On-Page SEO in 2016: The 8 Principles for Success – Whiteboard Friday

 

          การทำ On-Page SEO ไม่ได้มีขั้นตอนแค่ตรวจสอบรายการที่เราได้ทำไป เพราะตั้งแต่ 2016 เป็นต้นไปมันจะเพิ่มความยุ่งยากขึ้นมาด้วยการแก้ไขของส่วนที่เป็ฯ on-page ให้เหมาะสมที่สุด บทควงามนี้เป็นบทความใน Whiteboard Friday ที่จะอธิบายถึงสอ่งสำตัญ 8 อย่างที่จะทำให้ SEO ประสบความสำเร็จ

One page SEO.jpg

Video Transcription

สามารถชมการบรรยายของบทความนี้ได้พร้อมคำอธิบาย (video transcription) ได้ที่เว

บไซต์ (https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday) ต่อไปนี้เราจะมาพูดถึง 8 ข้อที่สำคัญในการทำ on-page SEO

 SEO 1.jpg

  1. Fulfill the searcher’s goal and satisfy their intent (สนองความต้องการกลุ่มเป้าหมายของผู้ค้นหา)

      ก่อนอื่นคุณควรจะค้นหาเป้าหมายของกลุ่มผู้ค้นหาว่าต้องการอะไรแล้วผลการค้นหาที่ได้มีความพึ่งพอใจหรือเปล่า แล้วความพึ่งพอใจของผู้ค้นหาเป็นสิ่งที่นักออกเว็บไซต์เพราะส่วนมากผู้ค้นหาจะเลือกแล้วคลิกที่เว็บไซต์ที่หัวข้อ/ชื่อเรื่องตรงตามเป้าหมายที่เขาต้องการ

เราจะยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาเสื้อผ้า/ชุดที่เป็นทางการ และผู้ค้นหาเหล่านั้นต้องการชุดใส่ไปงานแต่ที่ไม่ใช่ชุดเจ้าบ่าวหรือชุดเจ้าสาวแล้วผลลัพธ์ที่ได้มาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่เขาต้องการ ในกรณีของผู้ค้นหากลุ่มนี้จะทำให้เรารู้ว่าผู้ค้นหายังต้องการอย่างอื่นอีกด้วย

จึงมีคนคิดขึ้นมาว่าทำไมเราไม่ทำเพจหรือเว็บไซต์ให้ rank แล้วติดอันดับที่สามารถบอกคำแนะนำหรือออกแบบและจัดชุดไว้ให้คุณเลือก และการจะสร้างเว็บไซต์แบบนี้ขึ้นมาได้จะต้อนค้นหาข้อมูลชองกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลเนื้อหาสำหรับการเลือกชุดใส่ไปงานแต่งงาน

ดังนั้นเราจึงได้สร้างเว็บไซต์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชายและเขียนเนื้อหาพร้อมคำแนะนำในเว็บไซต์เพื่อใส่ keyword ที่เป็นทั้งคำถามด้วยแล้วยิ่งเราตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้เป็นผู้ชายแล้วมี content ที่เขากำลังค้นหาอยู่เรามีโอกาศที่จะติดอันดับของการค้นหาสูงอย่างแน่นอน

 

SEO speed

  1. Speed, speed, & more speed (เพิ่มความรวดเร็วในผลลัพธ์)

          ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรเพราะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดเพราะผู้ใช้งานทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่า Google ต้องการคำอธิบายอย่างไรบ้าง ที่เรารู้คือเว็บไซต์ที่มีหน้าเพจยาวเกินไปจะโหลดช้าแล้วถ้าค้นหาจากโทรศัพท์ยิ่งจะช้ากว่าเดิมอีก ดังนั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงการสร้างเพจที่มีความยาวมากเกินไป ควรจะทำตามกฏเกณฑ์ที่ Google ได้ตั้งไว้เพื่อให้เว็บไซต์มีการโหลดที่เร็วตามที่เราต้องการ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนเล็กน้อยก็ตาม เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้

 

