Diving for Pearls: A Guide to Long Tail Keywords

Long tail keywords หมายความว่าอะไร

.           Long tail keyword คือ keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง เป็นคำที่มีความหมายชัดเจนประกอบด้วยคำหลายๆคำมารวมกันหรืออยู่ในประโยคก็ได้และมีประโยชน์ต่อการค้นหา

ตัวอย่าง long tail keyword จะเป็นคีย์เวิร์ดที่ยาวเช่น  “best web designer in Nottingham” หรือ “mirror less camera 4k video 2016” หรือ “sailor moon cat costume.”

long tail.gif

แผนภาพรูปแมวที่น่ารักข้างบนนี้แสดงถึงการค้นหา keyword ที่เป็นแบบ long tail keyword แบบ long tail นี้เกิดขึ้นจากการที่มีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ไปพิมพ์ค้นหาใน Google เป็นประโยคหรือคำถามมากกว่าแค่ค้นหาจาก keyword แค่คำเดียว นักออกแบบจึงได้เขียนและทำ keyword ที่เป็นแบบ long tail ขึ้นมาเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้

นักออกแบบได้คิด keyword ที่ใหม่ แปลกประหลาด และแตกต่างกันออกไปที่คุณอาจจะคิดไม่ถึงเลยว่าผู้เยี่ยมชมจะค้นหาอะไรได้แปลกประหลาดขนาดนั้น แล้วในบทความนี้เราจะนำตัวอย่าง keyword ของ “diving for pearls (การดำน้ำหาไข่มุข)” มาใช้

 

Bronze medal.png

Bronze medal: Build your own keyword (สร้างคีย์เวิร์ดที่เป็นของคุณ)

          การเขียนคีย์เวิร์ดแบบ long tail เป็นการหาและเขียนคีย์เวิร์ดที่ง่ายมาก แค่คุณใช้สมองของคุณคิดอเดียและสิ่งที่คุณจะถามที่เนื้อหาในเว็บไซต์จะมีคำตอบให้กับคถามนั้นขึ้นมา ด้วยขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

Use your industry knowledge (ใช้ความรู้ของคุณ)

          เริ่มต้นด้วยการเขียนและวาดความรู้ที่คุณมีทั้งหมดลงใส่กระดาษและคิดถึงสิ่งที่เกี่ยวกับหรือมีความสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ดที่คุณกำลังจะสร้าง เราจะใชช้ตัวอย่างของ pearls หรือ freshwater pears มาแนะนำการทำคีย์เวิร์ดแบบ long tail ให้คุณดู เริ่มต้นกับคำว่า “How do I clean fresh pearls”

Search your keyword (การค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณ)

          คุณสามารถค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณได้ง่ายๆด้วยการพิมพ์ประโยคหรือคำถามที่คุณต้องการในช่องการค้นหาใน Google แล้วคุณจะได้ตัวอย่างขึ้นเป็นรายการเหมือนในรูปต่อไปนี้
Search keyword.png

แค่นี้เราก็สามารถตั้งคีย์เวิร์ดที่ไม่มีในรายการได้แล้วเราจะเพิ่ม Freshwater pearls price

 

Explore the language of social media (ค้นหาข้อมูลในโซเชียลมิเดีย)

          ค้นหาข้อมูลและสิ่งที่คนกำลังพูดถึงกันในโลก Social network ด้วยการดูโพสต์ที่แชร์มากที่สุดหรือค้นหาโดยพิมพ์คีย์เวิร์ดของคุณในช่องการค้นหาในโซเชียลต่างๆเช่น Facebook, Instagram, Twitter, และ YouTube

การค้นหาคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้ตั้งไว้ใน Twitter และ Instagram ไม่เจอในสิ่งที่ต้องการเพราะมีผลการค้นหาของเครื่องใช้ที่เป็นมุขหรือเครื่องเพชรพลอยเราจึงเอาเครื่องมือของ Moz (https://moz.com/followerwonk) มาใช้เพื่อช่วยในการหาคีย์เวิร์ด “freshwater pearls”

seo.png

ให้คลิกตรงช่องที่ใส่กล่องสีแดงไว้เพื่อให้วิเคราะห์โปรไฟล์

หลังจากใช้เครื่องมือมาช่วยราจะสามารถดูว่าผู้ใช้งานและผู้เยื่ยมชมเว็บไซต์ tweet อะไรมากที่สุดใน Twitter

tweet.png

 

การค้นหาคีย์เวิร์ดใน YouTube มีประโยชน์เพราะมันช่วยทำให้เราได้ข้อมูลและไอเดียในการสร้างคีย์เวิร์ดแบบ long tail ได้หลายอย่าง

YouTube.png

พอได้ผลลัพใน Google แล้วเราจะเพิ่ม understanding types of pearls และ Difference between saltwater และ freshwater pearls ใส่รายการของเราไว้

 

Ask keyword questions? (ใช้คีย์เวิร์ดที่เป็นคำถาม)

          คุณอาจจะสังเกตเห็นได้ว่าทุกวันนี้มี keyword ที่เป็นคำถามมากขึ้นเรื่อยๆเพราะส่วนมากผู้ใช้จะพิมพ์ในช่องค้นหาเป็นคำถามมากกว่าแค่พิมพ์คำๆเดียว สำหรับเราแล้วคีย์เวิร์ดโปรดในการทำคือคีย์เวิร์ดคำถาม (Keyword questions) ซึ่งคุณสามารถใช้เว็บไซต์ Answer the Public (http://answerthepublic.com/)  เพื่อช่วยให้คุณหาไอเดียทำคีย์เวิร์ดของเว็บไซต์ได้มากขึ้น

Answer the Public

เราจะใช้เว็บไซต์นี้ในการหาคำถามของ freshwater pearls เพื่อนำคำถามที่เว็บไซต์นั้นคิดขึ้นให้มาแล้วนำผลลัพธ์ของคำถามมาใส่รายการของเราไว้เพื่อพิจารณาเพื่อทำเป็นคำถามเว็บไซต์ของเรา แล้วรูปต่อไปนี้เป็นหน้าตาของรายการที่เราได้เขียนเอาไว้:

Keyword

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของการค้นหา keyword ที่เป็นคำถาม เราจะค้นหาคำถามของคีย์เวิร์ดในหัวข้อต่อไปนี้

 

Silver Metal

 Silver medal: Assess demand and explore topics (สำรวจหัวข้อและประเมินความต้องการของเรา)

          ในหัวข้อนี้เราจะพาเจาะลึกและสำรวจใน keyword ของเว็บไซต์มากขึ้นกับเครื่องมือของเราเอง Keyword Explorer (https://moz.com/products/pro/keyword-explorer) เครื่องมือนี้จะช่วยให้คุณสำรวจหัวข้อหรือ keyword ของคุณได้มากขึ้น ถ้าคุณเพิ่งเริ่มใช้งาน KWE เป็นครั้งแรกคุณจะได้สิทธ์ใช้ฟรีสองครั้งแต่ถ้าใช้มากกว่านั้นคุณต้องเปิดบัญชีใน  Community account (https://moz.com/community/join)

 

Find search volume for your head keyword (หาปริมาณการค้นหาของหัวข้อคุณ)

          เราจะเอาคำว่า “pearls” ใส่ในเครื่องมือของ KWE แล้วมาดูกันว่ามีคนค้นหาใน Google มากแค่ไหน

pearls KWE.png

ในภาพด้านล่างนี้เราจะลองด้วยคำว่า “freshwater pearls”

freshwater pearls KWE.png

ถ้าแบบทดลองใช้ฟรีคุณจะสามารถใช้สำรวจได้แค่นี้แต่ถ้าคุณสมัครใช้เครื่องมือ KWE ของเราคุณจะได้สำรวจเจาะลึกมากกว่าตามในหัวข้อต่อไปนี้

 

Find even more long tail searches (ค้นหาคีย์เวิร์ด long tail มากขึ้น)

ในเครื่องมือ KWE ตรงด้านล่างของ search volume ให้คลิกคำว่า “Keyword Suggestions”

Overview pearls.png

จากรูปข้างบนนี้คุณจะเห็นได้ว่ามีรายการของ keyword ที่แสดงถึงจำนวนผลัพธ์ของการค้นหาที่ด้านข้างที่มีตัวเลือกให้มากถึง 1,000 ตัวอย่าง แล้วในภาพต่อไปนี้เราจะตรวจสอบตัวเลือกที่ได้มาเพื่อนำมาทำคีย์เวิร์ด long tail ของเรา สำหรับเราแล้วเราจะเปลี่ยนการแสดงผลให้ผลลัพธ์ความเกี่ยวเนื่องแสดงขึ้นก่อน

