ

SEO Basic Tips: สิ่งสำคัญ 8 อย่างทีจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ของคุณ

 

SEO คืออะไรกันแน่?

การทำ SEO คือการใส่ keyword ต่างๆให้กับเพจแล้ะเว็บไซต์เพื่อให้ค้นเจอได้หน้าแรกๆ ของ Google แต่นอกจากนั้นคุณก็ต้องออกแบบและวางเนื้อหาให้ถูกวิธีของหลัก SEO ต่อไปนี้คือ 8 สิ่งสำคัญของการออกแบบเว็บไซต์ตามหลักของ SEO เพื่อให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่ดี

  1. สมมุติว่าเว็บไซต์ของคุณคือเค้ก

Link สื่อโซเชียวต่างๆ และพื้นที่โฆษณาที่ซื้อในเสิร์ชเอนจินเปรียบเหมือนไอซิ่งบนหน้าเค้ก ส่วนเนื้อหา รูปแบบข้อมูล ระบบการจัดการการเนื้อหาและโครงสร้างพื้นฐานเปรียบเหมือนน้ำตาลที่ทำเค้ก ถ้าไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลเค้กก็จะไร้รสชาติแล้วคุณก็จะทิ้งมันลงขยะ เหมือนในรูปด่านล่างที่ทั้งสองเป็นเค้กแต่อันที่คุณภาพดีและน่ากินก็ต้องถูกเลือก เหมือนกับ SEO นี้แหละคะเว็บไซต์ไหนที่ทำตามขั้นตอนของ SEO ได้ก็จะติดอันดับได้ดีกว่า

think-of-your-site-like-a-cake

  1. สิ่งที่ Search Engine กำลังมองหา

           ระบบของ Search Engine ต้องการทำงานให้มีคุณภาพที่ดีที่สุดโดยจะตรวจสอบว่าผู้ใช้งานจะค้นหาหัวข้อหรือ content ไหนมากที่สุด ดังนั้นคุณควรตรวจสอบรายละเอียดของขั้นตอนต่อไปนี้ว่าเป็นไปตามวิธีของ SEO หรือไม่

  • Content: เลือกธีมเพจให้เรียบง่ายด้วยตัวอักษรที่อ่านออกได้ง่าย ใส่หัวข้อและรายละเอียดของหัวข้อให้ถูกตามหลัก SEO ด้วย
  • การแสดงผล: ตรวจสอบความเร็วของการโหลดเพจบนเว็บไซต์ของคุณ
  • ฝ่ายบริหารเว็บไซต์: ให้ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหามากพอที่จะ link ไปที่เว็บไซต์ที่เป็นทางการหรือไม่ และให้ใส่อ้างอิงของเว็บไซต์ด้วย
  • ประสบการณ์ของผู้ใช้: ตรวจสอบว่าการออกเว็บไซต์สามารถดึงดูดคนเข้ามาชมได้ไหม ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ง่ายต่อการเข้าถึงไหม ตรวจสอบความปลอดภัยของเว็บไซต์ และตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณมี bounce rate หรือไม่

 

  1. สิ่งที่ Search Engine ไม่ได้ค้นหาและตรวจสอบ

          Spider ของ search engine มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนหนึ่งดังนั้นถ้าคุณใช้วิธีเพื่อหลอกบอทคุณคิดผิดแล้วเพราะจะทำให้คุณเสียโอกาศในการติดอันดับได้สูงมาก สิ่งที่ search engine ไม่ต้องการ คือ

  • การใช้คีย์เวิร์ด ซ้ำๆ (Keyword Stuffing): บอทจะไม่ตรวจเว็บไซต์คุณถ้าในเนื้อหาและหัวข้อต่างๆมีคีย์เวิร์ดมากเกินไป
  • การซื้อ link ต่างๆ: การซื้อ link จะไม่ช่วยให้ SEO บนเว็บไซต์ของคุณติดอันดับได้เลย
  • การเข้าถึงเว็บไซต์ที่ยุ่งยาก: สร้างและออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณให้เข้าถึงได้ง่าย ให้หลีกเลี่ยงจำนวนของป้ายโฆษณาบนเว็บไซต์ไซต์มากเกินไป ไม่งั้น spider ของ search engine จะไม่ตรวจเว็บไซต์ของคุณเลย
  1. รู้จักโครงสร้างธุรกิจของคุณให้ดี

คุณควรจะทำความเข้าใจกับโครงสร้างของธุรกิจคุณให้ดีแล้วถามคำถามต่อไปนี้กับตัวเองว่าคุณต้องการอะไร

  • อะไรคือสิ่งที่กำหนดแปลงสำหรับคุณ?
  • คุณต้องการแค่ให้คนดูหรือคลิกเข้าที่เว็บไซต์ของคุณมากกว่ากัน?
  • เป้าหมายของคุณคืออะไร?
  • คุณรู้สินทรัพย์และหนี้สินของคุณไหม?