SEO design.jpg

  1. Create trust & engagement through UI, UX, and branding (ใช้ UI และ UX ออกแบบสัญลักษณ์ให้กับแบรนด์)

UI หรือ User Interface คือ ส่วนที่ใช้ติดต่อกับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น เมนู ปุ่ม ฟอร์มต่างๆ หรือการจัดวางภาพ ขนาดตัวอักษร ของแต่ละหน้า เป็นต้น

UX หรือ User Experience คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน จากระบบที่ได้พัฒนา ว่าใช้งานง่ายไหม พอใจไหม เปรียบเหมือน การทดลองขับรถ หรือใช้รถไปในช่วงเวลาหนึ่งแล้วรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจในรถยี่ห้อนั้น ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์หรือแบรนด์ของคุณด้วย การออบแบบด้วย UI, UX จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบรนด์ของคุณ

ก่อนที่จะออกแบบสัญลักษณ์ให้กับเว็บไซต์หรือแบรนด์ คุณต้องเขียนคำถามให้กับเว็บไซต์ตัวเองก่อนแล้วมาดูว่าในแต่ละข้อนั้นคุณทำได้หรือยัง

–  มีคนรู้จักโดเมนของคุณหรือไหม

– คุณมีการออกแบบด้วย UI แล้วนำไปใส่ในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มความน่าเชิ่อได้หรือไม่ เช่นกับการใส่รูปภาพ/ภาพพื้นหลังให้กับเว็บไซต์ หรือ การออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ด้วย UI ล้วนทั้งหมดนี้ก็อยู่ในคำถามว่า “เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือมากพอไหม”

–  คุณสามารถเข้าถึงได้หรือไม่? เราหมายถึง การใช้งานจาก navigation และจากมุมมองจาก content ของเว็บไซต์ด้วย

– หวังว่าแบรนด์/เว็บไซต์ของคุณได้รับสัญญาณที่บงบอกว่ามีผู้คนเริ่มรู้จักทากขึ้นจากการออกแบบด้วย UI ถ้าคุณมีลัญลักษณ์ที่สามารถทำให้คนจดจำได้ง่ายจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือแบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

avoid pop-ups

  1. Avoid elements that dissuade visitors (หลีกเลี่ยงองค์ประกอบที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมถูกห้ามเข้า)

คุณต้องหลีกเลี่ยงการใส่องค์ประกอบที่จะห้ามหรือดึงดูดความสนใจจากผู้เยี่ยมชมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต องค์ประกอบที่จะดึงดูดความสนใจของผู้เยี่ยมชมได้คือ การที่ pop-up ที่ขึ้นมาตอนที่ผู้เยี่ยมชมกำลังจะคลิกเข้าที่เว็บ เช่น การมี pop-up ขึ้นมาถามว่า “คุณอยากครองชีวิตคู่ของคุณไว้ไหม” บางคนเห็นแล้วคงตอบว่าใช่แล้วต้องดาว์นโหลดฟอร์มซึ่งลิงค์จะส่งผู้เยี่มชมไปที่เว็บไซต์ของ pop-up นั้นทันที แล้วถ้าผู้เยี่ยมชมคลิกที่คำว่า “ไม่สนใจ” ก็จะมี pop-up อันใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ผู้เยี่ยมชมเลิกสนใจที่จะเข้าเว็บไซต์ของเขาทันที

Overlay (ข้อมูลทับซ้อน) มีหลายรูปแบบของการแสดงผลมีทั้งข้อมทูลทับซ้อนที่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์แต่ในบางกรณีผู้ใช้งานนำไปทำเป็นข้อมูลทับซ้อนที่เป็น pop-up ทับซ้อนข้อมูลของเว็บอื่นๆ ดังนั้นเราต้องดูแลเว็บไซต์ในทุกรายละเอียดแล้วอย่าให้ pop-ups มารบกวนและดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้