ผลลัพธ์ของความเกี่ยวเนื่อง.PNG

แล้วหลังจากสำรวจเสร็จแล้วให้เปลี่ยน Volume เป็นค่าที่น้อยสุดจะได้ตามภาพด้านล่างนี้

low Volume.png

หลังจากที่คุณได้สำรวจจำนวนของการค้นหาแล้วให้เขียนสิ่งที่มีประโยชน์ใส่ในรายการของคุณไว้แล้วห้ทำต่อใน KWE ด้วยการเลือกประโยคคำถามที่คุณต้องการตามภาพด้านล่างนี้

KWE

มองผ่านข้อเสนอแนะคุณจะเห็นได้ว่ามีคำว่า “cultured” เด้งขึ้นหลายครั้ง

pop up keywords.png

เพื่อดูรายละเอียดของหัวข้อได้เพิ่มเติมเหมือนในตัวอย่างของภาพต่อไปนี้

KWE freshwater pearls.png

เลื่อนลงไปแล้วขยายกลำของคำเพื่อดูผลของความคิดเห็นและการประเมินของหัวข้อ

KWE รายละเอียด.png

หลังจากการเลือกหัวข้อแล้วใส่รายละเอียดของจำนวนการค้นหาแล้วเรามาดูกันว่ารายการของเราเป็นอย่างไรบ้างแล้วในภาพต่อไปนี้

KWE keyword list.png

 

Gold medal

Gold medal: Find out who you’re competing with (ค้นหาคู่แข่งของคุณ)

 

เราไม่ได้ทำธุรกิจหือเว็บไซต์อยู่แค่คนเดียวยังมีคู่แข่งอีกหลายคนที่พยายามทำให้เว็บไซต์ให้ติดอันดับแรกๆใน Google เช่นกัน ดังนั้นคุณควรจะคิดไว้เสมอว่าคุณยังมีคู่แข่งอีกหลายคนและอย่าคิดว่าจะสามารถทำให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกๆได้ง่ายๆ

เพื่อเก็บข้อมูลตามเป้าหมาย long tail keyword และทำให้คีย์เวิร์ดสามารถแข่งขันกับคู่แข่งคุณได้ให้ทำตามในหัวข้อต่อไป

 

Manually check the SERPs (ให้ตรวจสอบการจัดอันดับของ SERPs เป็นประจำ)

ตรวจสอบคู่แข่งของคุณจากการค้นหาใน Google แต่อย่าลืมที่จะลงชื่อออกก่อน แล้วคุณจะได้ผลลัพธ์เว็บไซต์คู่แข่งของคุณ เราจะเริ่มต้นด้วยการค้นหาผลลัพธ์ที่เป็น organic ของ “freshwater pearls”

Check SERPs.png

จากภาพของการค้นหาในหน้าแรกคุณจะเห็นได้ว่าไม่มีเว็บไซต์ที่เป็น organic เลยต้องเลื่อนลงมาตั้ง 2.5 เซ็นติเมตร  แต่อยากให้คุณลองติดติดตั้ง Mozbar (https://moz.com/products/pro/seo-toolbar) ไว้ดูคุณจะสามารถดูข้อมูล back-link ได้

Mozbar.png

คุณจะเห็นได้ว่าการใช้ Mozbar จะช่วยแสดงถึงข้อมูลของเว็บไซต์มากขึ้นที่จะบอกถึง back-link ของเว็บไซต์นั้น

Morbar 2

เมื่อคุณได้เจาะลึกในคีย์เวิร์ดแบบ long tail ของคุณมากขึ้นคุณจะเห็นเว็บไซต์ที่ไม่คุ้นมากขึ้นดังนั้นคุณควรจะเข้าไปดูเนื้อหาของเว็บไซต์อื่นๆ

  การค้นหาเนื้อหาของเว็บไซต์อื่นแล้วคุณจะค้นพบในสิ่งต่อไปนี้

  • เนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์มากแค่ไหน
  • เนื้อหาที่มีความน่าสนใจ
  • วันที่เนื้อหาเผยแพร่
  • วันที่เว็บไซต์สร้างขึ้นมา
  • บล็อกของเว็บไซต์อัพเดทบ่อยแค่ไหน
  • เว็บไซต์มี link เชื่อมโยงกี่ link ด้วยการใช Open Site Explorer ดู
  • เวบ็็บไซต์มี tweets หรือ likes มากเท่าไร

 

Keyword Explorer leaps to our rescue again (ใช้ Keyword Explorer เพื่อช่วยเราทำ)

          เรียกใช้การค้นหาของคุณแล้วคลิกที่ “SERP Analysis” เพื่อดูว่าหน้าแรกเป็นอย่างไรย้าง

SERP Analysis.png

เครื่องมือจะแสดงผลเหมือนในภาพด้านบนนี้ซึ่งจะบอแกผลวิเคราะห์ของหน้าเว็บไซต์

หลังจากการสำรวจและค้นหาคีย์เวิร์ดจาก KWE เรียบร้อยแล้วเราแนะนำให้คุณสมัครใช้ Moz Pro เพื่อค้นหาคีย์เวิร์ดมากถึง 5,000 ตัวเลือก และเราจะเลือกคีย์เวิร์ดใส่รายการของเราเพิ่มไว้

select keyword KWE.png

เมื่อเลือก keyword เสร็จให้เลือนขึ้นไปข้างบนแล้วคลิกึคำว่า Keyword list ตรงซ้ายมือเพื่อเปิดรายการ keyword ของคุณ

Keyword list

เมื่อคลิกที่ตัวเลือกแล้วเครื่องมือจะขยายคีย์เวิร์ดให้ เหมือนในภาพต่อไปนี้:

KWE speard list.png

จากภาพจะเห็นได้ว่าคุณสามารถเอาค่าของผลลัพธ์แต่ละอย่างมาเปรียบเทียบกันได้ด้วย

 

How to compare apples with apples (วีธีการเปรียบเทียบคีย์เวิร์ดที่เหมือนกัน)

          เราได้รับการช่วยเหลือในการเปรียบเทียบของ keywords โดยทีมงานของ Moz เราควรจะเลือกคีย์เวิร์ดระหว่างคำไหนมาใช้

compare

compare 2.png

สำหรับ long tail keyword จะมีค่า Volume ที่ต่ำ มีความยุ่งยากที่ต่ำแต่มีโอกาศที่จะติดในอันดับของ SERPs ได้สูง แต่คุณก็อย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะทำให้ keyword ติดอันดับได้ง่ายๆ คุณต้องพิจารณา long tail keyword ของคุณให้มากขึ้น

ในรูปต่อไปนี้เราจะนำคีย์เวิร์ดมาเปรียบเทียบกันดูระหว่าง freshwater and cultured pearls และ how much are freshwater pearls worth.

Overview

Overview 2.png

จากภาพด้านบนคุณจะเห็นได้ว่า Volume ของ keyword มีค่าเท่ากัน, มี Opportunity (โอกาศ) ที่ต่ำ และ Potential (ความเป็นไปได้) แต่อย่าเพิ่งหมดหวังกับมันเพราะคุณยังสามารถทำคีย์เวิร์ดให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในภาพต่อไปนี้เป็นรายการของ keyword ที่ได้รวบรวมไว้:

last keyword list

 

platinum

Platinum level: ขั้นตอนสุดท้าย

 

            หลังจากที่คุณได้อ่านเทคนิคในบทความนี้เรียบร้อยแล้วเราอยากจะมอบรางวัลให้คุณเป็นเทคนิคสุดท้ายในการทำ long tail keyword ที่ผ่านมาคุณได้ทำการค้าหาวิจัยคีย์เวิร์ดและได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเนื้อหาของคู่แข่งแล้ว

เราอยากจะแนะนำให้คุณสร้างเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพสูง มีความน่าสนใจ โดดเด่น และอัพเดทเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอสามารถอ่านเกี่ยวกับเนื้อหาได้เพิ่มเติมที่ (https://moz.com/beginners-guide-to-content-marketing) และถ้าคุณอยากได้รายละเอียดที่บรรยายเกี่ยวกับการทำเนื้อหาและใช้คีย์เวิร์ดที่โดดเด่นสามารถอ่านต่อได้ใน Rand’s 10x Whiteboard Friday (https://moz.com/blog/why-good-unique-content-needs-to-die-whiteboard-friday)

 

Cr. (https://moz.com/blog/diving-for-pearls-guide-long-tail-keywords-next-level)

 

Advertisements

On-Page SEO in 2016: The 8 Principles for Success – Whiteboard Friday

 