 

  1. เพิ่มความหลากหลายให้กับเว็บไซต์ของคุณ

multichannel-optimization

การใส่ Keyword ไม่ได้สำคัญแค่ใน on-site แต่สำคัญใน off-site ต่างๆของเว็บไซต์ด้วยดังนั้นคุณควรจะใช้สือโชเซียลต่างๆเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีช่องทางที่หลากหลายด้วย เช่น

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Email
  • แบบออฟไลน์เช่นโฆษณาในวิทยุหรือโทรทัศน์

การที่เขียนประโยคหรือใช้คำที่สอดคล้องกับคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์จะช่วยสร้างตราสินค้าหรือบริการของคุณได้และยังช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพด้วย

 

  1. ใช้ Domain name ที่สอดคล้องกัน

Domain name เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตั้งเว็บไซต์ของคุณ เพราะ Domain name เป็นชื่อเว็บไซต์และชื่อบล็อคต่างๆของคุณ ดังนั้นคุณควรจะตั้งชื่อโดเมนของเว็บไซต์คุณให้เรียบง่ายและจดจำง่าย

ตั้งชื่อโดเมนสั้นๆที่ไม่มีตัวเลขหรืออักศรเพิ่มต่างๆแบบตัวอย่างนี้(example.com/awesome) ให้จดชื่อโดมเมนง่าย เช่น (www.example.com)  แล้วถ้าคุณทำ SEO ของคุณตามหลักแล้วให้มี inbound link ด้วย คุณก็จะสามารถค้นหาเว็บไซต์โดยไม่ต้องใส่ www. และ ถ้า URL ของคุณมี keyword ในชื่อจะยิ่งดีเพราะจะช่วยในการได้อันดับของ SEO ง่ายขึ้น

 

  1. เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับชนิดของการค้นหา

นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในเดสก์ท็อปแล้วคุณควรจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ค้นหาได้ผ่านโทรศัพท์แท็บแล็ตและสื่ออื่นๆด้วย ในหน้าหลักของคุณควรมีเนื้อหาที่เป็นวีดีโอเพื่อสื่อถึงสินค้าหรือธุรกิจของคุณ ซึ่งจะสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่ใช้งานมากว่าแค่เนื้อหาที่มีแค่ตัวอักษร แต่ถ้าหน้าเว็บของคุณมีแค่ตัวอักษรให้เพิ่ม Flash เข้าด้วยแล้วใช้ตัวอักษรที่เรียบและอ่านได้ชัดเจนเพื่อให้ search engine ค้นพบแล้วตรวจสอบได้

 

  1. อย่าลืมใส่ Meta Data ให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วย

ใส่ title tag และ meta description ให้กับเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณ

  • ทุกวันนี้บอท Google ไม่ได้สนใจ meta keyword มากหนักแต่ถ้าคุณใส่ meta keyword ให้ใช้คีย์เวิร์ดที่จะอธิบายถึงเว็บไซต์ของคุณด้วยรูปแบบที่ถูกต้อง
  • เขียน meta description ให้มีลักษณะเฉพาะและอธบายถึงเว็บไซต์ได้ชัดเจน แต่การใช้ meta description ที่ซ้ำกันจะไม่ช่วยให้คุณติดอันดับได้เลย

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคํญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือการใส่ title tag ของเนื้อหาให้มีความโดดเด่นที่จะสามารถทำให้ผู้ใช้งานคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ได้

 

Cr. (https://searchenginewatch.com/sew/how-to/2259693/seo-basics-8-essentials-when-optimizing-your-site)

 

 

 

 

 

 

10 SEO Basic TIPS

เคล็ดลับการทำ SEO เบื้องต้น 10 ข้อ

SEO ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก, และใน 2014 Panda Update ได้สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับเจ้าของเว็บไซต์หลายคน ในปี.2015 ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO หลายท่านกังวลว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างแต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับผู้ที่เรียนในด้าน SEO มา

การทำ SEO และป้อนคำหลักในเนื้อหาอาจจะสิ้นสุดลงในไม่ช้าเพราะได้มีการอัพเดพดังนี้

  • Pigeon Update ใน 2014 ได้ปรับปรุงการค้นหาในท้องถิ่นดีขึ้น
  • HTTPS/SSL Update ได้มีการเสนอความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์มากขึ้น และ
  • Panda Update ได้ปรับปรุงเนื้อหาที่สามารถพบได้ทุกที่

แล้วคุณคาดว่าใน 2015 จะมีการอัพเดทแบบไหนอีกและคุณคิดว่าจะทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ยั่งยื่นอย่างไร?