แต่เราต้องระวังการ pogo sticking มันคือสิ่งที่เสี่ยงในอันดับของ SERPs การ Pogo sticking คือการที่เราคลิกเว็บไซต์นี้แหละ คือเรากำลังค้นหาข้อมูลอะไรแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ เราก็จะไม่คลิกที่ลิงค์ในหน้านั้นแต่จะกดปุ่มกลับแทน เขาเรยว่าการ pogo sticking

 

Keyword targeting

  1. Keyword targeting (กำหนดเป้าหมายของคัย์เวิร์ด)

การกำหนดเป้าหมายของ keyword ยังเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและจำเป็นที่ต้องทำให้กับแบรนด์หรือเว็บไซต์ การกำหนดเป้าหมายของคีย์เวิร์ดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงของวิธีการใส่จากอดีตค่อนข้างมาก เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายของ keyword ของคุณได้แล้วให้คุณใส่ keyword ในเนื้อหาให้เหมาะสมอย่าอัดแน่นจนเกินไป

Title element (องค์ประกอบของชื่อเรื่อง)

สิ่งแรกที่เร่าจะเริ่มทำในการกำหนดคีย์เวิร์ดคือการชื่อเรื่องและกำหนดลักษณะการแสดงผลให้ถูกต้องตามหลักการของ SEO เริ่มต้นจากการใช่ H1 tag, H2 tag ให้กับชื่อเรื่อง/หัวเรื่อง ของ content ในเพจ/เว็บไซต์ของทั้งหมดที่มีอยู่ ควรจะใส่ตัวหนาหรือขีดเส้นใต้ให้กับชื่อเรื่องหรือ keyword ที่สำคัญในเนื้อหาของเพจ แต่คุณควรจะหลีกเลี่ยงการใส่ลิงค์ในหัวเรื่องหรือคีย์เวิร์ดที่ใส่ตัวหนาไว้เพราะเมื่อผู้เข้าเยี่ยมเว็บไซต์คลิกแล้วถูกส่งไปที่ลิงค์นั้นแล้วผู้เยี่ยมชมกดปุ่มกลับทันทีซึ่งจะทำให้มีผลกระทบต่ออันดับ

Page content, external anchor links, alt attributes, and URL (เนื้อหาในเพจ, ลิงค์ภายนอก, คำอธิบายของภาพ และ URL)

ทุกคุณต้องการสิ่งเหล่านี้ใน content ของเพจ/เว็บไซต์ อย่างแน่นอน และถ้าคุณทำได้คุณคงอยากจะให้มี anchor links ลิงค์ไปที่เพจ ยกตัวอย่างเช่น home page ของเราเกี่ยวกับงานแต่งงาน แล้วมีคลิปสัมภาษณ์ที่เราได้เพิ่มไว้ในประวัตแล้วเราจะทำให้เป็นลิงค์เพื่อลิงค์เข้ามาที่ external anchor text แล้วถ้าเราอยากจะให้ภาพในหน้าเว็บมีชื่อเหมือนกันและติดอันดับใน search engine ได้ก็เพิ่มท alt attribute ให้กับภาพ และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการใส่คีย์เวิร์ดหรือคำหลักใน URL ของคุณด้วย

Image file name (ชื่อไฟล์รูปภาพ)

การใส่ชื่อให้กับรูปภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่งถ้าคุณต้องการให้รูปภาพในเว็บไซต์ติดอันดับใน Google ได้ คุณก็ต้องตั้งชื่อไฟล์ภาพไว้ให้ทุกภาพ

Internal links (ลิงค์ภายใน)

ลิงค์ภายใน  คือ การลิงค์ไปหน้าอื่นๆ ในเว็บของคุณ ลิงค์ชนิดนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าชมย้ายไปอ่านเนื้อหาหน้าอื่นๆ ซึ่งมีเนื้อหาที่ต่อเนื่องกันและผู้เข้าชมจะถูกส่งไปที่หน้าใหม่เมื่อเขาคลิกที่ลิงค์นั้น