          การทำ On-Page SEO ไม่ได้มีขั้นตอนแค่ตรวจสอบรายการที่เราได้ทำไป เพราะตั้งแต่ 2016 เป็นต้นไปมันจะเพิ่มความยุ่งยากขึ้นมาด้วยการแก้ไขของส่วนที่เป็ฯ on-page ให้เหมาะสมที่สุด บทควงามนี้เป็นบทความใน Whiteboard Friday ที่จะอธิบายถึงสอ่งสำตัญ 8 อย่างที่จะทำให้ SEO ประสบความสำเร็จ

One page SEO.jpg

Video Transcription

สามารถชมการบรรยายของบทความนี้ได้พร้อมคำอธิบาย (video transcription) ได้ที่เว

บไซต์ (https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday) ต่อไปนี้เราจะมาพูดถึง 8 ข้อที่สำคัญในการทำ on-page SEO

 SEO 1.jpg

  1. Fulfill the searcher’s goal and satisfy their intent (สนองความต้องการกลุ่มเป้าหมายของผู้ค้นหา)

      ก่อนอื่นคุณควรจะค้นหาเป้าหมายของกลุ่มผู้ค้นหาว่าต้องการอะไรแล้วผลการค้นหาที่ได้มีความพึ่งพอใจหรือเปล่า แล้วความพึ่งพอใจของผู้ค้นหาเป็นสิ่งที่นักออกเว็บไซต์เพราะส่วนมากผู้ค้นหาจะเลือกแล้วคลิกที่เว็บไซต์ที่หัวข้อ/ชื่อเรื่องตรงตามเป้าหมายที่เขาต้องการ

เราจะยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้ใช้ค้นหาเสื้อผ้า/ชุดที่เป็นทางการ และผู้ค้นหาเหล่านั้นต้องการชุดใส่ไปงานแต่ที่ไม่ใช่ชุดเจ้าบ่าวหรือชุดเจ้าสาวแล้วผลลัพธ์ที่ได้มาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่เขาต้องการ ในกรณีของผู้ค้นหากลุ่มนี้จะทำให้เรารู้ว่าผู้ค้นหายังต้องการอย่างอื่นอีกด้วย

จึงมีคนคิดขึ้นมาว่าทำไมเราไม่ทำเพจหรือเว็บไซต์ให้ rank แล้วติดอันดับที่สามารถบอกคำแนะนำหรือออกแบบและจัดชุดไว้ให้คุณเลือก และการจะสร้างเว็บไซต์แบบนี้ขึ้นมาได้จะต้อนค้นหาข้อมูลชองกลุ่มเป้าหมายและข้อมูลเนื้อหาสำหรับการเลือกชุดใส่ไปงานแต่งงาน

ดังนั้นเราจึงได้สร้างเว็บไซต์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชายและเขียนเนื้อหาพร้อมคำแนะนำในเว็บไซต์เพื่อใส่ keyword ที่เป็นทั้งคำถามด้วยแล้วยิ่งเราตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้เป็นผู้ชายแล้วมี content ที่เขากำลังค้นหาอยู่เรามีโอกาศที่จะติดอันดับของการค้นหาสูงอย่างแน่นอน

 

SEO speed

  1. Speed, speed, & more speed (เพิ่มความรวดเร็วในผลลัพธ์)

          ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรเพราะเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดเพราะผู้ใช้งานทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่า Google ต้องการคำอธิบายอย่างไรบ้าง ที่เรารู้คือเว็บไซต์ที่มีหน้าเพจยาวเกินไปจะโหลดช้าแล้วถ้าค้นหาจากโทรศัพท์ยิ่งจะช้ากว่าเดิมอีก ดังนั้นเราควรจะหลีกเลี่ยงการสร้างเพจที่มีความยาวมากเกินไป ควรจะทำตามกฏเกณฑ์ที่ Google ได้ตั้งไว้เพื่อให้เว็บไซต์มีการโหลดที่เร็วตามที่เราต้องการ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนเล็กน้อยก็ตาม เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้

 

SEO design.jpg

  1. Create trust & engagement through UI, UX, and branding (ใช้ UI และ UX ออกแบบสัญลักษณ์ให้กับแบรนด์)

UI หรือ User Interface คือ ส่วนที่ใช้ติดต่อกับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น เมนู ปุ่ม ฟอร์มต่างๆ หรือการจัดวางภาพ ขนาดตัวอักษร ของแต่ละหน้า เป็นต้น

UX หรือ User Experience คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน จากระบบที่ได้พัฒนา ว่าใช้งานง่ายไหม พอใจไหม เปรียบเหมือน การทดลองขับรถ หรือใช้รถไปในช่วงเวลาหนึ่งแล้วรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจในรถยี่ห้อนั้น ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์หรือแบรนด์ของคุณด้วย การออบแบบด้วย UI, UX จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแบรนด์ของคุณ

ก่อนที่จะออกแบบสัญลักษณ์ให้กับเว็บไซต์หรือแบรนด์ คุณต้องเขียนคำถามให้กับเว็บไซต์ตัวเองก่อนแล้วมาดูว่าในแต่ละข้อนั้นคุณทำได้หรือยัง

–  มีคนรู้จักโดเมนของคุณหรือไหม

– คุณมีการออกแบบด้วย UI แล้วนำไปใส่ในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มความน่าเชิ่อได้หรือไม่ เช่นกับการใส่รูปภาพ/ภาพพื้นหลังให้กับเว็บไซต์ หรือ การออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ด้วย UI ล้วนทั้งหมดนี้ก็อยู่ในคำถามว่า “เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือมากพอไหม”

–  คุณสามารถเข้าถึงได้หรือไม่? เราหมายถึง การใช้งานจาก navigation และจากมุมมองจาก content ของเว็บไซต์ด้วย

– หวังว่าแบรนด์/เว็บไซต์ของคุณได้รับสัญญาณที่บงบอกว่ามีผู้คนเริ่มรู้จักทากขึ้นจากการออกแบบด้วย UI ถ้าคุณมีลัญลักษณ์ที่สามารถทำให้คนจดจำได้ง่ายจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือแบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

avoid pop-ups

  1. Avoid elements that dissuade visitors (หลีกเลี่ยงองค์ประกอบที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมถูกห้ามเข้า)

คุณต้องหลีกเลี่ยงการใส่องค์ประกอบที่จะห้ามหรือดึงดูดความสนใจจากผู้เยี่ยมชมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต องค์ประกอบที่จะดึงดูดความสนใจของผู้เยี่ยมชมได้คือ การที่ pop-up ที่ขึ้นมาตอนที่ผู้เยี่ยมชมกำลังจะคลิกเข้าที่เว็บ เช่น การมี pop-up ขึ้นมาถามว่า “คุณอยากครองชีวิตคู่ของคุณไว้ไหม” บางคนเห็นแล้วคงตอบว่าใช่แล้วต้องดาว์นโหลดฟอร์มซึ่งลิงค์จะส่งผู้เยี่มชมไปที่เว็บไซต์ของ pop-up นั้นทันที แล้วถ้าผู้เยี่ยมชมคลิกที่คำว่า “ไม่สนใจ” ก็จะมี pop-up อันใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ผู้เยี่ยมชมเลิกสนใจที่จะเข้าเว็บไซต์ของเขาทันที

Overlay (ข้อมูลทับซ้อน) มีหลายรูปแบบของการแสดงผลมีทั้งข้อมทูลทับซ้อนที่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์แต่ในบางกรณีผู้ใช้งานนำไปทำเป็นข้อมูลทับซ้อนที่เป็น pop-up ทับซ้อนข้อมูลของเว็บอื่นๆ ดังนั้นเราต้องดูแลเว็บไซต์ในทุกรายละเอียดแล้วอย่าให้ pop-ups มารบกวนและดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้

แต่เราต้องระวังการ pogo sticking มันคือสิ่งที่เสี่ยงในอันดับของ SERPs การ Pogo sticking คือการที่เราคลิกเว็บไซต์นี้แหละ คือเรากำลังค้นหาข้อมูลอะไรแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ เราก็จะไม่คลิกที่ลิงค์ในหน้านั้นแต่จะกดปุ่มกลับแทน เขาเรยว่าการ pogo sticking

 

Keyword targeting

  1. Keyword targeting (กำหนดเป้าหมายของคัย์เวิร์ด)

การกำหนดเป้าหมายของ keyword ยังเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดและจำเป็นที่ต้องทำให้กับแบรนด์หรือเว็บไซต์ การกำหนดเป้าหมายของคีย์เวิร์ดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงของวิธีการใส่จากอดีตค่อนข้างมาก เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายของ keyword ของคุณได้แล้วให้คุณใส่ keyword ในเนื้อหาให้เหมาะสมอย่าอัดแน่นจนเกินไป

Title element (องค์ประกอบของชื่อเรื่อง)