 

TIP #1 สร้างเนื้อหาให้มีคุณภาพ

Google มีเครื่องมือในการตรวจเนื้อหาที่คุณภาพสูงและเนื้อหาที่คุณภาพต่ำหรือข้อความที่เป็นมูล ดังนั้นถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในปีนี้คุณต้องขยันที่จะเรียนรู้และเขียนเนื้อหาให้มีคุณภาพที่สูงให้กับเว็บไซต์ของคุณ Google มีรางวัลให้กับเว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาน้อยๆที่สอดคล้องกันและถ้าได้รับรางวัลเหล่านั้นจะทำให้เว็บไซต์คุณมีการเยี่ยมชมมากขึ้น, ได้ธุรกิจมากขึ้น และร้ายได้เพิ่มขึ้นดังนั้น มุ่งมั่นในคุณภาพมากกว่าปริมาณ

คีย์เวิร์ดในเนื้อหายังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ตั้งแต่ Hummingbird Update ใน 2013  ทำให้มีการเปลียนแปลงในวิธีการใช้, การดู และการค้นหา มีการค้นหาในรูปแบบประโยคและคำถามมากขึ้นดั่งนั้นคุณควรจะเปลี่ยนรูปแบบการใส่คำหลักของคุณ

เช่น ถ้าเป็นแต่ก่อนเวลามีใครค้นหาข้อมูลจะพิมพ์ว่า “Build humming bird feeder” แต่ทุกวันนีเวลาค้นหาข้อมูลคนส่วนใหญ่จะพิมพ์ค้นหาเป็นประโยคคำถามว่า “How to build a hummingbird feeder” แทน

 

TIP #2 สร้างเว็บให้ปราศจากสแปม

ใน 5 ปีที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการแชร์ลิงค์ระหว่างเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต และ Google ได้ทุมเท่เวลาเพื่อที่จะป้องกันคนที่โกงและใช้เลห์เหลี่ยมในการทำ SEO ให้ติดอันดับใน SERPs

Links เป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการทำ SEO แต่ตั้งแต่ 2015 เป็นต้นไปถ้าคุณอยากได้ผลประโยชน์จากลิงค์อื่นๆ คุณควจจะสร้างเว็บที่สามารถร่วมกับเว็บอื่นได้, เขียนเนื้อหาให้มีคุณภาพสูง และทำให้เนื้อหาของเว็บไซต์น่าสนใจที่จะมีเว็บไซต์มาลิงค์

ตั้งแต่ 2015 เป็นต้นไปการดูรายละเอียดเว็บไซต์ที่คุณจะลิงค์ด้วยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะในปัจจุบันมีหลายลิงค์ที่เป็นสแปมและสามารถทำลายการติดอันดับเว็บไซต์คุณได้ ดั้งนั้นคุณควรจะระวังลิงค์ที่เป็นสแปมให้ดี

 

TIP #3 ส่งเสริมให้คนมากด +1 ให้คุณ

         Google เป็นเว็บไซต์ที่สำคํญและยิ่งใหญ่ที่สุดในโซเชียลอินเตอร์เน็ตและถ้าคุณยังไม่มีเพจใน Google+ คุณควรรีบสมัครและสร้างเพจได้แล้ว เพราะตั้งแต่ 2015 เป็นต้นไปคนจะสนใจ Google+ มากขึ้น ดังนั้นคุณควรจะส่งเสริมให้คนสนใจเพจคุณมากขึ้นและทำให้คนมาติดตามเพจคุณเยอะๆ เพื่อให้คนมาสนใจธุรกิจของคุณมากขึ้น

 

TIP #4 เขียน Tittle Tag ให้มีคุณภาพ

Tittle Tag เป็นปัจจัยและองค์ประกอบหลักของการทำ SEO จนถึงปัจจุบันนี้ หัวข้อ SEO ที่ดีควรจะโดดเด่นเหมือนหัวข้อบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์แต่ต้องมีคีย์เวิร์ดใน Tittle Tag ด้วย ดังนั้น

เราแนะนำให้คุณเขียนเนื้อหาหัวข้อให้มีตัวอักษรไม่ต่ำกว่า 110 ตัว และในเนื้อหาควจไม่มีคีย์เวิร์ดที่ซ้ำมากเกินไป

 