ให้คุณทำตามขั้นตอนในการหาและใส่คีย์เวิร์ดตามที่ได้กล่าวมาคุณจะกำเป้าหมายและทำให้คีย์เวิร์ด ติดอันดับได้

 

Related keywords

  1. Related topics targeting (กำหนดเป้าหมายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน)

Google ได้ให้ความสำคัญกับ keyword สำหรับเว็บไซต์หรือเนื้อหาต่างๆอย่างมากแล้วรองจากนั้นคือความหมายที่เหมื่อนหรือเกี่ยวข้องกับ keyword นั้นๆก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นคุณต้องกำหนดเป้าหมายของ keyword คุณให้ชัดเจนและหาคำเกี่ยวเนื่องไว้ด้วยเพื่อใส่ในเนื้อหาและชื่อเรื่องของหัวข้อจะได้ทำให้ search engine สามารถค้นพบเว็บไซต์ของเราได้เมื่อมีคนค้นหาคำเกี่ยวเนื่อง

Google ได้เพิ่มเงื่อนไขในการใส่คีย์เวิร์ดด้วยการตั้งเป็นคำถามในกาค้นหาด้วย ดังนั้นเมื่อคุณตั้ง keyword ให้กับเว็บไซต์หรือบล็อคให้คุณคิดและค้นหาข้อมูลว่าจะมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณด้วยคำถามอะไรบ้างแล้วนำไปใส่ในคีย์เวิร์ดเพื่อค้นหาได้ใน search engine

เพราะฉะนั้นการเป็นนัการตลาดการค้นหา ผู้สร้าง content เราต้องนึกถึงเสมอว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างแล้วมีประโยคคำถามที่คลายเคียงของเรามากแค่ไหน

 

Snippet optimizinng

  1. Snippet optimization (ตัวเลือกของการมช้ snippet)

          การมีเพจหรือบล็อคเราไม่ได้ต้องการแค่ให้ติดอันดับแต่เราต้องการให้ผู้ที่เข้าชมคลิกเข้าบล็อคเราในหน้าการค้นหาด้วย แล้วถ้าเราติดในอันดับที่สี่เรามีอัตรา click-through 6% ไม่ใช่ผลที่ดีเลยแม้จะอยู่ในอันดับที่สี่ก็ตามเพราะอัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์น้อยเกินไป แต่ถ้ามีอัตราคลิกถึง 11% แสดงว่าเว็บเราเพิ่งได้อัตราคลิกครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเราต้องเขียน description ใน snippet ให้มีความสนใจที่จะสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้คลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ให้ได้

เราต้องการที่จะมี snippet ที่เหมาะสมและดีที่สุดใน SERP เพื่อให้ได้อัตราคลิกที่ดีของเว็บไซต์หรือเพจของเนื้อหาที่ติดอยู่ในอันดับ SERP ได้ เราได้เอาเทคนิคในการเขียน snippet ของ “what to wear to a formal wedding,” จาก randsfashion.com และยังเป็น mobile-friendly ด้วย

On-page elements

          ส่วนประกอบในเว็บไซต์ที่ต้องใส่ในเพจเสมอคือ ชื่อเรื่อง/หัวข้อ (title) และคำอธิบาย (meta description) เว็บ randsfashion.com  มีรูปแบบ URL ที่ง่ายในโฮมเพจของเว็บที่ทำให้มีผลดีต่อ Google เพราะเว็บไซต์ของคุณไม่มีความยุ่งยากและง่ายในการจดจำ

Publication date (วันที่เผยแพร่)

          วันเวลาที่เผยแพร่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง การที่เราอัพเดทวันที่ให้ใกล้กับปัจจุบันที่สุดยิ่งดีเพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่จะค้นหาสิ่งที่ใหม่ๆเช่นกับตัวอย่างที่ตั้งไว้คือ จะค้นหาว่าควรใส่ชุดไรไปงานแต่งวใน 2016 “types of wedding formalwear 2016” ดังนั้นคุณควรจะอัพเดทเนื้อหาในเว็บไซต์ให้เป็นประจำ เพราะ Google จะให้คะแนนและเอาเว็บไซต์ที่อัพเดทวันที่ล่าสุดให้ติดในอันดับที่ดีกว่า