สิ่งแรกที่เร่าจะเริ่มทำในการกำหนดคีย์เวิร์ดคือการชื่อเรื่องและกำหนดลักษณะการแสดงผลให้ถูกต้องตามหลักการของ SEO เริ่มต้นจากการใช่ H1 tag, H2 tag ให้กับชื่อเรื่อง/หัวเรื่อง ของ content ในเพจ/เว็บไซต์ของทั้งหมดที่มีอยู่ ควรจะใส่ตัวหนาหรือขีดเส้นใต้ให้กับชื่อเรื่องหรือ keyword ที่สำคัญในเนื้อหาของเพจ แต่คุณควรจะหลีกเลี่ยงการใส่ลิงค์ในหัวเรื่องหรือคีย์เวิร์ดที่ใส่ตัวหนาไว้เพราะเมื่อผู้เข้าเยี่ยมเว็บไซต์คลิกแล้วถูกส่งไปที่ลิงค์นั้นแล้วผู้เยี่ยมชมกดปุ่มกลับทันทีซึ่งจะทำให้มีผลกระทบต่ออันดับ

Page content, external anchor links, alt attributes, and URL (เนื้อหาในเพจ, ลิงค์ภายนอก, คำอธิบายของภาพ และ URL)

ทุกคุณต้องการสิ่งเหล่านี้ใน content ของเพจ/เว็บไซต์ อย่างแน่นอน และถ้าคุณทำได้คุณคงอยากจะให้มี anchor links ลิงค์ไปที่เพจ ยกตัวอย่างเช่น home page ของเราเกี่ยวกับงานแต่งงาน แล้วมีคลิปสัมภาษณ์ที่เราได้เพิ่มไว้ในประวัตแล้วเราจะทำให้เป็นลิงค์เพื่อลิงค์เข้ามาที่ external anchor text แล้วถ้าเราอยากจะให้ภาพในหน้าเว็บมีชื่อเหมือนกันและติดอันดับใน search engine ได้ก็เพิ่มท alt attribute ให้กับภาพ และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการใส่คีย์เวิร์ดหรือคำหลักใน URL ของคุณด้วย

Image file name (ชื่อไฟล์รูปภาพ)

การใส่ชื่อให้กับรูปภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่งถ้าคุณต้องการให้รูปภาพในเว็บไซต์ติดอันดับใน Google ได้ คุณก็ต้องตั้งชื่อไฟล์ภาพไว้ให้ทุกภาพ

Internal links (ลิงค์ภายใน)

ลิงค์ภายใน  คือ การลิงค์ไปหน้าอื่นๆ ในเว็บของคุณ ลิงค์ชนิดนี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าชมย้ายไปอ่านเนื้อหาหน้าอื่นๆ ซึ่งมีเนื้อหาที่ต่อเนื่องกันและผู้เข้าชมจะถูกส่งไปที่หน้าใหม่เมื่อเขาคลิกที่ลิงค์นั้น

ให้คุณทำตามขั้นตอนในการหาและใส่คีย์เวิร์ดตามที่ได้กล่าวมาคุณจะกำเป้าหมายและทำให้คีย์เวิร์ด ติดอันดับได้

 

Related keywords

  1. Related topics targeting (กำหนดเป้าหมายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน)

Google ได้ให้ความสำคัญกับ keyword สำหรับเว็บไซต์หรือเนื้อหาต่างๆอย่างมากแล้วรองจากนั้นคือความหมายที่เหมื่อนหรือเกี่ยวข้องกับ keyword นั้นๆก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นคุณต้องกำหนดเป้าหมายของ keyword คุณให้ชัดเจนและหาคำเกี่ยวเนื่องไว้ด้วยเพื่อใส่ในเนื้อหาและชื่อเรื่องของหัวข้อจะได้ทำให้ search engine สามารถค้นพบเว็บไซต์ของเราได้เมื่อมีคนค้นหาคำเกี่ยวเนื่อง

Google ได้เพิ่มเงื่อนไขในการใส่คีย์เวิร์ดด้วยการตั้งเป็นคำถามในกาค้นหาด้วย ดังนั้นเมื่อคุณตั้ง keyword ให้กับเว็บไซต์หรือบล็อคให้คุณคิดและค้นหาข้อมูลว่าจะมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดของคุณด้วยคำถามอะไรบ้างแล้วนำไปใส่ในคีย์เวิร์ดเพื่อค้นหาได้ใน search engine

เพราะฉะนั้นการเป็นนัการตลาดการค้นหา ผู้สร้าง content เราต้องนึกถึงเสมอว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างแล้วมีประโยคคำถามที่คลายเคียงของเรามากแค่ไหน

 

Snippet optimizinng

  1. Snippet optimization (ตัวเลือกของการมช้ snippet)

          การมีเพจหรือบล็อคเราไม่ได้ต้องการแค่ให้ติดอันดับแต่เราต้องการให้ผู้ที่เข้าชมคลิกเข้าบล็อคเราในหน้าการค้นหาด้วย แล้วถ้าเราติดในอันดับที่สี่เรามีอัตรา click-through 6% ไม่ใช่ผลที่ดีเลยแม้จะอยู่ในอันดับที่สี่ก็ตามเพราะอัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์น้อยเกินไป แต่ถ้ามีอัตราคลิกถึง 11% แสดงว่าเว็บเราเพิ่งได้อัตราคลิกครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเราต้องเขียน description ใน snippet ให้มีความสนใจที่จะสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้คลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ให้ได้

เราต้องการที่จะมี snippet ที่เหมาะสมและดีที่สุดใน SERP เพื่อให้ได้อัตราคลิกที่ดีของเว็บไซต์หรือเพจของเนื้อหาที่ติดอยู่ในอันดับ SERP ได้ เราได้เอาเทคนิคในการเขียน snippet ของ “what to wear to a formal wedding,” จาก randsfashion.com และยังเป็น mobile-friendly ด้วย

On-page elements

          ส่วนประกอบในเว็บไซต์ที่ต้องใส่ในเพจเสมอคือ ชื่อเรื่อง/หัวข้อ (title) และคำอธิบาย (meta description) เว็บ randsfashion.com  มีรูปแบบ URL ที่ง่ายในโฮมเพจของเว็บที่ทำให้มีผลดีต่อ Google เพราะเว็บไซต์ของคุณไม่มีความยุ่งยากและง่ายในการจดจำ

Publication date (วันที่เผยแพร่)

          วันเวลาที่เผยแพร่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง การที่เราอัพเดทวันที่ให้ใกล้กับปัจจุบันที่สุดยิ่งดีเพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่จะค้นหาสิ่งที่ใหม่ๆเช่นกับตัวอย่างที่ตั้งไว้คือ จะค้นหาว่าควรใส่ชุดไรไปงานแต่งวใน 2016 “types of wedding formalwear 2016” ดังนั้นคุณควรจะอัพเดทเนื้อหาในเว็บไซต์ให้เป็นประจำ เพราะ Google จะให้คะแนนและเอาเว็บไซต์ที่อัพเดทวันที่ล่าสุดให้ติดในอันดับที่ดีกว่า

Use of schema (การใช้โครงสร้างของรูปแบบ)

          การใช้โครงสร้างและรูปแบบให้กับเว็บไซต์เป็นขั้นตอนในการทำเว็บไซต์ที่สำคัญมากในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำเว็บเกี่ยวกับข่าวคุณก็เลือกรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อข่าวโดยเฉพาะหรือเว็บไซต์แสดงภาพก็ควรเลือกรูปแบบที่ออกแบบมาให้ แต่เว็บไซต์ที่มีแค่วิดีโอ Google ไม่นิยมให้ใช้เว็บอื่นนอกจาก YouTube ดังนั้นคุณควรจะเลือกรูปแบบของโครงสร้างให้เหมาะสมกับแนวเว็บ

Domain name (ชื่อโดเมน)

          การตั้งชื่อโดเมนเป็นขั้นตอนแรกของการสร้างเว็บไซต์ ดังนั้นคุณต้องพยายามตั้งชื่อเว็บไซต์ให้เรียบง่ายและสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เข้เยี่ยมชมแล้วคลิกเข้าเว็บไซต์ของคุณได้

Content format (รูปแบบเนื้อ)

          รูปแบบของการวางเนื้อหาในเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับได้ แล้วถ้าคุณตั้งคำถามในเนื้อหาคุณแล้วตั้ง keyword ให้กับคำถามนั้นด้วยจะเป็นผลดีในการติดอันดับใน SERPs เพราะบอทของ Google จะตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์เป็นอันดับแรกและตรวจสอบเป็นประจำ ดังนั้นคุณจะต้องวางรูปของเนื้อหาตามหลักการของ SEO เพื่อให้ติดอันดับใน SERPs ได้