TIP #5 ทำให้คนพูดถึงแบรนด์ของคุณ

ส่งเสริมให้คนพูดถึงแบรนด์หรือเว็บไซต์ของคุณในเว็ปไซต์ต่างๆ เพราะ Google ได้ทำการทดลอง “ทฤษฏีการพูดถึง” เมื่อหลายปีก่อนแล้วได้ผลสรุปว่าการพูดถึงเพจหรือเว็บไซต์ของเราในโซเชียลหรือเว็บไซต์ต่างๆ สามารถทำให้เว็บเว็บไซต์ของเรายิ่งใหญ่และติดในอันดับของ Google ได้จริงๆ ดังนั้นคุณควรพูดถึงแบรนด์, เพจ หรือเว็บไซต์ของคุณในเว็บไซต์และโซเชียลเพจต่างๆ เพื่อให้ผู้คนรู้และพูดถึงธุรกิจมากขึ้น

 

TIP #6 ใช้ SEO-Friendly URLs

การใช้ SEO-Friendly URLs อาจจะไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดถ้าคุณอยากให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจของคุณจำหน่ายบ้านสุนักสำหรับวางในบ้านคุณควรจะตั้ง URL ว่า www.yourbrand/indoor-dog-house.

ขั้นตอนนี้อาจไม่ใช่ขั้นตอนที่ใหญ่ที่สุดในการทำ SEO แต่ถ้า URL ของคุณเข้าใจง่าย, โดดเด่น และสื่อถึงความหมายแบรนด์ได้ชัดเจนอาจจะทำให้คุณก้าวขึ้นอันดับใน  SERPs ได้เล็กน้อย

 

TIP #7 สร้างเว็บไซต์ที่สามารถมีส่วนร่วมได้

Google ได้พิสูจน์จากการติดตามเว็บไซต์ใหญ่ๆ อาทิ Yelp, Wikipedia, Amazon และได้ยื่นยันแล้วว่าการสร้างเว็บไซต์ที่มีการแชร์ลิงค์จากหลายเว็บไซต์เป็นผลที่ดีเพราะสามารถทำให้เว็บไซต์ยิ่งใหญ่ขึ้นได้จริง แต่คุณต้องตรวจสอบขั้นตอนการทำ SEO บนเว็บไซต์ของคุณให้ดีว่าไม่มีสแปมและไม่ได้เชื่อมต่อกับลิงค์ที่เป็นสแปมไม่งั้นคุณจะหมดสิทธ์ในการติดอันดับอย่างแน่นอนแม้จะอันดับช่วงกลาง และคุณอาจจะหลุดออกจากการค้นหาของ Google เลยก็เป็นได้

 

TIP #8 ส่งเสริมให้เว็บไซต์โหลดเร็ว

Google ได้สร้างเว็บไซต์และลงทุนเงินหลายล้านเพื่อให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้นแล้วถ้าการลงทุนมันคุ้มค่าและได้ผลจริง ทำไมคุณถึงไม่ลงทุนสร้างระบบเว็บไซต์ของคุณให้โหลดเร็วเพื่อที่จะให้ทันใจผู้ที่เข้าชมและการที่เว็บไซต์โหลดเร็วนั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการติดอันดับของ SERPs ด้วย

 

TIP #9 Get Social

Social media ได้ควบคุมพื้นที่ในอินเตอร์เน็ตและผู้คนอีกมากมาย ดังนั้นการเขียน SEO ควจจะเขียนให้กับเพจในโซเชียลที่สร้างมาจากเว็บไซต์ของคุณด้วย เพราะจากที่สำรวจมาเพจในโซเชียวเป็นช่องทางใหญ่ที่จะกระจายธุรกิจหรือแบรนด์ของคุณได้ และการทำ SEO ในโซเชียลเป็นทิศทางที่ดีในการติดอันได้ได้

 

TIP #10 Get Mobile

การเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์สามารถดูผ่านโทรศัพท์หรือแท็บแล็ตได้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำ SEO เพราะในปัจจุบันคนส่วนมากจะใช้โทรศัพท์และแท็บแล็ตในการค้นหาข้อมูลมากกว่าเปิดคอมพิวเตอร์ค้นหา ดังนั้นคุณควรจะวางแผนการตลาดของคุณให้ดีและสร้างเว็บไซต์ที่โทรศัพท์และแท็บแล็ตสามารถรองรับได้

 

การทำ SEO ให้ติดอันดับใน SERPs มีองค์ประกอบในขี้นตอนการทำเป็น 100 แต่สิ่งที่คุณควรจะโฟกัสและทำให้ดีที่สุดคือ เขียนเนื้อหาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยคีย์เวิร์ดที่สอดคล้องกับแบรนด์และธุรกิจของคุณ

คุณสามารถตรวจสอบ SEO ของเว็บไซต์คุณได้ที่ www.seositecheckup.com.