Use of schema (การใช้โครงสร้างของรูปแบบ)

          การใช้โครงสร้างและรูปแบบให้กับเว็บไซต์เป็นขั้นตอนในการทำเว็บไซต์ที่สำคัญมากในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำเว็บเกี่ยวกับข่าวคุณก็เลือกรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อข่าวโดยเฉพาะหรือเว็บไซต์แสดงภาพก็ควรเลือกรูปแบบที่ออกแบบมาให้ แต่เว็บไซต์ที่มีแค่วิดีโอ Google ไม่นิยมให้ใช้เว็บอื่นนอกจาก YouTube ดังนั้นคุณควรจะเลือกรูปแบบของโครงสร้างให้เหมาะสมกับแนวเว็บ

Domain name (ชื่อโดเมน)

          การตั้งชื่อโดเมนเป็นขั้นตอนแรกของการสร้างเว็บไซต์ ดังนั้นคุณต้องพยายามตั้งชื่อเว็บไซต์ให้เรียบง่ายและสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้เยี่ยมชมแล้วคลิกเข้าเว็บไซต์ของคุณได้

Content format (รูปแบบเนื้อ)

          รูปแบบของการวางเนื้อหาในเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ แล้วถ้าคุณตั้งคำถามในเนื้อหาคุณแล้วตั้ง keyword ให้กับคำถามนั้นด้วยจะเป็นผลดีในการติดอันดับใน SERPs เพราะบอทของ Google จะตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์เป็นอันดับแรกและตรวจสอบเป็นประจำ ดังนั้นคุณจะต้องวางรูปของเนื้อหาตามหลักการของ SEO เพื่อให้ติดอันดับใน SERPs ได้

ข้อแนะนำในการวางรูปแบบของเนื้อหาคือ วางเนื้อหาให้เป็นรายการ ตาราง หรือใส่ลำดับขั้นตอน และใส่ชื่อเรื่อง/คำอธิบายของภาพต่างๆที่ใส่ไว้ในเนื้อหาด้วยเพื่อให้บอทของ Google ตรวจสอบได้แล้วนำไปใส่ในการค้นหาของ SERPs ได้

 

Unique value

  1. Unique value + amplification (ทำให้มีค่าเฉพาะและขยายความ)

          ทั้งหมดในบทความนี้ก็เป็นคำแนะนำในการทำ on-page ให้เหมาะสมที่สุดในปี 2016 นี้ แล้วสิ่งที่นักออกแบบเว็บไซต์จะคิดคือ เราต้องการให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้อย่างไรและมีโอกาสที่จะติดในอันอัดมากแค่ไหน

สำหรับเราการทำให้เซ็บไซต์ติดอันดับได้ไม่ใช่สิ่งที่ยากแต่เราต้องการทำให้เว็บไซต์ติดในอันดับที่สูงๆ เช่นในตำแหน่งที่ดี ดีมาก หรือ พิเศษที่เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับในภาพข้างบนหัวข้อที่แสดงการาฟของอัตราการติดอันดับของเว็บไซต์

ถ้าคุณทำตามหลักเกณฑ์ของ SEO ตาม Whiteboard Friday ใน Moz.com คุณอาจจะมีโอกาศทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับได้เร็วกว่าทำตามเทคนิคต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์อื่นๆ

การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับไม่ใช่แค่ต้องมีชื่อโดเมนที่ดึงดูดความสนใจของผู้ที่เข้าชมได้แต่ยังมีส่วนประกอบต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์ ไดแก่ โครงสร้างเว็บไซต์ รูปแบบของโครงสร้าง รูปแบบการวางเนื้อหา ชื่อเรื่อง คำอธิบาย ชื่อของวิดีโอที่ใส่ในเว็บไซต์ และ รายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน SERPs ได้

 

(CR. https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday)

 

 

         

 

         

 

 

 

 

 

     

         

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s