ข้อแนะนำในการวางรูปแบบของเนื้อหาคือ วางเนื้อหาให้เป็นรายการ ตาราง หรือใส่ลำดับขั้นตอน และใส่ชื่อเรื่อง/คำอธิบายของภาพต่างๆที่ใส่ไว้ในเนื้อหาด้วยเพื่อให้บอทของ Google ตรวจสอบได้แล้วนำไปใส่ในการค้นหาของ SERPs ได้

 

Unique value

  1. Unique value + amplification (ทำให้มีค่าเฉพาะและขยายความ)

          ทั้งหมดในบทความนี้ก็เป็นคำแนะนำในการทำ on-page ให้เหมาะสมที่สุดในปี 2016 นี้ แล้วสิ่งที่นักออกแบบเว็บไซต์จะคิดคือ เราต้องการให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับได้อย่างไรและมีโอกาสที่จะติดในอันอัดมากแค่ไหน

สำหรับเราการทำให้เซ็บไซต์ติดอันดับได้ไม่ใช่สิ่งที่ยากแต่เราต้องการทำให้เว็บไซต์ติดในอันดับที่สูงๆ เช่นในตำแหน่งที่ดี ดีมาก หรือ พิเศษที่เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับในภาพข้างบนหัวข้อที่แสดงการาฟของอัตราการติดอันดับของเว็บไซต์

ถ้าคุณทำตามหลักเกณฑ์ของ SEO ตาม Whiteboard Friday ใน Moz.com คุณอาจจะมีโอกาศทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับได้เร็วกว่าทำตามเทคนิคต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์อื่นๆ

การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับไม่ใช่แค่ต้องมีชื่อโดเมนที่ดึงดูดความสนใจของผู้ที่เข้าชมได้แต่ยังมีส่วนประกอบต่างๆที่อยู่ในเว็บไซต์ ไดแก่ โครงสร้างเว็บไซต์ รูปแบบของโครงสร้าง รูปแบบการวางเนื้อหา ชื่อเรื่อง คำอธิบาย ชื่อของวิดีโอที่ใส่ในเว็บไซต์ และ รายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO ของเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน SERPs ได้

 

(CR. https://moz.com/blog/on-page-seo-8-principles-whiteboard-friday)

 

 

         

 

         

 

 

 

 

 

     

         

Optimizing for Accessibility + SEO: Images, Video and Non-Text Elements

ตัวเลือกสำหรับการออกแบบ SEO ในส่วนของ รูปภาพ วิดีโอ และข้อความ 

 

Images and non-text elements (รูปภาพ และ ส่วนประกอบที่ไม่ได้เป็นข้อความ)

         

          การใส่รูปภาพในเว้บไซต์หรือเพจอาจจะทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นในหลายด้านแต่โชคดีที่เรามีเครื่องมือเข้ามาช่วยในส่วนของการใส่และลงรูปภาพให้เป็น SEO ที่มีการใส่โค้ดผิด รูปภำที่เป็นวงกลม และในส่วนที่ไม่ได้เป็นข้อความ

ตัวอย่างของรูปภาพและ non-text elements คือ

– รูปภาพ, กราฟ, ชาร์ต, อักษรศิลป์ (word art), ส่วนตกแต่งและภาพพื้นหลัง, รูปภาพจากเว็บแคม, รูปถ่าย

– Infographics

– Image maps (ภาพแผนที่)

– Animations (แอนิเมชั่น)

– Graphic Buttons (ปุ่มกดกราฟฟิก)

– Captchas

ต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบของ non-text ที่คุณจะสามารถปรับเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นได้

 

Alt attributes       

          ภาพ alt attributes ใน SEO จะใช้เพื่อตั้งชื่อรูปภาพหรืออธิบายถึงรูปภาพและหารตั้งชื่อให้รูปภาพที่เราใส่ในเว็บไซต์จะช่วยให้บอทของ Google ค้นเจอรูปของเราได้ง่ายขึ้นแล้วเรายังสามารถเพิ่มตัวอักศรศิลป์ให้กับรูปภาพเพื่ให้ผู้ที่เข้าถึงเว็บเห็นชื่อรูปได้ชัดเจน เช่นในรูปต่อไปนี้:

Alt attribute.PNG

การเพิ่ม alt attributes เป็นสิ่งที่ดีสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับ SEO แต่มันก็ยังมีบางอย่างที่คุณจะต้องนึกถึงและตรวจสอบขั้นตอนต่อไปนี้ก่อนที่จะตั้ง alt attributes สำหรับผู้ที่ใช้งาน

 

Alt attribute do’s and don’ts:

ไม่ใส่ alt attribute ให้กับรูปภาพที่ใช้ตกแต่ง: Decorative images (รูปภาพที่ใช้ตกแต่ง) เช่นเมฆที่ใช้ตกแต่งในเว็บไซต์ประกันภัยไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อเพื่อเรียก traffic เข้าเว็บไซต์ การใส่รูปตกแต่งเว็บไซต์บางที่ไม่จำเป็นต้องใส่ alt attribute สำหรับทุกรูปให้ทำเป็น alt=”” (null)

ไม่ใช้ alt เมื่อมี link ที่เป็นข้อความ: ถ้ารูปภาพเป็น link และมันมี link ข้อความที่ติดอยูข้างรูปภาพให้ใช้ alt=”” (null) สำหรับรูปภาพ แล้วให้ link ที่เป็นข้อความส่งตรงไปยังเว็บไซต์ที่ได้ตั้งไว้หรือส่งไปที่หัวข้อ การทำแบบนี้จะช่วยให้ SEO ติดอันดับได้ง่ายขึ้นแต่ในกรณืแบบนี้เราแนะนำให้ใช้ alt attributes สำหรับรูปภาพที่จะส่ง link ไปยังเพจของเว็บไซต์ที่คุณต้องการให้ SERPs เจอคุณ

ให้ตั้งชื่อ alt สั้น หรือ เพิ่มคำอธิบายภาพ (captions): เราแนะนำให้คุณตั้ง alt attribute สั้นและมีความหมายตรงกับรูปให้พอเข้าใจก็พอแล้วเราะไม่แนะนำให้คุณตั้ง alt attribute เกิน 125 ตัวอักษร แต่ถ้าคุณมีรายละเอียดที่ยาวเกี่ยวกับรูปภาพที่ใส่ลงในเว็บไซต์ให้คุณเขียนเป็นข้อความและใส่ลงในเพจเลยไม่ตั้งไปตั้งเป็น alt

อย่าอัด keyword ใส่มากจนเกินไป-เขียนให้เป็นธรรมชาติ: ไม่ควรใส keyword ใน alt attribute มากจนเกินไป เพราะมันจะทำให้ SEO ของเว็บไซต์คุณดูมีความสับสนเพราะคุณยัด keyword ใส่กับรูปภาพตกแต่งมากเกินเพราะจะทำให้บอทของ Google สับสนว่าคุณต้องการเอารูปให้ติดอันดับหรือต้องการให้เว็บไซต์ติดอันดับมากกว่ากัน

 

Image captioning (การเพิ่มคำอธิบายของภาพ)

          Google สามารถจับกลุ่มข้อความที่อยู่ใกล้รูปภาพเพื่อให้ attribute ข้อความเหล่านั้นเป็นคำบรรยายของรูปภาพได้โดยการเพิ่มคำอธิบายภาพ (captions) ขึ้นให้เอง ดังนั้นการมีข้อความใกลฃ้กับรูปภาพอาจมีผลกระทบในอันดับได้

Image captioning do’s and don’ts:

ไม่ใส่ alt attribute ถ้ารูปภาพมีคำบรรยาย: ถ้ารูปภาพของคุณมีคำบรรยายให้หลีกเลี่ยงการใส่ alt attribute ให้กับรูปภาพนั้นแม้ว่าการทำแบบนี้จะช่วยในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์แต่มันจะมีผลกระทบต่อการติดอันดับของ SERPs ได้

ให้บรรยายเพิ่มเติมในคำอธิบาย (captions) 

ตัวเลือกเพิ่มเติม: ใช้ <figcaption> tag: <figure> และ <figcaption> tags สามารถใช้สำหรับรูปภาพหรือในส่วนต่างๆของเพจ <figure> ตามหลักการของภาษา HTML แล้ว หมายถึง การแสดงให้เห็นเป็นภาพ ส่วน <figcaption> นั้น คือ การอธิภายสิ่งที่เป็นภาพนั้นเพิ่มเติม ดังนั้นการใส่รายละเอียดเพิ่มเติมพวกนี้อาจจะช่วยในอันดับของเว็ฐไซต์ได้

 

Text-as-images

            เหตุผลเดียวกันกับการเข้าถึงข้อมูลของ SEO คือต้องหลีกเลี่ยงการใช้ข้อความเป็นภาพ ควรจะหลีกเลี่ยงให้ภาพมีคำบรรยายติดอยู่บนภาพเพราะจะทำให้บอทของ Google อ่านข้อมูลไม่ได้ เพราะการมีข้อความในรูปภาพอาจจะทำให้ข้อความเล็กมากแล้วผู้ใช้งานต้องใช้การขยายเพื่อให้อ่านได้ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานอ่านได้ยาก

 

Text-as-images do’s and don’ts:

– ไม่ใส่ข้อความที่สำคัญในรูปภาพ: แต่ถ้าคุณต้องการอธิบายความสำคัญของรูปภาพให้ตั้ง alt attribute แทนการใส่ข้อความนรูปภาพ

พิจราณาข้อความที่แท้จริงให้เป็นทางเลือก: สำหรับข้อความที่คุณต้องการให้แสดงผลตามที่คุณได้วางไว้ให้ใช้ HTML + CSS หรือใช้ SVG (Scalable Vector Graphics)

 

Infographics

          การใช้ Infographic เป็นสิ่งที่มีความยอดนิยมในการทำ SEO เพื่อให้ link ของเว็บไซต์มีความสนใจมากขึ้น

สำหรับการเข้าถึงข้อมูลและแสดงผลเพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจข้อมูล/เนื้อหาได้ง่ายขึ้น Infographic ย่อมาจาก Information Graphic คือ ภาพหรือกราฟิกซึ่งบ่งชี้ถึงข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ ตัวเลข ฯลฯ เรียกว่าเป็นการย่นย่อข้อมูลเพื่อให้ประมวลผลได้ง่ายเพียงแค่กวาดตามอง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้คนในยุคไอทีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลซับซ้อนมหาศาลในเวลาอันจำกัด และให้คุณพิจราณาการใช้สีสำหรับผู้ที่ตาบอดสีด้วยจะได้ไม่มีปัญหาเมื่อมีผู้ใช้งานที่ตาบอดสีเข้ามาอ่านหรือใช้งานบนเว็บไซต์

การใส่และตั้งชื่อของ <Infographic> tag จะช่วยให้คุณเพิ่มคำอธิบายได้ยาวมากขึ้นจะได้มีคำอธิบายอย่างละเอียด (คุณสามารถพิจราณาการเพิ่ม Infographic ได้ตามข้อในด้านล่างนี้)

 

Infographic do’s and don’ts: ื

– ไม่อธิบายรายละเอียดทั้งหมดใน alt attribute: ใช้ alt attribute ตามหลักเกณที่ควรใช้ไม่งั้นก็ให้ตั้งรายละเอียดที่ยาวเป็น description เลย

ปฏิบัติไปตามความต้องการในความคมชัดของสี: ให้คิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าสำหรับสีที่จะใช้ใน infographic ที่จะใส่ไว้บนเว็บไซต์

พิจราณาการเพิ่มคำอธิบายด้วย ARIA: ARIA (Accessible Rich Internet Application) attribute เป็นการเพิ่มคำอธิบายสำหรับรูปภาพที่เป็น alt attribute ให้บันทึกส่วนนี้ไว้เพราะบางทีรูปภาพ alt ที่มีข้อความอาจจะเกิดการอธิบายซ้ำได้

การใช้ longdesc attribute: การตั้งชื่อภาพด้วย longdesc attribute นี้ จะช่วยส่ง link ให้กับบอทเพื่อที่จะอ่านคำอธิบาย (description) ที่ยาวสำหรับภาพต่างๆได้ (แม้ว่าจะอยู่ในเพจหรือในเพจอื่น) แต่ longdesc attribute ไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีและไม่ได้อยู่ในเทคนิคของการทำ SEO

–  พิจราณาการเลือกซ่อนข้อความ: สามารถดูตัวอย่างการซ่อนข้อความได้ที่ (https://developer.yahoo.com/blogs/ydn/clip-hidden-content-better-accessibility-53456.html) ที่ซ่อนไว้เป็น CSS clip ใน  iFrame HTML

ใช้โปรแกรม CSS สร้าง infographic ของคุณ: ถ้าใช้โปรแกรมนี้สร้างจะเป็นทางออกที่ดี ด้านล่างนี้เป็นภาพ infographic 2  ภาพที่แสดงผลใน Google ภาพแรกเป็นไฟล์ภาพที่มีข้อความและมีลิงค์ในด้านล่างของภาพ ส่วนอีกภาพเป็น infographic ที่ข้อความมี index และมี links ที่สร้างผ่าน HTML+CSS

ภาพด้านซ้าย: Infographic เป็นภาพ (ในหน้าเพจยังให้ข้อมูลของข้อความใน infographic ในเพจด้วย)

ภาพด้านขวา: ภาพ infographic เป็น HTML ที่ออกแบบโดย CSS (http://throup.org.uk/infographic/)

Infographic by CSS

คุณจะเห็นได้ว่าภาพเหมือนกันมากจนแยกความแตกต่างไม่ได้เลย

เราจะมาดู code ของภาพ infographic ที่แสดงผลใน Google cache ว่าจะออกมาในรูแปบบไหนในภาพด้านล่างนี้

ภาพด้านบน: Google cache (บางส่วน) ข้อความของภาพ infographic จะปรากฏขึ้นที่เพจของภาพ infographic

ภาพด้านล่าง: Google cache (บางส่วน) ของข้อความ infographic ในภาพ infographic จะอยู่ที่ CSS infographic page

infographic

infographic css.jpg

ทั้งสองแบบนี้เป็นผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาที่สามารถอ่านได้เลย รูปแบบที่ทำโดย CSS ไม่ได้ทำสำเนาของข้อความไปใส่เป็นเนื้อหาในเว็บไซต์ให้กับผู้ที่มาเข้าชมได้อ่าน

ส่วนในเวอร์ชั่น CSS รูปแบบ ขนาดของหัวข้อ และขนาดของตัวอักษร จะจัดวางได้ดีกว่า เพื่อให้ผู้ที่ใช้งานหรือผู้เยี่ยมชมอ่านได้ง่ายขึ้น สามารถดูตัวอย่างของ hidden text ได้ที่ https://moz.com/blog/seo-accessibility-formatting-and-links

 

Image & non-text element tools & resources (เนื้อหาและข้อมูลเพิ่มเติ่มสำหรับองค์ประกอบภาพและเครืองมือเพื่อใช้ในส่วนที่ไม่ใช่ข้อความ)

 

Video transcription, subtitling, and captioning

 

Video transcription (คำอธิบายของวิดีโอ)

          Video transcription คือข้อความที่เป็นคำอธิบายที่มาพร้อมกับวิดีโอ การใส่ Video transcription มีประโยชน์สำหรับวีดีโอคุณอย่างแน่นอน เพราะจะสามารถช่วยให้คนที่หูหนวกหรือใบ้เข้าใจถึงความหมายของวีดีโอได้เพราะคนที่ไม่ได้ยินเสียงหรือไม่ถนัดในการฟังสำเนียงการพูดของต่างถิ่นจะไม่มีทางเข้าใจถ้าดูแค่วิดีโอเฉยๆ เราจึงต้องเพิ่มคำอธิบายที่เป็นประเด็นสำคัญของวิดีโอแนบไปด้วย

Search engine มีความคล้ายคลึงกันกับ video transcription เพราะมันเป็นการเพิ่มคำอธิบายของวิดีโอให้เป็นข้อความ/content

 

Video subtitling and captioning (การใส่ซับไทเทิลและคำบรรยายภาพในวิดีโอ)

          การใส่ซับไทเทิลและคำอธิบายไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันง่ายๆ เพราะมันเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาพอสมควร ซับไทเทิลจะบรรยายในส่วนของบทสนทนา ส่วน captioning (คำบรรยายภาพ) จะบรรยายเสียงอื่นๆที่ไม่ใช่บทสนทนา เช่น เสียงเพลง เสียงเอฟเฟค และเสียงตรวจสอบระบบลำโพง

ตัวเลือกสำหรับเนื้อหาที่จะเพิ่มในวิดีโอของคุณ:

–  ให้เพิ่ม transcript ของวิดีโอเป็นเนื้อในเพจ: คุณสามารถเพิ่ม transcript ของวิดีโอใส่ในหน้าเว็บเพจเดียวกันได้เหมือนในตัวอย่างในลิงค์ต่อไปนี้ (http://www.manythings.org/b/e/5000/) ซึ่งคุณสามารถพิมพ์ transcript ด้วยตนเองหรือใช้เครื่องมือมาช่วยก็ได้

การใช้ HTML5 <video> and <track>: ใช้ HTML5 เพิ่มองค์ประกอบของ <track> tag on a <video> หรือ <audio> จะช่วยให้คุณเพิ่มวิดีโอในหน้าเว็บเพจได้พร้อมกำหนดคำอธิบาย (transcription) ของวิดีโอให้เป็นไฟล์ a .vtt และข้อดีของการมีไฟล์ a .vtt คือ google จะสามารถนำข้อความ/คำบรรยายของวิดีโอไป index ได้

–  เพิ่ม interactive transcription ให้กับวิดีโอ: ลองใช้บริการที่จะสร้าง interactive transcription ให้กับวิดีโอดู เพราะทันคือการถอดเอาคำพูดทุกคำมาบรรยายแล้วบอกเวลาคร่าวๆของประโยคเหล่านั้นและเมื่อเราคลิกที่ประโยคในสคริปวิดีโอจะเล่นตรงนาทีของประโยคนั้น สามารถดูตัวอย่าง timed transcript ได้ในลิงค์ต่อไปนี้ (http://www.ted.com/talks/amit_sood_every_piece_of_art_you_ve_ever_wanted_to_see_up_close_and_searchable/transcript?language=en)

YouTube transcripts, subtitles และ closed captions: YouTube จะจัดการในการตั้งหัวข้อหรือเพิ่มคำบรรยายต่างๆโดยอัตโนมัติและ transcript ที่ได้เขียนขึ้นมาโดยอัตโนมัติจะต้องผ่านการตรวจสอบเป็นประจำแล้วการที่คำอธิบายของคุณมีลิงค์หรือคลิปเสียงต่างๆมาแทรกจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดแล้ว search engine จะเห็นเป็นแค่ตัวอักษรที่ไม่มีความหมาย

 

Video accessibility do’s and don’ts:

ให้เพิ่มวิดีโอ transcript: เวลาและความพยายามจะทำให้ได้ transcript (คำอธิบาย) ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าและจะช่วยให้ search engine กับผู้ที่เข้าชมวิดีโอเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะมีข้อความหรือคำอธิบายของวิดีโอนั้น

ให้อัพโหลดแล้วแก้ไข transcript และ captions ใน YouTube: การที่ YouTube ได้ตั้งคำบรรยายภาพให้โดยอัตโนมัติจะเป็นตัวอักษรที่ไม่เป็นภาษาเขีนน ดังนั้นคุณจึงต้องตามไปตรวจสอบแล้วแก้ไขให้ถูกต้องทุกครั้งเมื่อได้อัพโหลดวิดีโอ เพื่อให้ search engine ค้นพบวิดีโอของคุณได้

– ให้ขยายความในคำอธิบาย: อธิบายเพิ่มเติ่มในเนื้อหาหรือข้อความที่เราได้ตั้งไว้กับวิด๊โอ เช่น เพิ่มชื่อของผู้ที่บรรยาย ชื่อเพลง และเสียงประกอบในวิดีโอด้วย

ไม่สแปม: อย่าใส่ keyword ใน transcript ของวิดีโอมากเกินไป มันไม่ดีต่อประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้และถ้าอัดคีย์เวิร์ดแบบนั้นอาจจะทำให้ search engine มองข้าม transcript ของคุณได้เลย ดังนั้นให้เขียนคำอธิบายตามความเหมาะสมหรือเสมือนจริงที่สุด

 

Video accessibility tools & resources (เครื่องมือสำหรับวิดีโอ และ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม)

  • คำแนะนำสำหรับการสร้างไฟล์ Transcript (https://support.google.com/youtube/answer/2734799?hl=en)
  • วิธีเพิ่ม captions ในวิดีโอบนหน้าเว็บเพจ (http://www.washington.edu/accessibility/videos/web/)
  • การเพิ่ม transcript ในเว็บไซต์: ทำให้ผู้ใช้งานคนอื่นรู้จักวิดีโอและการถ่ายทอดของคุณ (http://www.uiaccess.com/transcripts/transcripts_on_the_web.html#justdoit)
  • Media Accessibility Checklist: รายการของการเข้าถึงมิเดียที่คุณต้องตรวจสอบ (https://www.w3.org/WAI/PF/HTML/wiki/Media_Accessibility_Checklist)
  • Deafness and the User Experience: ตัวเลือกสำหรับผู้ใช้งานและผู้ที่หูหนวก (http://alistapart.com/article/deafnessandtheuserexperience)
  • เครื่องมือสำหรับทำ transcript และ บริการอื่นๆอีกมากมาย:
    • Amara volunteer or paid transcription services
    • Wistia captioning
    • 3Play interactive captioning
    • ProTranscript basic or interactive transcription
    • CaptionBox interactive transcripts (has WordPress plugin)
    • SubPLY embeddable, customizable, interactive transcripts
    • Dotsub captioning & translation
    • YouTube: อัพโหลดวิดีโอของคุณ ดาวน์โหลด transcript วิดีโดโดยอัตโนมัติ และคุณสามารถมาแก้ไขหรือเปลี่ยนคำอธิบายของคุณได้ในภายหลัง
    • ซอฟต์แวร์การจดจำเสียง. ซึ่งมีตัวเลือกให้เลือกเป็นจำนวนมาก เราควรจะจำไว้ว่าการจดจำเสียงของคุณหรือฟังเสียงแล้วซอฟต์แวร์สามารถบรรยายเป็นอักษรออกมาได้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในขั้นตอนนี้

 

Cr. (https://moz.com/blog/seo-accessibility-images-video)

 

I Can’t Drive 155: Meta Descriptions in 2015

หลายปีที่ผ่านมานี้พวกเราได้แนะนำให้ผู้ทำ SEO เขียน Meta Description สั้นๆที่มีตัวอักขระไม่เกิน 155-160 ตัวอักษร แต่หลายเดือนที่ผ่านมานี้มีผู้ใช้งานจำนวนมากส่งตัวอย่างของ search snippets ที่ทำผิกกฎเหมือนในภาพด้านล่างนี้

search snippets1

ในภาพนี้คุณจะเห็นได้ว่าเว็บไซต์นี้มี meta description ที่ยาวเกินจำนวนที่เราเคยแนะนำไว้และมีมากถึง 317 ตัวอักษร ดังนั้นเราจึงไปค้นหาข้อมูลแล้วตรวจสอบว่า search snippets ของเว็บไซต์ต่างๆจำนวน 92,669 เว็บไซต์ในเดือนเมษายน 2015

 

The Basic Data (ข้อมูลเบื้องต้น)

          ความยาวของ snippets เคยอยู่ที่ 0 อักขระ เคยมี 69 zero-length snippets แต่ส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของกล่องคำตอบที่เป็น organic แต่ไม่มี snippet ในอีกทางหนึ่งการค้นหาเหล่านี้ถูกแยแยะผิดแล้วเป็น organic ได้โดยโค้ดของเรา ยกตัวอย่าง zero-length snippets ที่เป็น organic แต่ไม่มีการ snippet เช่นเว็บไซต์ข้างล่างนี้ “chichen itza”

chichen itza

Zero-length snippets เหล่านี้ถูกถอดออกจากการวิเคราะห์ต่อเนื่องแต่พิจารณาให้มี 0.07% ของข้อมูลแต่มันได้ส่งผลกระทบต่อข้อสรุปทั้งสองวิธี non-zero snippet ที่สั้นที่สุดและถูกต้องตามกฏมีแค่ 7 ตัวอักษรที่แสดงถึงชื่อเว็บไซต์ตาม meta description ของเว็บไซต์นั้น ตามรูปภาพในด้านล่างนี้

shortest snipper

Snippet length ที่ยาวที่สุดในการค้นหาวันนั้นมี 372 ตัวอักษรที่เว็บไซต์แสดงขึ้นในการค้นหาของ “benefits of apple cider vinegar” ตามรูปภาพด้านล่างนี้

maximum snippet

 

ความยาวปกติของ snippets เคยอยู่ที่ 143.5 ตัวอักขระและความยาวเฉลี่ยอยู่ที่ 152 ตัวอักษร แต่มันก็สั้นกว่า snippets อื่นๆที่อยู่ในหน้าการค้นหาของ Google ดังนั้นเราจะพาเจาะลึกลงไปอีกในหัวข้อนี้

 

The Bigger Picture (เจาะลึกในหัวข้อ)

 

          เพื่อที่จะมองเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ลองมาดูการแสดงผลความยาวของ snippets ทั้งหมด 92,600 snippet (ที่มี non-zero length) ให้ดูในรูปกราฟต่อไปนี้ที่แบ่งเป็น 20 อักขระต่อช่อง (0-20, 21-40,ฯลฯ):

SERP Snippet

61.1% เปอร์เซ็นต์ของ snippets ที่ถูกตัดจะอยู่ในกลุ่มอักขระที่ 141-160 ส่วน snippets ที่สั้นกว่ากลุ่มนี้จะไม่ถูกตัดอย่างแน่นนอน และมีบางกลุ่มที่ทำผิดกฎด้วย ประมาณ 1% (1,010) ของ snippets ที่อยู่ในชุดข้อมูลของเราวัดค่าเฉลี่ยความยาวได้ที่ 200 อักขระขึ้นไป แม้จำนวนอาจจะไม่ได้มากแต่มันมีความสำคัญมากพอที่จะนำมาใช้อย่างจริงจัง

 

ที่เห็นตอนนี้คือช่องอักขระที่ 141-160 จะเด่นและบังอย่างอื่น ดังนั้นเราจะซูมเข้าอีกเพื่อดูข้อมูลในช่วงที่ตัด (cut-off range) และให้ดู snippets ในกลุ่มอักขระที่ 120-200 ให้ดูในรูปกราฟต่อไปนี้ที่แบ่งเป็น 5 อักขระต่อช่อง (120-125, 130-135,ฯลฯ):

snippet cut length 120-200

ซูมเข้ากลุ่มอักขระเพื่อดูค่าเฉลี่ยความยาวของ snippets จะเห็นได้ว่าส่วนมากความยาวจะอยู่ที่ 146-165 อักขระ มีข้อยกเว้นหลายอย่างสำหรับการเขียนด้วย 155-160 ตัวอักษร แต่ส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้น

 

สุดท้ายนี้เราจะซูมเพื่อดูพวกที่แหกกฏ ต่อไปนี้จะเป็นแจกแจงการแสดงผลของ snippets ที่แสดงผลมากกว่า 191+ อักขระ ให้ดูในรูปกราฟต่อไปนี้ที่แบ่งเป็น 10 ตัวอักษรต่อช่อง  (191-200, 201-210, ฯลฯ):

Snippet broken rules

ในกราฟนี้จะเห็นได้ว่าแกน Y จะเล็กกว่าสองกราฟที่ผ่านมาแต่ในการฟนี้มีการกระจายข้อมูลที่เหมาะสมที่สามารถแสดงข้อมูลมากกว่า 300 อักขระ

มันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะบอกว่าเราถูกตัดอักขระของ snippets กี่ตัวโดย Google ถ้าเราไม่เปิดดูต้นฉบับของ meta description tag แต่เรายังมี proxy

Snippets ที่ถูกตัดคำตรงท้ายประโยคออก (…) ซึ่งมีคำอธิบายหลายเว็บไซต์จะมีจุดแสดงแทนตรงท้ายของคำอธิบาย (description) ในข้อมูลชุดนี้จะมี snippets ที่ถูกตัดคำตรงท้ายประโยคแล้วสิ้นสุดด้วยการละใส่จุด (…) มากถึง (52.8%) ดังนั้นเรายังเห็นคำอธิบาย (Meta description) ถูกตัดออกเป็นจำนวนมาก

เราควรเพิ่มคำอธิบายตรงนี้เพราะมันแตกต่างจากการใส่ชื่อเรื่อง/หัวข้อ (titles/headlines) เพราะหลักเกณฑ์การตัด snippets ของ Google ไม่มีความชัดเจนว่าจะตัดออกด้วยจำนวนความกว้างของพิกเซลหรือนับจำนวนของตัวอักษร ในหลายกรณี Google จะตัดคำออกในท้ายของบรรทัดที่สองแต่บางครั้งก็ตัดออกก่อนจะถึงท้ายและบางทีก็ตัดความหมายออกเป็นคำๆด้วย ซึ่งจะสามารถทำให้ความหมายเปลี่ยนไปได้

 

The Cutting Room Floor (การตัดคำ)

รายละเอียดของจำนวนเว็บไซต์ที่ Google ได้ตัดแล้วดัดแปรง meta descriptions มันยากที่จะบอกจำนวนที่แท้จริงเพราะ Google ได้ดัดแปงคำอธิบายของเว็บไซต์เป็นจำนวนที่มากจริงๆ บางอันก็ถูกแก้ไขเล็บน้อยและบางอันก็ถูกแก้ไขในส่วนหลัก ยกตัวอย่าง การถูกแก้ไขเล็กน้อยโดย Google คือการที่ Google จะเพิ่มคำเล็กๆหรือวันที่ของการโพสต์ใส่ เช่น snippet ของการค้นกาเรื่อง “chicken pox” ตามรูปต่อไปนี้:

chicken pox

ด้วยการเพิ่มวันที่และการตัดท้ายประโยคด้วยจุด(…) snippet นี้มีความยาวที่ 164 อักขระ ซึ่ง Google ไม่ได้นับเนื้อหาที่ถูกเพิ่มมาจาก meta description ของเว็บไซต์แค่ไม่ได้ใส่คำขึ้นต้น “Chickenpox” เพราะ Google ได้ตัด Keyword นี้ออก สำหรับมนุษย์เราจะดูออกเลยว่าเป็น meta description แต่บอทจะแยกแยะไม่ค่อยออกว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยหรือเขียนคำอธิบายใหม่

 

อีกตัวอย่างของการแก้ไข snippets และเพิ่มคำคือการเพิ่ม ผลการค้นหาขึ้นก่อน ตามภาพต่อไปนี้ :

Snippets results

ใน snippet นี้มีความยาว 172 อักขระ แล้ว Google ยังปล่อยให้คำอธิบายเว็บไซต์มีความยาวถึงสามบรรทัด  ดังนั้น Google ไม่ได้นับอักขระที่เพิ่นในการแก้ไข

 

Snippets ในชุดข้อมูลของเรามี 11.6% ที่ได้ดัดแปลงและเขียนใหม่โดย Google ดังนั้นการเพิ่มคำหรือดึงคำอธิบายมาใส่ใหม่เป็นเรื่องปกติแม้ว่า Google จะเปลี่ยน meta description แต่คุณก็จะเห็นเป็นการแก้ไขที่เล็กน้อย

รูปต่อไปนี้เป็นอีกตัวอย่างของ snippet ที่ทำผิดกฎ

552d643f2caac3.13068465

คุณอาจจะสงสัยว่าทำไม snippet มีความน่าสนใจกว่าผลการค้นหาอื่นๆ ถ้าคุณเห็นตรงข้างบนของ SERPs คุณจะรู้ว่าเป็นเพราะอะไร

SERP snippets

Google จะดึงเอาข้อมูลในเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นรายการ ในบางกรณืข้อมูลใน snippets จะถูกแก้ไขแล้วส่งไปที่ answer box แทนแต่เขายังแสดงผลการค้นหาอื่นๆในหน้านั้นเหมือนเดิม

 

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ Google ได้ทำตัวอักษรเข้มให้กับ keyword ของเว็บไซต์ที่เป็นคำตอบแล้วใส่ใน answer box นั้นให้เลย เหมือนในรูปต่อไปนี้:

blog keyword

ให้สังเกตดูคำที่เป็นตัวหน้าคุณจะเห็นได้ว่าแต่แต่คำนั้นมีความหมายที่คล้ายกัน “fatigue”, “sore throat”, “fever”, “headache”, “rash”. ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มาจาก meta description แต่มาจากรายการที่เรียงอยู่ในเพจของเว็บไซต์ Google พยายามที่จะใช้ snippet ตอบปัญหา ทุกวันนี้การติดอันดับใน SERPs มันมากกว่าแค่การใช้ keywords

 

The Final Verdict (บทสรุปของทั้งหมด)

 

ทั้งหมดที่บรรยายมาในบทความนี้อาจจะดูสับสันเป็นเพราะมันยากและมีความสับสนจริงๆ ทุกวันนี้ Google มีข้อกำหนดกับ snippets มากขึ้น เช่นการเพิ่มรายละเอียดให้มีความน่าสนใจมากขึ้นหรือมีรายละเอีดที่สามารถตอบคำถามได้

เรามาย้อนดูกันว่าสรุปแล้วเราต้องขัยน meta description ด้วยอักขระจำนวนเท่าไรถึงจะถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของ Google แต่ละ snippets ยังตรวจสอบและใช้ความยาวของอักขระอยู่ที่ระหว่าง 145-165 อักขระแล้วทำตามกฏเกณฑ์ที่เขาได้ตั้งไว้ ส่วน snippets ที่มีความยาวเกินเกณฑ์จะเป็น snippets ที่ Google เพิ่มคำหรือดึงเนื้อหาเข้ามาให้ ดังนั้นเราก็ต้องเขียนคำอธิบายของ snippets อยู่ตามหลักเกณฑ์ที่เขาได้ตั้งไว้ให้ที่มีความยาวไม่เกิน 155 อักขระ ด้วย keyword ในคำอธิบายด้วย
Google จะได้พบเว็บไซต์ของเราแล้วนำเข้าอันดับของ SERPs ได้

 

(Cr. https://moz.com/blog/i-cant-drive-155-meta-descriptions-in-2015)